บทที่ 10 บทที่ 10
ราณีลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก้าวเท้าที่สั่นเทาเดินไปที่ระเบียงกระจกบานกว้าง ทอดสายตามองออกไปเบื้องล่าง พื้นที่รอบคฤหาสน์เมธาวินล้อมรอบด้วยสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่ตกแต่งอย่างประณีต ถัดออกไปคือบ่อปลาคาร์ปขนาดใหญ่และแนวกำแพงหินสูงลิ่วที่ยากจะปีนป่าย ที่สำคัญที่สุด... ทุก ๆ ระยะสิบเมตร จะมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสวมแว่นตากันแดดคอยยืนตรวจตราอย่างเข้มงวด สายตาของพวกมันคอยจับจ้องมาที่บานหน้าต่างห้องของเธออยู่ตลอดเวลาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
หญิงสาวขอบตาร้อนผ่าว ยื่นมือไปแตะกระจกเนื้อหนาด้วยความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด คฤหาสน์หรูหราแห่งนี้ไม่ได้ต่างอะไรจาก ‘กรงทอง’ ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อกักขังนกน้อยตัวจ้อยอย่างเธอไว้รอวันประหารชีวิต
“ทำไม... ทำไมคุณเรียวถึงต้องทำกับเราขนาดนี้” ราณีพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ความเงียบสงบในห้องกว้างช่วยทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงของราณีเริ่มกลับคืนมา คลื่นความกังขาที่ถูกกดทับไว้ด้วยความกลัวตลอดสองวันที่ผ่านมาเริ่มผุดขึ้นมาทีละน้อย ชายหนุ่มที่ชื่ออัศวเมศ เมธาวิน หรือเรียว คนนั้น... ยามที่เขามองตรงมาที่เธอ แววตาของเขาไม่ได้มีเพียงความเหยียดหยามต่อผู้หญิงที่ยอมขายตัวเพื่อเงินอย่างที่เขาปากว่า แต่มันกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นของความเกลียดชังอันลึกซึ้ง พยาบาท และสะใจที่ได้เห็นเธอทนทุกข์ทรมาน ราวกับเขามีความแค้นฝังหุ่นกับเธอมานานนับสิบปี
ความสงสัยเริ่มสืบสาวราวเรื่องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น... วันที่ชัยณรงค์ พ่อบุญธรรมผู้มีพระคุณเรียกเธอเข้าไปพบในห้องทำงาน ค่ำคืนที่สายฝนเทกระหน่ำ ภาพของพ่อที่ร้องไห้คร่ำครวญว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย ภาพซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งให้เธอพกติดตัวมาเจรจาธุรกิจเพื่อต่อลมหายใจให้ตระกูลเรืองวรากุล
“ลูกทำได้มิยู... อัศวเมศคนนี้ต้องการเจรจากับคนในตระกูลเรืองวรากุลโดยตรง และต้องเป็นคนที่บริสุทธิ์ใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง...”
คำพูดของผู้เป็นพ่อก้องขึ้นมาในหัวสมอง ทว่าคราวนี้มันกลับฟังดูแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ร่างบางเริ่มสั่นสะท้านเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่าง... หากอัศวเมศต้องการคนในตระกูลที่บริสุทธิ์ใจจริง ๆ เหตุใดทันทีที่เธอมาถึง เขากลับต้อนรับเธอด้วยวาจาเชือดเฉือน นำสัญญาฉบับนั้นมาฉีกทิ้งอย่างไร้ค่า ยึดโทรศัพท์มือถือและหนังสือเดินทาง และกักขังเธอไว้ราวกับเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์? เขารู้จักชื่อของเธอ รู้จักนามสกุลเรืองวรากุลดี และเกลียดมันยิ่งกว่าอะไรดี!
แล้วเหตุใด ชัยณรงค์ ผู้เป็นพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นนักธุรกิจเจนโลก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนานชั่วชีวิต ถึงได้มองไม่ออกว่าอัศวเมศ เมธาวิน มีท่าทีคุกคามคฤดุร้ายขนาดนี้? พ่อบอกว่าส่งเธอมาเจรจาธุรกิจ... แต่สิ่งที่เธอเผชิญอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่การเจรจา แต่มันคือการส่งเธอมาเป็นเหยื่อรับบาป!
หยาดน้ำตาอุ่น ๆ ไหลร่วงกระทบพรมเนื้อดี ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นห้อง สองมือกุมศีรษะตัวเองไว้ด้วยความเจ็บปวดและตระหนกตกใจอย่างรุนแรงเมื่อความคิดสุดท้ายแล่นผ่านเข้ามาในจิตใจ
‘หรือว่า... คุณพ่อหลอกเรา?’
ความคิดนั้นเหมือนมีดโกนคมกริบที่กรีดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ ราณีพยายามสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความสงสัยอันเป็นบาปนั้นออกไป ชัยณรงค์คือผู้มีพระคุณล้นฟ้า ชุบเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างเธอมา ให้ชีวิตใหม่ ให้ความรัก ความอบอุ่น ท่านไม่มีวันทำร้ายเธอ... ท่านไม่มีวันหลอกส่งลูกสาวมาให้อสูรร้ายย่ำยีเล่นแน่ ๆ
ทว่า... ร่องรอยบาดแผล ความรุนแรง และกรงขังทองคำที่โอบล้อมเธออยู่ในปัจจุบันกลับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำว่า ความคิดของเธอนั้นอาจจะเป็นความจริงอันโหดร้ายลึกล้ำ ชัยณรงค์อาจจะรู้ดีอยู่แล้วว่าอัศวเมศคือใคร และรู้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้ต้องการทำลายล้างตระกูลเรืองวรากุล การส่งเธอมาในฐานะ ‘ตัวแทนตระกูล’ จึงไม่ต่างจากการส่ง ‘หมากตัวตาย’ มาติดกับดักแทนตนเอง เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองรอดพ้นจากภัยพิบัติ!
“ไม่จริง... ไม่จริงใช่ไหมคะคุณพ่อ บอกมิยูทีว่ามันไม่จริง...” หญิงสาวสะอื้นไห้จนตัวโยน ความจริงใจและความกตัญญูที่เธอพกติดตัวข้ามน้ำข้ามทะเลมา บัดนี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นความโง่เขลาที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต เธอถูกล่อลวงมาด้วยคำว่า ‘บุญคุณ’ เพื่อมาเป็นนักโทษในกรงทองของชายผู้โหดเหี้ยมคนนี้
ขณะที่ราณีกำลังจมดิ่งอยู่กับความสับสนและสิ้นหวัง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง พร้อมกับการปรากฏตัวของอัศวเมศ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางคุกคาม นัยน์ตาคู่คมกริบจ้องมองร่างที่ทรุดนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยสายตาที่ยังคงเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“เป็นอะไรไปล่ะราณี... กรงทองที่ฉันจัดเตรียมไว้ให้ มันหนานุ่มไม่พอใจผู้หญิงโสเภณีชั้นสูงอย่างเธองั้นเหรอ?” อัศวเมศแค่นเสียงถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความถากถาง
ราณีค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความกลัวและหยาดน้ำตา บัดนี้กลับฉายประกายแวววับด้วยความอัดอั้นตันใจ เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอสูรร้ายตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่น
“คุณเรียว... บอกฉันมาตามตรงเถอะค่ะ คุณมีความแค้นอะไรกับคุณพ่อของฉันกันแน่? และคุณพ่อของฉัน... ท่านรู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม? ท่านถึงได้ส่งฉันมาที่นี่เพื่อเป็นตัวตายตัวแทนของท่าน!”
