บทที่ 4 ตอนที่ 3 เห็นไคซ์จุ๊บภัส
ตอนที่ 3 เห็นไคซ์จุ๊บภัส
ทำไมเขากล้าขู่น่ะเหรอ ก็เพราะอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างที่วางขายอยู่ภายในร้านมาจากเรือขนส่งสินค้าของบริษัทขนส่งทางเรือ Kai แถมยังช่วยขนฟรี ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แค่นี้ก็คงรู้แล้วละมั้งว่าเขาสำคัญกับธรีพีมากขนาดไหน
เท่าที่จำได้รู้จักกับไอ้ภูมิตอนอายุยี่สิบห้า ตอนนั้นมันพอจะมีชื่อเสียงบ้างแล้ว เขาคิดว่าคงไม่เสียหายอะไร หากจะหาเพื่อนร่วมธุรกิจ กินกำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สิ่งที่ได้มากกว่าธุรกิจคือมิตรภาพ พวกเราอยู่กันเหมือนครอบครัว คอยช่วยเหลือแบ่งปัน เกื้อกูลกัน แถมเขายังเอ็นดูภัสมาก ไปรับไปส่งที่มหา'ลัยอยู่บ่อยครั้งเวลาเพื่อนไม่ว่าง
แต่ใครจะรู้ หลายปีผ่านไป จากที่เอ็นดู อยู่ ๆ ภัสก็ได้ดูเอ็น ตลกฉิบหาย
ไคเซอร์ ลูกชายเพียงคนเดียวของบริษัทขนส่งทางเรือ Kai ปัจจุบันอายุยี่สิบเก้า รับช่วงต่อดูแลธุรกิจครอบครัวมาแล้วหลายปีจนคล่องตัว มีการขยับขยายธุรกิจเปิดบริษัทขนส่งทางบกบ้างแล้ว แต่ไม่รุ่งเท่าทางน้ำเลยยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร
หลังจากเรียนจบได้เริ่มทำงาน เขาค่อนข้างสับสนมึนงง กดดันตัวเองจนได้รู้จักกับไอ้ภูมิ มันเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งที่ปรึกษาจนเขาผ่านความกดดันขั้นสุดของชีวิตมาได้ จากคนที่ตอบว่า ไม่รู้ ทำไม่เป็น ไม่รู้ ตอนนี้ต้องรู้ รู้มันทุกอย่าง เอาทุกทางที่ได้เงิน จนพ่อแม่กล้าวางมือให้เขาดูแลเต็มตัว
ช่วงแรกก็หนักเอาเรื่อง เหนื่อยฉิบหาย ไปเมาน็อกอยู่ธรีพีบ่อย ๆ พอเริ่มชินก็ดีขึ้นหน่อย มีเวลาไปทำอย่างอื่นอีกเยอะ ลอยตัวเลยละ เงินทองมีใช้ไม่ขาดมือรวยขึ้นมาทันตา
พอเริ่มเป็นที่รู้จักว่าไคเซอร์มารับช่วงดูแลธุรกิจครอบครัวต่อ พวกนักธุรกิจเก่า ๆ ก็จับลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำมาให้ดูตัวไม่ซ้ำ บางคนก็ดูได้บ้าง บางคนก็ไม่ได้เลย ไม่เคยมีใครเข้าตาสักคน สู้ออกไปคลับ ผับ บาร์ นั่งยกสักแก้วสองแก้วรอสาวเอานมมาเบียดแขนแบบนั้นดูจะเข้าตาเสียมากกว่า เข้าตาที่ว่าหมายถึงเข้าตาเรื่องบนเตียง ไม่ได้เข้าตาจนอยากจะยกมาเป็นเมีย เพราะเรื่องเมียหรือชีวิตคู่อะไรพวกนี้เขายังไม่ได้คิด ใจยังอยากเที่ยวเล่น สนุกไปวัน ๆ ขนาดณภัสที่เพียบพร้อม เข้าตา เป็นสาวบริสุทธิ์ก็ยังไม่สามารถหยุดคนอย่างเขาได้ แค่นี้ก็น่าจะรู้แล้ว
ตลอดทางกลับร้านภัสไม่พูดไม่จาเลยสักคำ เธอหยิบแอร์พอตขึ้นมาใส่ทั้งสองข้างเปิดเพลงเสียงดังจนเขาก็ได้ยินด้วยเหมือนกัน ก่อนออกรถอุตส่าห์ตบเบาะนั่งข้างตั้งหลายครั้งแต่ก็ถูกภัสปฏิเสธทุกครั้ง บอกต้องถือสี ต้องจับอุปกรณ์ คือมันวางก็ได้หรือเปล่า ไม่ต้องไปจับไปถือประคบประหงมมันขนาดนั้นหรอกมั้ง
"กินอะไรไหม จะได้แวะ"
"ไม่ค่ะ เดี๋ยวออกไปหากินเอง"
"ที่?"
"ร้าน" หญิงสาวตอบปัด ไม่อยากต่อบทสนทนา เลยขยับเอียงตัวแสร้งหลับตาเหมือนนอนหลับให้เจ้าของรถไม่ต้องชวนคุยเรื่องอื่นต่อ
จะว่าเธองี่เง่าเอาแต่ใจก็คงได้ เพราะระหว่างเราไม่มีสถานะ มีแต่เธอที่เรียกร้องจากเขาทั้งที่รู้ว่าไคซ์ให้ไม่ได้ คำว่าไม่ได้ของไคซ์บางครั้งก็ติดเล่นจนภัสคิดว่ายังพอมีโอกาส บางครั้งมันก็รุนแรงจนแทบขาดสะบั้น ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจตัวเอง กำลังคาดหวังอะไรอยู่?
บางวันไคซ์ก็เหมือนจะหึงหวงห่วง บางครั้งก็ไม่แยแสไม่ไยดีจนเริ่มงง ตกลงไคซ์รู้สึกยังไง เราใจตรงกันหรือมีแค่เธอที่รู้สึกอยู่ฝ่ายเดียว
เมื่อมาถึงร้านณภัสรีบถือของลงจากรถตรงเข้าไปวางตรงหน้าเฮียภูมิ ก่อนจะย้อนกลับมาสวัสดีเฮียอีกสองคนที่อาจจะมาตอนเธอไปเลือกสี
"สวัสดีค่ะเฮียบูม เฮียขุน" ไหว้สวัสดีทั้งสองเฮียยิ้ม ๆ เดินไปนั่งระหว่างกลางเฮียที่กำลังนั่งกินมาม่าคัพ ทำให้ทั้งสองหันมองเธอ ยื่นมาม่ามาให้ทั้งสองคัพ เชิงชวนกินด้วยกัน
"ไม่กิน ~ มื้อเที่ยงกินอะไรไหม ภัสจะออกไปข้างนอกเดี๋ยวซื้อมาฝาก" ยิ้มหวานมองเฮียทั้งสองที่ตั้งใจกินต่อเหมือนเดิม
โดยปกติเฮียขุนจะมาร้านสัปดาห์ละสามวัน เรียกว่ารวยแล้ว เลือกรับลูกค้าเฉพาะคนที่อยากรับก็ว่าได้ หากเฮียขุนรับลูกค้าแล้วลูกค้าเรื่องมาก เฮียก็ไม่สัก โยนงานให้เฮียปลื้มกับเฮียบูมต่อเลย เธอเห็นจนชินตา จะว่าเฮียหน้านิ่ง โลกส่วนตัวสูงก็ว่าได้ แต่อย่างน้อยณภัสคนนี้ก็เป็นข้อยกเว้น ~ เพราะเธอน่ะสนิทกับเฮียทุกคน เห็นหน้ากันบ่อยครั้ง เช็ดอ้วกก็บ่อย ประกันตัวเฮีย ๆ บ้างก็มี ดีที่เฮียขุนพูดน้อย แต่ถ้าพูดละก็..เจ็บหนัก
กับเฮียบูมรายนี้ฝีปากพอ ๆ กับเฮียปลื้ม เฮียภูมิ แต่จะแสดงออกน้อยกว่าหน่อยหนึ่ง พวกเฮียสี่คนเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทำงานเหมือนร้อนเงิน สุดท้ายมากระดกเบียร์ดูบอล เล่นเกม เธอชอบที่สุดก็ตรงที่ทุกคนเอ็นดูเธอ ยอมแทบทุกอย่างแค่ณภัสขอ ณภัสอ้อน เฮียสามสี่เฮียหาให้จนได้ ก็แบบนี้แหละเนอะ มีน้องสาวคนเดียวก็งี้ ~
"ไม่เอา แล้วก็ไม่ต้องถามคนอื่น ถือมามันหนัก ตัวเล็กนิดเดียว" ขุนปรามเสียงเบา วางมือบนศีรษะเด็กน้อยลูบแผ่วเบาอย่างเอ็นดู จนตัวแสบของร้านฉีกยิ้มเอนใบหน้าจิ้มลิ้มมาอิงไหล่อ้อน ๆ
"ไม่มีใครฝากซื้ออะไรหรอก ไปเที่ยวให้สนุก ถือของไม่ไหวก็โทรมานะภัส" บูมพูดไม่ต่างจากขุน ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูเลยมาอยู่ตรงไหล่เขาแทน
"ฟัดแก้มที" บูมพูดแล้วโน้มหน้าคล้ายจะฟัดแก้มภัสราวกับมันเขี้ยวจนเสียงคำรามด่าพ่อล่อแม่ดังมาแต่ไกล
"ไปฟัดแก้มแม่มึงไป!"
"หึ" ปลายจมูกที่เกือบจะถึงแก้มฝาดผละออกมาแค่นหัวเราะมองไอ้คนพี่ที่หวงน้องจนอดแซวไม่ได้
"หวงขนาดนี้ น้องมีแฟนมึงไม่ตามคุมเลยเหรอ"
"ตาม เอามาให้กูสแกนก่อน ไม่ผ่าน ก็อย่าแตะภัส" ภูมิพูดแล้วรั้งณภัสมายืนหลบด้านหลังตัวเอง ก่อนจะเอ็ดเบา ๆ ที่ภัสชอบไปทำตัวน่ารักใกล้เพื่อนเขา หากเป็นแต่ก่อนคงไม่ตำหนิอะไร ตอนนี้โตเป็นสาวขึ้นทุกวัน ใครผ่านไปผ่านมาเห็นเข้ามันดูไม่ดี ถามว่าฟังไหมก็คงไม่ พูดจนปากจะฉีกถึงรูหู ไม่รู้เสียงผ่านขี้หูเข้าไปบ้างหรือเปล่า
"โตแล้วนะภัส สนิทกับผู้ชายเยอะมันดูไม่ดี"
"แต่ภัสอยู่กับพวกเฮียมาหลายปีแล้วนะ ดูไม่ดีตรงไหน น้องสาวกับพี่ชาย"
"เออ ก็จริง ภัสไม่ได้ไปทำแบบนี้กับคนอื่นสักหน่อย มีแค่พวกเรา มึงหวงอะไรขนาดนั้น?" ปลื้มเดินมาสมทบ ลูบศีรษะณภัสที่ยืนดิ้นดุกดิกดีใจที่มีคนเข้าข้างท่าทางน่าเอ็นดู
"ไอ้บูมจะหอมแก้มภัสอยู่แล้ว ไม่ให้กูดุเลยหรือไง?" ภูมิหันไปย้อนถามไอ้ปลื้ม ไอ้ตัวดี ไอ้ตัวให้ท้ายน้อง
"กูเห็นไอ้ไคซ์จุ๊บภัสไม่หนักกว่าเหรอ?" ขุนนั่งเงียบฟังอยู่นาน พูดแทรกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไปทิ้งมาม่าคัพในมือลงถังขยะ ไม่วายหันไปกระตุกยิ้มมุมปากมองไอ้ไคซ์ที่ยืนกอดอกมองเหตุการณ์ตรงบันได
เห็นอยู่หรอก คนสองคนแสดงออกต่อกันยังไง ส่วนที่ไม่เห็นเรียกปิดหูปิดตากันเสียมากกว่า
