บทที่ 3 บทที่ 3

ชายผู้เย็นชา

หยาดฝนปนหิมะโปรยปรายลงมาบนท้องถนนในกรุงโตเกียว สภาพอากาศภายนอกหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ ทว่าบรรยากาศภายในห้องโถงรับรองชั้นสูงสุดของตึก เมธาวาริน กรุ๊ป กลับทวีความตึงเครียดและเยือกเย็นยิ่งกว่า ราณีในชุดสูทกระโปรงสีสุภาพกุมซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว เธอนั่งรออยู่บนโซฟาหนังราคาแพงมานานกว่าสามชั่วโมงแล้ว โดยมีสายตาแฝงแววตอกย้ำความสมเพชจากบรรดาเลขานุการหน้าห้องที่มองตรงมาเป็นระยะ

ความเงียบสงบถูกทำลายลงเมื่อบานประตูคู่ใหญ่เปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสีดำสนิทเนียนกริบก้าวเข้ามาในห้อง รัศมีแห่งอำนาจและรังสีความน่ากลัวที่แผ่ซ่านรอบตัวทำให้คนทั้งห้องพากันก้มหัวให้โดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ทว่านัยน์ตาคู่คมกริบกลับดำมืดสนิทและว่างเปล่าดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร เขาคือ อัศวเมศ เมธาวิน หรือ เรียว ประธานหนุ่มผู้กุมชะตาทางการเงินของเอเชีย

ทันทีที่สายตาของอัศวเมศตกลงบนร่างเพรียวระหงของราณี ประกายไฟแห่งความเกลียดชังและเพลิงแค้นที่ถูกฝังลึกมานานถึงสิบหกปีก็ปะทุขึ้นแวบหนึ่งในดวงตา

ภาพคฤหาสน์ของเขาที่ถูกเพลิงไหม้ และภาพเครื่องบินส่วนตัวของพ่อแม่ที่ระเบิดต่อหน้าต่อตาโดยการบงการของชัยณรงค์ เรืองวรากุล ฉายซ้ำเข้ามา ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมในใจ... ในที่สุด ‘ลูกสาว’ ของศัตรูก็เดินมาติดกับเข้าจนได้ โดยที่เขาไม่มีวันรู้เลยว่า หญิงสาวผู้อ่อนหวานตรงหน้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเพื่อเป็นโล่มนุษย์เท่านั้น

“คุณคือ... ตัวแทนจากตระกูลเรืองวรากุล?” น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังเอ่ยขึ้น มันเย็นเยียบจนราณีรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

หญิงสาวรีบหยัดกายยืนขึ้นอย่างสุภาพ พยายามรวบรวมความกล้าและส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจเพื่อแสดงความจริงใจตามที่พ่อบุญธรรมสั่งมา “สวัสดีค่ะคุณเรียว ฉันชื่อราณี เรืองวรากุล เป็นตัวแทนของคุณพ่อชัยณรงค์มาเจรจาเรื่องสัมปทานที่ดินและหุ้นร่วมทุนค่ะ นี่คือเอกสาร...”

ทว่ายังไม่ทันที่มือเรียวจะยื่นซองเอกสารไปตรงหน้า อัศวเมศกลับเดินผ่านร่างของเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประธานตัวใหญ่ หลังโต๊ะทำงานไม้โอ้กฝังมุกอย่างเฉยชา ก่อนจะปัดมือไล่เลขานุการและผู้ติดตามทุกคนให้ออกไปเหลือเพียงเขากับเธอตามลำพัง

“วางมันไว้ตรงนั้น” อั

ศวเมศสั่งเสียงเรียบ สายตาคมกริบไล่มองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย แววตาของเขาไม่มีความต้อนรับ มีเพียงความสมเพชแกมประชดประชัน

“ชัยณรงค์นี่ช่างสิ้นคิดจริง ๆ บริษัทกำลังจะล้มละลายจนตรอกขนาดนี้ แต่กลับส่งผู้หญิงหน้าตาซื่อ ๆ ไม่มีประสบการณ์ธุรกิจอะไรเลยข้ามน้ำข้ามทะเลมาเจรจาแผนงานระดับพันล้าน... หรือว่าตระกูลเรืองวรากุลไม่มีปัญญาจ้างนักบริหารมืออาชีพแล้ว?”

คำพูดถากถางตรง ๆ ทำให้ราณีหน้าชา ใบหน้าหวานร้อนผ่าวด้วยความอับอาย แต่เธอต้องสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้เพื่อผู้มีพระคุณ “คุณพ่อมีความบริสุทธิ์ใจและให้เกียรติตระกูลเมธาวินอย่างสูงสุดค่ะ ท่านเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความลับสำคัญ จึงอยากให้คนในครอบครัวมาพูดคุยด้วยตัวเอง ถึงฉันจะไม่ได้จบด้านบริหาร แต่ฉันมีความตั้งใจจริงและพร้อมที่จะ...”

“ความตั้งใจจริงงั้นหรือ?” อัศวเมศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวใจเต้นโครมครามด้วยความสะใจที่เห็นหมากบนกระดานเริ่มสั่นไหว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้า ๆ แล้วเดินสืบเท้าเข้าหาเธอ ร่างสูงใหญ่กำยำต้อนจนร่างบางของราณีถอยร่นไปจนชิดขอบโต๊ะทำงาน เขาโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสมกลิ่นยาสูบจาง ๆ “อย่ามาเสแสร้งแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาหน่อยเลยราณี... คนอย่างฉันผ่านโลกมามากเกินกว่าจะมองไม่ออกว่าตระกูลเธอกำลังเล่นเกมอะไร”

“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ...”

ราณีเอ่ยเสียงสั่น พยายามเบี่ยงตัวหนี แต่กลับถูกมือหนาแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอย่างแรงจนเธออุทานด้วยความเจ็บปวด

“ไม่เข้าใจ หรือแกล้งโง่กันแน่!”

อัศวเมศเค่นเสียงรอดไรฟัน แววตาคุกรุ่นด้วยเพลิงพยาบาท “คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าพ่อของเธอส่งเธอมาทำไม สภาพตระกูลเธอตอนนี้ต่อให้ขายสมบัติเก่ากินก็ยังไม่พอใช้หนี้ แล้วการที่ส่งลูกสาวหน้าตาสะสวย ผิวพรรณผุดผ่องมาหาฉันถึงญี่ปุ่นลำพัง... มันไม่ใช่การเจรจาธุรกิจหรอก แต่มันคือการส่ง ‘สินค้า’ มาเสนอขายต่างหาก!”

“คุณเรียว! หยุดดูถูกฉันและคุณพ่อของฉันนะ!” ราณีตวาดกลับด้วยความเหลืออด หยาดน้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจ “คุณพ่อของฉันเป็นนักธุรกิจที่มีเกียรติ และฉันก็มาที่นี่ในฐานะตัวแทนเจรจาอย่างถูกต้อง ไม่ใช่สินค้าอะไรทั้งนั้น!”

“นักธุรกิจมีเกียรติงั้นเหรอ? หึ ช่างกล้าพูด” อัศวเมศกระชับแรงบีบที่ต้นแขนจนหญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความทรมาน สายตาของเขาจ้องมองริมฝีปากบางที่สั่นระริกด้วยความรู้สึกกึ่งกระหายกึ่งชิงชัง “เธอยอมรับมาเถอะว่าเธอเองก็เต็มใจเอาตัวเข้าแลกเพื่อพยุงฐานะครอบครัว ยอมเป็นโสเภณีชั้นสูงแลกกับเศษเงินทุนที่ฉันจะโปรยทานไปให้... ผู้หญิงอย่างเธอมันก็มีค่าแค่นั้นแหละ ราณี!”

เพียะ!

ฝ่ามือเรียวบางตวัดกระแทกเข้าที่ใบหน้าคมคราดอย่างแรงจนใบหน้าของอัศวเมศหันไปตามแรงเหวี่ยง ความเงียบงันปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง ราณีหอบหายใจถี่ ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความตกใจในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำลงไป ทว่าความเจ็บปวดจากคำดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีมันเกินกว่าที่เธอจะทนทานได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป