บทที่ 3 ตราบาปที่ยัดเยียด
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูไม้สักดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้ง
ก่อนที่ ‘เอกวิทย์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบสามปี ผู้เป็นมือขวาและคนสนิทที่รู้ใจอรรณพที่สุด จะเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม
เอกวิทย์ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังประธานหนุ่ม สายตาของคนสนิทฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด
“นายครับ...” เอกวิทย์เอ่ยเรียกเสียงเรียบ
อรรณพไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ใบหน้าคมยังคงราบเรียบ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับแผ่รังสีความกดดันอันหนักอึ้งจนเอกวิทย์เสียวสันหลังวูบๆ
อรรณพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรื่องเมื่อคืน ไอ้คนที่ชื่อคฑา แฟนของโยเดียว มันเกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องนี้”
เอกวิทย์ก้มหน้าเล็กน้อย ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“จากข้อมูลเบื้องต้น คฑาเป็นคนนำคุณโยเดียวไปส่งให้กับนายหน้าของเลขาฯ มินทนาครับนาย แต่ผมเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รายงานแรกที่นายหน้าส่งมา บอกว่าคุณโยเดียวสมัครใจ แต่จากสายข่าวที่ผมส่งไปตามสืบดูเมื่อเช้า มีคนเห็นคุณโยเดียววิ่งร้องไห้ออกจากเพนต์เฮาส์ไปหาคฑาที่คอนโด แล้วถูกคฑาไล่ออกมาอย่างสภาพแย่ๆ ดูไม่ได้เลยครับ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เรื่องเงินสามแสนบาทนั้นเลยครับ”
ดวงตาของอรรณพไหววูบ ความเจ็บใจแล่นพล่านไปหมด
‘ไอ้ห่านั่น มันบังอาจขายเธอ’
เขาแค้นเป็นที่สุด แล้วถ้าผู้ชายที่ซื้อ ไม่ใช่เขา โยเดียวจะตกไปในมือของใคร
แต่อีกใจ ก็คิดว่า...โยเดียวรักไอ้นั่นมาก จนทำทุกอย่างให้ไอ้หมอนั่น แม้กระทั่งขายตัว อารมณ์หึงหวง และความอยากเป็นเจ้าของ กลับเข้ามาบดบังความเห็นอกเห็นใจจนสิ้น
เขาหมุนตัวกลับมาสบตาคนสนิท แววตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวดุดัน
“สืบเรื่องนี้ให้ละเอียดที่สุด ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวโยเดียวมา ไม่ว่าจะเป็นคฑา มินทนา หรือนายหน้าคนไหน... ถ้าพบว่า พวกมันต้มตุ๋น หรือใช้เธอเป็นเครื่องมือ ให้จัดการลากคอพวกมันมาคิดบัญชีให้หมด”
“ครับนาย... แล้วเรื่องคุณโยเดียวล่ะครับ นายจะให้ผมจัดการอย่างไรต่อ” เอกวิทย์ถามอย่างระมัดระวัง
อรรณพยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
เขายกมือขึ้นติดกระดุมสูทตัวนอกอย่างประณีต แววตาฉายความเอาแต่ใจและอย่างถึงที่สุด
“เธอเป็นของฉันแล้ว เอกวิทย์... ต่อให้คฑาจะทิ้งเธอ หรือเธอจะเกลียดฉัน แต่ในเมื่อเธอเข้ามาอยู่ในเกมนี้แล้ว ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหนีไปไหนได้อีก เตรียมรถ... ฉันจะไปหาเธอที่บ้าน”
“อะ! ครับนาย” เอกวิทย์เดินออกห่าง และยกหูหาคนขับรถทันที
.
.
ณ บ้านพักหลังเล็กสองชั้นในหมู่บ้านเก่าๆ แถบปริมณฑล บรรยากาศภายในบ้านตกอยู่ในความเงียบเหงาและตึงเครียด
โยเดียวนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาไม้เก่าๆ ในห้องรับแขก ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักมาตลอดทั้งวัน
ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ศักดิ์ศรีที่เพียรพยายามรักษามาตลอดชีวิตถูกทำลายจนมันสะบั้นลงอย่างไม่เหลือซาก
คำพูดตบหัวและตราหน้าจากคฑายังคงดังทวนซ้ำในหัว ราวกับตอกตะปูลงกลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘ฉันไม่เอาผู้หญิงไร้ราคาที่ผ่านมือคนอื่นมาทำเมียหรอก เราเลิกกัน!’
.
.
“โย... ลูกเป็นอะไรไป ทำไมกลับมาถึงบ้าน ก็เอาแต่นั่งร้องไห้แบบนี้ เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิลูก”
‘คุณศิริพร’ ผู้เป็นแม่เดินเข้ามาจับไหล่ลูกสาวด้วยความรักและความห่วงใย
ดวงตาของคนเป็นแม่อัดแน่นไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวอยู่ในสภาพแหลกสลายเช่นนี้
ขณะที่ ‘คุณธีรเดช’ ผู้เป็นพ่อ ข้าราชการเกษียณที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถอนหายใจยาว พลางมองลูกสาวด้วยสายตาเห็นใจ
“โยแค่... ร้อนแดดน่ะค่ะแม่ โยปวดหัว” โยเดียวโกหกเสียงแผ่ว พยายามกล้ำกลืนหยาดน้ำตา ไม่กล้าสบตาพ่อและแม่
เธอไม่สามารถบอกความจริงอันแสนต่ำช้านี้ ให้พวกท่านฟังได้ หากพ่อที่เป็นโรคหัวใจรู้ว่า...เธอผ่านอะไรมาในคืนเดียว ท่านอาจจะช็อกจนเป็นอะไรไปก็ได้
.
.
บรื้นนนน!
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ราคาแพงระดับหลายสิบล้านก็ดังกระหึ่มขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงเบรกที่ดังบาดแก้วหู
รถตู้ลักชัวรีสีดำเงาวับสองคันจอดขนาบข้างหน้าบ้านไม้หลังเล็ก พนักงานในชุดสูทดำหลายคนก้าวลงจากรถ และมายืนล้อมรั้วบ้านไว้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คุณธีรเดชและคุณศิริพรเป็นอย่างมาก
กริ๊งที่ประตูรั้วถูกกดรัวๆ และดังสนั่น ก่อนที่ประตูรั้วจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในเวลาต่อมาช่วงสั้นๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มประณีต ก็เดินก้าวเข้ามาในบริเวณบ้านอย่างสง่างาม หากแต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับแผ่รังสีข่มขวัญ จนลมหายใจของทุกคนในบ้านชะงัก
โยเดียวหันไปมอง และเมื่อสบสายตากับชายหนุ่ม ร่างบางก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันทีด้วยความหวาดกลัว
อรรณพ กันต์พิธาน
..
...
“พวกคุณเป็นใคร! บุกรุกเข้ามาในบ้านของผมทำไม” ธีรเดชลุกขึ้นยืนขวัญเสีย ยืนบังภรรยาและลูกสาวไว้ข้างหลัง
อรรณพไม่ตอบคำถามของคุณธีรเดช เขาส่งสัญญาณมือให้เอกวิทย์ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ก่อนที่สายตาคมกริบประดุจพญาอินทรีจะปรายมองข้ามไหล่ของคุณธีรเดช ตรงไปยังร่างบางที่กำลังสั่นเทาอยู่บนโซฟา
“โยเดียว... เก็บของหรือยัง ไหนเราตกลงกันแล้ว เธอต้องตามฉันมาทำงานไม่ใช่หรือ” อรรณพออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเปี่ยมด้วยทรงอำนาจที่แน่ใจได้ว่า โยเดียวไม่อาจปฏิเสธเขาได้แน่ๆ
“คุณ! คุณมาที่นี่ทำไม? คือ... ฉัน”
โยเดียวเดินย่างกรายไปหาเขา จากนั้นเธอก็เอ่ยปากกับคนเอาแต่ใจเบาๆ พอจะได้ยินกันสองคน
“คุณพาคนของคุณออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ” โยเดียวพูดออกไปทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธและความกลัว
