บทที่ 11 บทที่ 11
คำถามตรงไปตรงมาของราณีทำให้อัศวเมศนิ่งงันไปแวบหนึ่ง ดวงตาคู่คมวับโรจน์ขึ้นด้วยความประหลาดใจที่ผู้หญิงซื่อ ๆ คนนี้เริ่มมองเห็นกระดานหมาก ทว่าความโกรธแค้นและทิฐิที่บังตากลับทำให้เขาแปรเปลี่ยนความตกใจเป็นรอยยิ้มหยันที่น่ากลัวยิ่งกว่าเก่า
“ฮึ... เริ่มฉลาดขึ้นมาบ้างแล้วนี่ราณี” อัศวเมศสืบเท้าเข้าหาเธอ บีบต้นแขนเรียวบางทั้งสองข้างไว้แน่นจนเธอต้องนิ่วหน้า “แต่เสียใจด้วยนะ ที่เธอเดาใจไอ้ชัยณรงค์ถูกแค่ครึ่งเดียว... พ่อผู้แสนดีของเธอรู้ดีว่าฉันต้องการหัวของมัน และมันก็รู้ดีว่าฉันไม่มีวันปล่อยตระกูลเรืองวรากุลไปแน่ ๆ มันถึงได้ส่งลูกสาวในไส้อย่างเธอมาเป็น ‘เหยื่อล่อ’ รองรับโทสะของฉัน ในขณะที่ตัวมันกำลังเสวยสุขเคลียร์หนี้สินอยู่ที่เมืองไทยไงล่ะ!”
“ไม่จริง! คุณโกหก!” ราณีตวาดก้อง น้ำตาร่วงพรู “คุณพ่อรักฉัน... ท่านไม่มีวันทำแบบนั้น!”
“รักงั้นเหรอ? หึ คนสารเลวพรรค์นั้นมันรักใครไม่เป็นหรอกนอกจากตัวเอง!”
อัศวเมศเค่นเสียงรอดไรฟัน เพลิงแค้นสิบกว่าปีพลุ่งพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาดูบิดเบี้ยวน่ากลัว
“มันส่งเธอมาลงนรกแทนมัน และเธอก็ต้องยอมรับมันซะราณี... ต่อให้เธอจะร้องไห้จนสายเลือดหลั่งไหลออกมา ฉันก็ไม่มีวันปล่อยเธอไปเด็ดขาด!”
ชายหนุ่มสะบัดร่างบางออกอย่างแรงจนเธอล้มลงไปกองกับเตียงนอนหนานุ่ม อัศวเมศหมุนตัวหันหลังกลับ ก้าวเดินออกจากห้องนอนหรูหราไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมรับฟังเสียงหวีดร้องหรือคำขอร้องใด ๆ ของเธออีก
ราณีรีบพยุงกายวิ่งตามร่างสูงใหญ่ไปเพื่อจะคว้าประตูไว้ ทว่าเธอช้าไปเพียงก้าวเดียว บานประตูเหล็กดัดสลักสไตล์ยุโรปเนื้อหนาหน้าห้องพักถูกปิดกระแทกใส่หน้าเธออย่างรุนแรง
ปัง!
ตามมาด้วยเสียงกลไกของแม่กุญแจและระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานจากภายนอกทันที เสียงลงกลอนเหล็กกระทบสลักดัง แกรก ดังก้องสะท้อนสลักลึกเข้าไปในมโนสำนึกของราณี
หญิงสาวทุบกำปั้นลงบนประตูเหล็กหนาทึบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมือห่อเลือด
“ปล่อยฉันออกไปนะ! คุณเรียว! ปล่อยฉัน! คุณพ่อคะ... ทำไมทำกับมิยูแบบนี้...”
เสียงหวีดร้องระคนเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วเบาลง เหลือเพียงความเงียบงันและอ้างว้างภายในห้องนอนหรูหราที่บัดนี้แปรสภาพเป็นคุกมืดอย่างสมบูรณ์แบบ ประตูเหล็กถูกล็อกแน่นหนาจากด้านนอก ตัดขาดอิสรภาพของนกน้อยในกรงทองอย่างสิ้นเชิง ทิ้งให้ราณีเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายเพียงลำพัง... ว่าเธอถูกหักหลังและล่อลวงมาสู่ขุมนรกแห่งนี้โดยน้ำมือของผู้มีพระคุณที่เธอรักที่สุดในชีวิต
หมากในเกมแค้น
ความมืดมิดในค่ำคืนอันยาวนานดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด แสงไฟนีออนจากโคมไฟระย้าคริสตัลระยิบระยับบนเพดานคฤหาสน์หรูหราไม่ได้ช่วยให้ราณีรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เธอนั่งคุดกู้อยู่ที่มุมห้องพักด้านหลังประตูเหล็กดัดสลักเนื้อหนาที่ถูกปิดตายจากภายนอก สองมือกอดเข่าตัวเองไว้แน่นจนร่างกายสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาที่ไหลรินจนแห้งเหือดทิ้งคราบเป็นทางยาวบนแก้มเนียน ความสับสนระคนเสียใจเรื่องพ่อบุญธรรมยังคงตามหลอกหลอนจนหัวใจของเธอแหลกสลาย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตกำลังกัดกินจิตวิญญาณของเธอทีละนิด
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้องกังวานมาจากโถงทางเดินด้านนอกทำให้ราณีสะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก เสียงกลไกอิเล็กทรอนิกส์ดังประสานกับเสียงไขแม่กุญแจเหล็กดัดจากด้านนอกช้า ๆ แกรก... บานประตูใหญ่สลักลายวิจิตรเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของอสูรร้ายในคราบนักธุรกิจหนุ่ม
อัศวเมศ เมธาวิน ก้าวเข้ามาในกรงขังทองคำของเธอด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัว ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแกร่ง นัยน์ตาคู่คมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายตวัดมองร่างเพรียวระหงที่นั่งกองอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ
ราณีพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ หยัดกายลุกขึ้นยืนพิงผนังห้องเพื่อใช้มันเป็นหลักยึดไม่ให้ร่างกายล้มพับลงไป เธอจ้องมองผู้ชายตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและเจ็บปวด
“คุณเรียว... คุณเข้ามาทำไมอีกคะ?” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบควบคุมไม่ได้ “คุณยังสะใจไม่พออีกเหรอที่กักขังฉันไว้ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงแบบนี้”
อัศวเมศไม่ตอบในทันที เขาเดินสืบเท้าเข้าหาเธอช้า ๆ ย่างก้าวที่มั่นคงและเชื่องช้าของเขาช่างดูเหมือนเพชรฆาตที่กำลังเดินเข้าหาแท่นประหาร ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ ร่างสูงใหญ่เงื้อมงำจนบดบังแสงไฟสว่างไสวในห้องไปจนมิด ราณีพยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ข้อมือเรียวบางทั้งสองข้างกลับถูกมือหนาแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเอาไว้ทันที ก่อนจะกดตรึงเข้ากับผนังห้องอย่างรุนแรงจนเธออุทานด้วยความเจ็บปวด
“ปล่อยฉันนะ! ฉันเจ็บ!” ราณีดิ้นรน สะบัดข้อมือออกสุดแรงเกิดทว่ามันกลับไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าเรี่ยวแรงอันมหาศาลของเขา
“เจ็บงั้นเหรอ? คำก็เจ็บ สองคำก็เจ็บ!” อัศวเมศเค่นเสียงรอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนกรามหนาขบกันเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยเพลิงพยาบาทสิบกว่าปีที่กำลังระเบิดออกมา “แล้วเธอเคยรู้ไหมราณี... ว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงมันเป็นยังไง! ตอนที่ฉันต้องเห็นพ่อแม่ถูกระเบิดตายต่อหน้าต่อตา ตอนที่ฉันต้องหนีตายเหมือนหมาจนตรอกไปอยู่ต่างแดน... ความทรมานพวกนั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวความเจ็บโง่ ๆ ของเธอในตอนนี้!”
