บทที่ 9 บทที่ 9

ชายหนุ่มสะบัดมือออกจากการเกาะกุมคางของเธออย่างแรงจนใบหน้าหวานหันไปตามแรงเหวี่ยง ราณีทรุดกายลงนั่งบนเตียงด้วยความหมดแรง ไอระเหยของเพลิงแค้นจากตัวชายหนุ่มบีบคั้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก เธอมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมีความเกลียดชังต่อเธอและครอบครัวอย่างลึกซึ้งและบ้าคลั่งได้ขนาดนี้

อัศวเมศหันหลังกลับไปเปิดประตูสบตากับมัตสึดะที่ยืนอารักขาอยู่ด้านนอก ชายหนุ่มสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและกังวานลั่นเพื่อตอกย้ำข้อตกลงนรกนี้ให้หญิงสาวได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ

“มัตสึดะ... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยายผู้หญิงคนนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและการควบคุมของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น ห้ามผู้ใดปล่อยให้เธอเยื้องกรายออกจากเรือนรับรองหลังนี้เด็ดขาด และที่สำคัญที่สุด...”

อัศวเมศเว้นจังหวะ ก่อนจะหันมาเหยียดสายตาคมกริบมองร่างที่สั่นเทาของราณี

“ห้ามเธอติดต่อใครข้างนอก ไม่ว่าจะทางไหน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉันเด็ดขาด ถ้ารู้ว่ามีการลักลอบส่งข่าว หรือมีใครหน้าไหนพยายามติดต่อเข้ามาหาเธอ... ฉันจะตัดมือคนที่ปล่อยปละละเลยทันที!”

“รับทราบครับท่านประธาน” มัตสึดะรับคำเสียงหนักแน่นก้มศีรษะรับบัญชาอย่างไม่มีข้อแม้

ราณีเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก คำสั่งนั้นไม่ต่างจากการปิดตายตัดขาดเธอออกจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง ความเป็นห่วงพ่อบุญธรรมและครอบครัวที่กำลังเผชิญวิกฤตการเงินที่เมืองไทยพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เธอจำเป็นต้องติดต่อกลับไปเพื่อบอกความจริงว่า ‘เรียว’ หรืออัศวเมศคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจ แต่ต้องการทำลายล้างพวกเธอ!

หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้าย ปราดเข้าไปกระชากสาบเสื้อสูทของอัศวเมศไว้แน่นด้วยความลนลาน “ไม่นะคุณเรียว! คุณจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้! อย่างน้อยให้ฉันโทรหาคุณพ่อเพื่อแจ้งข่าวเรื่องงาน... ขอร้องล่ะค่ะ คุณจะลงทัณฑ์ฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าตัดขาดฉันจากครอบครัวเลยนะค...”

ทว่าคำขอร้องอันน่าเวทนานั้นกลับไม่ระคายผิวอสูรร้ายตรงหน้าแม้แต่น้อย อัศวเมศปัดมือเรียวบางออกจากตัวอย่างไม่ไยดี แววตาของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเกลียดชังสะท้อนภาพความทรงจำในวัยสิบขวบที่เขาต้องสูญเสียครอบครัวและไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวคำลาบุพการี

“ครอบครัวเธองั้นเหรอ? หึ ตอนที่พวกเธอเสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่น เคยคิดถึงหัวอกคนอื่นบ้างไหม!” อัศวเมศตวาดเสียงกร้าว ลมหายใจหอบถี่ด้วยคลื่นความแค้นที่พลุ่งพล่าน ชายหนุ่มเหยียดรอยยิ้มชาเย็นสบตาเธอก่อนจะหันไปสั่งคนสนิท “มัตสึดะ... เอา ‘ของ’ ออกมา”

มัตสึดะก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับยื่นมือส่งของสองสิ่งให้อัศวเมศ มันคือ โทรศัพท์มือถือเครื่องหรู และ หนังสือเดินทางเล่มสีน้ำเงิน ของราณีที่เธอพกติดตัวไว้ในกระเป๋าถือตั้งแต่เดินทางมาถึงญี่ปุ่น

ราณีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษเมื่อเห็นสิ่งของเหล่านั้นในมือของมาเฟียหนุ่ม “ไม่... อย่าเอาไปนะ!” เธอพยายามจะกระโจนเข้าไปแย่งคืน ทว่าร่างสูงใหญ่ของอัศวเมศกลับเอี้ยวตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะชูหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือขึ้นเหนือศีรษะ

ชายหนุ่มมองวัตถุในมือด้วยแววตาสะใจลึก ๆ ก่อนจะหันกลับมาตอกย้ำความสิ้นหวังให้แก่เธอต่อหน้าทุกคน “เครื่องมือสื่อสารชิ้นนี้... และเศษกระดาษระบุตัวตนเล่มนี้ ฉันจะยึดมันไว้เอง นับตั้งแต่วินาทีนี้ไป เธอไม่มีสถานะใด ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ไม่มีช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากไอ้ชัยณรงค์ และไม่มีปีกที่จะบินหนีกลับไปรังเก่าของเธอได้อีกแล้วราณี!”

อัศวเมศยัดโทรศัพท์และหนังสือเดินทางลงในกระเป๋าเสื้อสูทของตนเองด้วยท่าทางใจเย็นอย่างน่าขนลุก เขาก้าวสืบเท้าถอยหลังออกจากห้องไปช้า ๆ ทิ้งให้ราณียืนตัวสั่นเทาน้ำตานองหน้าอยู่กลางห้องพักที่เปรียบเสมือนกรงขังมืดมิด

“จำไว้... คุกแห่งเพลิงแค้นนี้เปิดต้อนรับเธอแล้ว และเธอจะต้องชดใช้อย่างทรมานที่สุดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจากนี้”

ปัง!

เสียงประตูไม้หนาทึบปิดกระแทกสลักกลอนลงอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงลงกลอนจากภายนอกที่ดังก้องสะท้อนสลักลึกเข้าไปในหัวใจของราณี หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นห้องอันเย็นเฉียบ สองมือกอดตัวเองไว้แน่นท่ามกลางความอ้างว้างและมืดแปดด้าน หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย อาวุธและหนทางดิ้นรนสุดท้ายถูกริบไปจนหมดสิ้นแล้ว... เธอกลายเป็นนักโทษที่ไร้ตัวตนในดินแดนอันหนาวเหน็บแห่งนี้ โดยไม่รู้เลยว่าแผนการล้างแค้นอันวิปริตของอัศวเมศเพิ่งจะเริ่มต้นเดินหมากเป็นก้าวแรกเท่านั้น

กรงทอง

แสงอรุณยามเช้าที่สาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อไหมสลับลายสีทองอร่าม ไม่ได้ช่วยให้ความมืดมิดในใจของราณีเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อผ้าราคาแพงที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ นั่งนิ่งสนิทอยู่บนขอบเตียงคิงไซส์หนานุ่มกลางห้องนอนขนาดมหึมาที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงราวกับห้องบรรทมของเจ้าหญิงในเทพนิยาย

หลังจากค่ำคืนอันโหดร้ายในเรือนรับรองท้ายสวน อัศวเมศได้สั่งให้คนสนิทบุกเข้ามาพาร่างที่เกือบจะหมดสติของเธอ ย้ายขึ้นมาอยู่บนตึกใหญ่ของคฤหาสน์เมธาวินอันหรูหราอลังการ ที่นี่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งจะปรารถนา ทั้งเครื่องเรือนนำเข้าจากยุโรป อ่างอาบน้ำหินอ่อนฝังเพชร และอาหารรสเลิศที่ถูกยกมาเสิร์ฟตรงเวลาโดยสาวใช้ชาวญี่ปุ่นที่คอยก้มหัวรับใช้ด้วยท่าทางนอบน้อม ทว่า... ทุกคนที่นี่กลับปิดปากเงียบสนิทราวกับเป็นใบ้ ยามที่เธอเอ่ยปากถามถึงเหตุผลในการกักขัง หรือขอร้องให้ช่วยติดต่อกลับประเทศไทย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป