บทที่ 5 หวั่นไหว
“ต่อให้เธอจะเกลียดฉันแค่ไหน เธอก็ต้องอยู่กับฉัน แม้ว่าจิตใจของเธอจะแหลกสลายยังไงฉันไม่สน จะแหกปากบอกว่าเธอไม่เต็มใจ แต่ฉันรู้นะร่างกายของเธอตอบสนองความต้องการของฉันจะตายไป อีกทั้งต่อจากนี้ไปชีวิตของเธอเป็นของ นายอรรณพ กันต์พิธาน เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องที่บ้านของเธอ พ่อของเธอ แม่ของเธอ ฉันจะดูแลเหมือนพระในบ้านของฉันนะ”
แม้จะมีคำพูดอำมหิตตอกย้ำความจริงที่แสนทรมาน แต่ประโยคต่อท้ายก็ทำให้โยเดียวหยุดดิ้นรน
เธอจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนจากความกลัว กลายเป็นความที่คับแน่นอก มันบอกไม่ถูกว่า จะรู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนี้ ที่มันจะได้มากกว่าคำว่าแค้น
หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลผ่านแก้มโดยไม่เช็ดมันออกอีกต่อไป
“ได้... ถ้าคุณอยากได้ร่างกายฉันนัก ก็เอาไป... แต่จำไว้เลยนะอรรณพ คุณจะได้ไปแค่ร่างกายที่ไร้หัวใจ เพราะหัวใจของฉัน... มันตายไปตั้งแต่คืนที่คุณย่ำยีฉันแล้ว” โยเดียวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว
อรรณพรู้สึกชาหนึบแล่นริ้วไปทั่วอก หัวใจกระตุกด้วยความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ชายหนุ่มค่อยๆ ปล่อยข้อมือบางออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ เพื่อซ่อนเร้นความสับสน และความรู้สึกผิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
.
.
รถตู้ลักชัวรีมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง มุ่งตรงสู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดพัทยา ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงยามเย็น ลมทะเลพัดเอากลิ่นเค็มเข้ามาแตะแต้ม
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้พาโยเดียวไปสู่การพักผ่อน ทว่าเป็นการพาเธอเข้าสู่กรงขังแห่งใหม่... กรงขังที่สร้างขึ้นด้วยเงิน อำนาจ และความรักอันบิดเบี้ยวของชายผู้เห็นแก่ตัว
ซึ่งไม่รู้เลยว่า เดิมพันครั้งนี้ อาจต้องแลกด้วยอะไร!
.
.
เกลียวคลื่นสาดบซ่านซัดกระทบโขดหินเบื้องล่างส่งเสียงครืนๆ อย่างไม่ขาดสาย
แสงจันทร์คืนแรมทอดตัวผ่านผ้าม่านเนื้อบางเบาของบ้านพักตากอากาศสุดหรูริมหาดพัทยา บรรยากาศภายในห้องนอนใหญ่ชั้นบนตกอยู่ในความอึดอัด
มีเพียงเสียงลมทะเลเคล้ากับเสียงลมหายใจสั้นๆ กระชั้นถี่ของคนสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ท่ามกลางแสงจากโคมไฟ
โยเดียวยืนชิดกระจกบานโตที่มองออกไปเห็นผืนน้ำทะเลอันมืดมิด แขนทั้งสองข้างยกขึ้นตระกองกอดตัวเองไว้แน่น ร่างบางสั่นสะท้านไม่หยุด ไม่ใช่เพียงเพราะความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ หากแต่เป็นความกลัวที่กัดกินหัวใจอยู่
เธอฟังเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินหนักแน่น ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง ทุกก้าวของชายหนุ่มเปรียบเสมือนรอยเท้าของมัจจุราชที่กำลังต้อนเธอเข้าสู่กรงขัง
เพียงเขาแตะต้องเธอ เสียวแหวก็ดังขึ้น
“ออกไป...” โยเดียวสะบัดตัวด้วยท่าทางแฝงไปด้วยความเกลียดชัง
“ออกไปให้พ้นจาก อย่าเพิ่งมาแตะต้องตัวฉัน คุณณพ... ฉันยังไม่พร้อม”
อรรณพหยุดก้าวเดินห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมเปลือกไม้ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นไอทะเลลอยเข้ามากระทบโสตสัมผัสของหญิงสาว
เขาทอดสายตามองร่างบางที่กำลังสั่นเทา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอกอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่าเขากำลังทำร้ายเธอ รู้ดีว่าเธอเกลียดเขาเข้าไส้ แต่ความรักอันบิดเบี้ยวกรูเข้ามากลับบังตาจนเขาไม่อาจยั้งคิด
“เธอคิดว่า เธอมีสิทธิสั่งฉันงั้นหรือ? โยเดียว?” น้ำเสียงทุ้มต่ำของอรรณพ กับท่างทางที่คุกคาม เขาจับหมับเข้าที่แขนของเธออย่างไร้ซึ่งความเมตตา ก่อนจะขยับรั้งร่างที่ดื้อรั้นเขาหา ซบปลายคางลงไปที่ไหล่เนียนของเธออย่างถือสิทธิ์
“อย่ามาจับ และแตะต้องนะ” โยเดียวสะบัดตัวออกแรงๆ อีกที่ อรรณพยอมให้เธอผลัก เธอเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขาด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ใบหน้าหวานซีดเซียว รอยน้ำตาเปรอะแก้ม
“คุณได้ตัวฉันมาด้วยวิธีต่ำช้า ข่มขู่ฉัน ใช้เงินยัดเยียดความอดสูให้ฉัน... คุณยังต้องการอะไรอีก คุณอยากเห็นฉันตายไปต่อหน้าต่อตาคุณเลยใช่ไหม?”
คำว่า ‘ตาย’ ทำให้อรรณพสายตาหวั่นไหว หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
เขาผละห่าง แล้วคว้าข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวรวบไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะดันร่างบางไปติดกับผนังห้องกระจกอย่างรวดเร็ว
“อย่าพูดคำว่าตายออกมาอีก ชีวิตของเธอเป็นของฉัน ร่างกายของเธอเป็นของฉัน ต่อให้เธออยากตาย ฉันก็ไม่ยินยอมให้เธอตาย” อรรณพคำรามในคอ แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
“คุณมันปีศาจ... คุณมันคนใจร้าย และไม่มีหัวใจ” โยเดียวพยายามดิ้นรน สะบัดมือและใช้แรงทั้งหมดที่มีระดมตบเข้าที่อกแกร่งของเขา น้ำตาร่วงกราว
“คุณรู้ไหมว่า คฑาเขาพูดอะไรกับฉัน... เขาบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงไร้ราคา เขาบอกว่าฉันเลวที่ไปนอนกับคนอื่น ทั้งหมดมันเป็นเพราะคุณ คุณทำลายชีวิตฉัน ทำลายความรักของฉันจนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
