บทที่ 4 เห็นแก่ตัว

“แจ้งตำรวจงั้นหรือ” อรรณพแค่นยิ้มมุมปาก เดินก้าวเข้ามาหาจนชิดร่างบางกว่าดเดิม เขาประสานมือไว้ข้างหลัง พลางปรายสายตามองจ้องหน้าเธอที่ทำตัวไม่ถูกแล้ว

“เฮ้อ... เธอคิดว่าตำรวจจะทำอะไรฉันได้ หรือว่า...โยเดียว... เธออยากให้พ่อแม่ของเธอรู้เรื่อง...ที่เราสองคนทำด้วยกันเมื่อคืนนี้ล่ะ”

“คุณมันบ้าไปแล้ว”

คุณศิริพรเดินเข้ามาหาลูกสาว และจับมือของโยเดียวแน่น

“ยายโย... นี่มันเรื่องอะไรกันลูก”

คุณศิริพรเบิ่งตากว้างด้วยความไม่พอใจ และยิ่งเห็นท่าทางของลูกสาวที่กำลังสับสน

“ไม่มีค่ะแม่”

“ไม่มีได้อะไร? แล้วคุณ?” คุณศิริพรชี้หน้าอรรณพ

“แม่คะ เขาอ๊า... เป็นเจ้านาย หนูไปสมัครงานเอาไว้ค่ะ”

“อะ! แล้วทำไมต้องยกโขยงมาแบบนี้”

“คือว่า...” คนโกหกไม่เก่งเริ่มไปต่อไม่ได้ แต่เธอก็ขยับเข้าไปหาอรรณพ พลางยกมือไหว้ ส่างสายตาอ้อนวอน

“คุณค่ะ ได้โปรด...”

อรรณพก้มมองมือบางที่สั่นเทา หัวใจของเขากระตุกเจ็บปวด เมื่อเห็นรอยน้ำตาบนแก้มเนียน

ทว่าความเอาแต่ใจและสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า กลับสั่งให้เขาก้าวข้ามความรู้สึกนั้น เขาขยับเข้ามาใกล้เธอ ยื่นหน้าลงไปกระซิบข้างหูโยเดียวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน

“ถ้าเธอไม่ยอมเดินไปกับฉันดีๆ เรื่องอื่นๆ อาจจะยุ่งยากขึ้น ก็แค่บอกพ่อแม่ของเธอ ว่าจะไปทำงานกับฉันก็เท่านั้น ไม่อยากนั้นฉันไม่การันตีว่า ครอบครัวของเธอจะไม่เดือดร้อนนะ”

“คุณมันปีศาจ คุณทำแบบนี้กับฉันทำไม?” โยเดียวจ้องหน้าเขาเขม็ง แถมความเกลียดชังให้อีก

“ฉันให้เวลาเธอห้านาที ไปหยิบเสื้อผ้า... ถ้าช้ากว่านี้ ฉันจะส่งคนไปเข้าไปช่วย แล้วพ่อแม่ของเธอก็จะรู้เรื่อง แต่ถ้าไปด้วยกันดีๆ ก็คือ... มันก็จะจบสวย” อรรณพยืดตัวขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

คุณธีรเดชพยายามจะลุกขึ้น และเดินเข้าหาเขา แต่อาการปวดเข่า ทำให้ท่านแทบจะลุกไม่ไหว

“เดี๋ยวๆ ทำงงทำงานอะไรกัน โย... ลูกไม่เห็นเล่าให้พ่อฟัง แล้วมีที่ไหนที่เจ้านายเอารถตู้หรูหรามารับพนักงานถึงบ้านน่ะ” คุณพ่อสงสัย ตัวท่านเซ จึงลงไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม

โยเดียวหันไปหาคุณพ่อ เห็นว่า ท่านดูเหนื่อยๆ แล้วยังเอามือจับที่หน้าอกข้างซ้ายด้วยความเจ็บปวด หน้าเริ่มซีดลงเรื่อยๆ จากอาการโรคหัวใจกำเริบ

“พ่อ! พ่อเป็นอะไรไปคะ” โยเดียวร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก เธอรีบโผเข้าไปกอดพ่อไว้ น้ำตาไหลพรู

“ยาพ่อ พ่อลืมกินยาหลังอาหาร”

“อ้าวคุณพี่” คุณศิริพรวิ่งปรู๊ดกลับเข้าไปในบ้าน ก่อนจะกลับออกมาด้วยยา และน้ำดื่ม

เมื่อเห็นท่านกิน และนั่งพักสักครู่ อาการที่เป็นกลับมาเป็นปรกติ

โยเดียวจึงหันมาหาเขา

“ว่าไงโยเดียว”

“ได้ค่ะ ฉันตกลง แต่ว่าฉันขอแค่คุณอย่าบอกพ่อกับแม่ของฉันเรื่องเมื่อคืนนี้”

“ได้”

เธอพ่นลมหายใจดังพรู

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เธอหนีไม่พ้นเงื้อมมือของเขาแน่ๆ

“คุณคะ”

“ฉันชื่ออรรณพ หรือเรียกว่า ณพ”

“ค่ะ คุณอรรณพ อีกเรื่องหาหมอดีๆ และต้องจ่ายเงินรักษาพ่อของฉันด้วยค่ะ”

“ได้สิ เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับฉัน”

“ค่ะ” โยเดียวยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง เธอสบตากับอรรณพด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่ที่แน่แค้นเคืองแน่นไปทั้งอก

“แม่ค่ะ หนูตกลงไปทำงานกับเขาค่ะ” พูดจบ หญิงสาววิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง คว้ากระเป๋าออกมา และหญิบเสื้อผ้าที่จำเป็นๆ ใส่ลงไปในกระเป๋าลงมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อโยเดียวลงมาข้างล่าง เธอเข้าไปกอดพ่อแม่ และหอมแก้มพ่อและแม่ที่กำลังสับสน

“โยต้องไปทำงานด่วนค่ะแม่... พ่อดูแลตัวเองดีๆ นะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงโย” โยเดียวฝืนยิ้ม ก่อนจะเดินนำออกไปขึ้นรถตู้หรูหราที่จอดรออยู่

.

.

รถตู้สีดำขับเคลื่อนออกไปบนถนนสายหลักอย่างนิ่มนวล บรรยากาศภายในห้องโดยสารกว้างขวางกลับเงียบราวกับสุสาน

โยเดียวนั่งชิดประตูรถเบาะหลังสุด มือบางกำเข้าหากันแน่น จนเล็บจิกลงไปในเนื้อ น้ำตายังคงไหลซึมออกมาจากดวงตาบวมช้ำอย่างไม่ขาดสาย

ขณะที่อรรณพนั่งอยู่ข้างๆ เขาทอดสายตามองเธอด้วยความรู้สึกดี เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันช่างเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด

แต่ความคิดเดียวที่แล่นอยู่ในหัวคือ เขาสูญเสียเธอไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน

และครั้งนี้เมื่อโชคชะตานำพาโยเดียวมาด้วยแผนการต่ำช้าของใครบางคน ทำให้เขาได้ครอบครองเธอ เขาจะไม่มีวันยอมสูญเสียเธอไปให้ใครอีก ไม่ว่าต้องแลกด้วยความเกลียดชังจากเธอก็ตาม

ผ่านไปสักพัก

“คุณจะพาฉันไปไหน...” โยเดียวเอ่ยถามขึ้นมา โดยไม่หันมามองหน้าเขา

“พาเธอไปพักผ่อน เธอสติหลุดลอยเกินไป การอยู่กรุงเทพฯ ตอนนี้มีแต่จะทำให้เธอคิดสั้น” อรรณพตอบเสียงนุ่ม

แต่คนฟังกับคิดว่า เขาแดกดันเธอ

“พักผ่อนงั้นหรือ? คุณลากฉันออกมาจากบ้าน และสิ่งที่คุณทำน่าจะเรียกว่าข่มขู่ คุณร้ายกาจนะคะ คุณได้ย่ำยีศักดิ์ศรีฉันจนไม่เหลือแล้ว... แล้วคุณยังมีหน้ามาบอกว่าจะพาฉันไปพักผ่อนอย่างนั้นเหรอ” โยเดียวแค่นยิ้ม ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง เธอหันหน้ามาสบตาชายหนุ่มด้วยสายตาว่างเปล่า

“โยเดียว...”

“อย่ามาเรียกชื่อฉัน นี่ฉันยังสงสัย คุณรู้จักฉันได้ยังไง” หญิงสาวแผดเสียง น้ำตาทะลักล้น

“คุณมันผู้ชายเห็นแก่ตัว คุณคิดว่าเงินของคุณมันซื้อได้ทุกอย่างในโลกใช่ไหม? คุณซื้อฉันมาจากคนขาย ซึ่งบอกเอาไว้เลย ฉันไม่ได้เต็มใจสักนิด”

อรรณพสายตากระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่า ‘ซื้อ’ ความหงุดหงิดแล่นขึ้นมาในอก

เขาคว้าจับข้อมือบางของเธอเอาไว้แน่น แม้โยเดียวจะพยายามดิ้นรน และสะบัดออกอย่างสุดแรงก็ตาม แต่เธอก็ดิ้นไม่หลุด

“ใช่! ในเมื่อฉันจ่ายเงินไปแล้ว เธอก็คือคนของฉัน” อรรณพคำรามตอบกลับด้วยความเอาแต่ใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป