บทที่ 3 พี่เลี้ยงจำเป็น (2)
ค่าน้ำ…ค่าไฟ…เงินเดือนแม่บ้าน…ค่าบัตรเครดิต…เงินเดือนพี่สาวฯลฯ
วาดจันทร์รวบใบแจ้งหนี้ทั้งหมดสุมรวมกันไว้ที่ปลายเตียง หลังจากแกะดูทีละใบจนพอรู้ยอดที่จะใช้จ่ายในเดือนนี้ อดที่จะกลุ้มใจแทนเจ้าของบ้านไม่ได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนนั้นเหยียบแสนเลยทีเดียว โดยเฉพาะค่าน้ำค่าไฟก็เป็นหมื่นเข้าไปแล้ว มันคือภาระอันแสนหนักอึ้งพานให้กลัดกลุ้มหากไม่มีเงินมาหมุนเวียนเพื่อรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้
ที่สำคัญ...เดือนนี้หล่อนยังไม่ได้รับเงินจากตะวันวาดเพื่อนำ
ไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ให้คงค้าง จริงๆ งานทั้งหมดนี้ควรจะเป็นของปานจันทร์ที่ต้องเข้ามารับผิดชอบด้วยซ้ำ แต่พี่สาวหล่อนกลับไม่ยอมหยิบจับอะไรอะไรก็ตามที่เป็นงานในบ้าน นอกจากเลี้ยงลูกและรอรับเงินเดือนจากสามีให้ใช้จ่ายสบายๆ โดยไม่ต้องทำงานอะไร
ต่างจากหล่อนที่ต้องทำทั้งงานประจำและช่วยแม่บ้านทำงานบ้านเท่าที่จะช่วยได้ รบกวนตะวันวาดแค่เรื่องเดียวคือการได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เท่านั้น การที่เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างเพื่อเคลียร์การเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้าน เขาจึงไหว้วานให้หล่อนเป็นคนรับผิดชอบแทนในทุกๆ เดือน รวมทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีพี่สาวตนตามที่เขาเป็นคนกำหนดและเป็นคนเบิกจ่ายโดยต้องมีหลักฐานยืนยัน
‘ทำยังไงดี พายุเข้าแบบนี้ถ้าไปทวงมีหวังโดนอีกแน่เรา…’
ในขณะที่กำลังนั่งคิดนอนคิดด้วยความกลัดกลุ้ม เสียงเคาะประตูห้องที่ดังเบาๆ ก็ปลุกให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์
เพียงบานประตูถูกเปิดออกแล้วเห็นว่าใครยืนรออยู่หน้าห้อง ดวงตากลมโตก็ฉายแววตื่นตะหนกเพราะคิดว่าเขาจะตามมาตำหนิอะไรอีก…หากแต่ว่าแววตาที่เขาสบกลับมานั้นแลดูอ่อนโยนลงไปมากหากเทียบกับตอนเช้า หญิงสาวก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
“ป้ากุลไม่อยู่…ฉัน…เอ่อ…”
ตะวันวาดรู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อย เมื่อต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากคนที่เพิ่งแผลงฤทธิ์ใส่มาเมื่อเช้า เมื่อเผชิญหน้าเขากลับไม่รู้จะเอ่ยปากร้องขออย่างไรไม่ให้เสียฟอร์ม
“พี่แทนมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เธอทำอะไรอยู่หรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
“ผสมน้ำอุ่นเป็นไหม…”
“จะอาบน้ำให้น้องเหรอคะ”
“อืม…”
เสียงนั้นตอบรับอยู่ในลำคอ วาดจันทร์ลืมความบาดหมางเมื่อเช้าก่อนเผยยิ้มปร่าแปร่งกลับไป
“เดี๋ยวใบตองไปช่วยอาบให้ก็ได้ค่ะ”
รอยยิ้มเล็กๆ เหมือนฝืนใจถูกส่งมาให้ วาดจันทร์พอจะเข้าใจเพราะร่องรอยแห่งความเสียใจยังคงเจืออยู่ในแววตาคู่นั้น…ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก หล่อนก้าวขาเดินตามร่างสูงไปอย่างช้าๆ ไม่กล้าแซง ระยะทางระหว่างห้องของเขาและห้องของตนนั้นห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวเดิน แต่ทำไมความรู้สึกของหล่อนนั้นมันช่างดูยาวไกลเสียเหลือเกิน
หญิงสาวยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังกว้างยามที่เขากำลังเดินนำเข้าไปในห้อง เมื่อเหตุการณ์เมื่อเช้านั้นยังคงติดอยู่ในใจจนไม่กล้าที่จะก้าวเดินเข้าไป
ตะวันวาดหันกลับมามอง อุ้งมือแกร่งดึงบานประตูให้เปิดกว้างมากขึ้น เขาพยักพเยิดให้คนที่ยืนขาแข็งอยู่ด้านนอกรีบตามตนเข้ามาด้านใน
“ฉันไม่กัดเธอหรอก เข้ามาสิ”
วาดจันทร์เหลือบมองคนพูด เพียงเห็นเขาจับจ้องมองก็รีบ
หลุบตาหนี ท่องเอาไว้ในใจว่าหน้าที่ของตนคือมาช่วยเขาอาบน้ำสองฝาแฝด ไม่ควรที่จะอยู่นานเพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่ได้เลิกรากับพี่สาวตน
หญิงสาวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อผสมน้ำรอไว้ก่อน สักพักเขาจึงเดินตามเข้ามาพร้อมกับอุ้มลูกสาวเอาไว้แนบอก เขาไม่กล้าที่จะลงมืออาบน้ำให้หนูน้อยด้วยตัวเอง จึงส่งต่อหน้าที่นี้ให้วาดจันทร์ทำแทนโดยเขาจะคอยนั่งดู
วาดจันทร์รับหนูน้อยมาจากคนเป็นพ่ออย่างระมัดระวัง เพราะหากทำลูกสาวเขาหลุดมือคราวนี้คงได้ถูกเขาฆ่าตายคาห้องน้ำอย่างแน่นอน
“พี่แทนลองเอามือจุ่มดูก็ได้ค่ะ ต่อไปจะได้กะถูกว่าต้องผสมแค่ไหนถึงจะพอดี
“ฉันจะให้เธอมาผสมให้ทุกๆวัน…ถ้า…” เสียงนั้นขาดหายไปเหมือนมีบางอย่างมาทำให้สะเทือนใจ ก่อนเสียงเบาหวิวคล้ายอ่อนล้าอย่างเหลือแสนจะเอ่ยออกมา “ถ้าใบบัวเขาไม่กลับมา…”
มือที่กำลังวักน้ำล้างคราบฟองถึงกับชะงัก เหลือบมองเสี้ยวหน้าคนพูดเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในอกจนไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไรดี
“ทะเลาะกันเดี๋ยวก็ดีกัน พอพี่ใบบัวหายโกรธเดี๋ยวก็กลับมา
ค่ะ พี่แทนทำไมไม่ไปง้อเธอล่ะคะ ไปรับพี่ใบบัวที่บ้านขี้คร้านจะรีบกลับมา”
‘เธอไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่าใบตอง…พี่สาวเธอแอบคุยกับผู้ชายคนอื่นทำไมฉันจะไม่รู้ ฉันถึงต้องกินเหล้าให้มันเมานี่ไง’
ตะวันวาดขบกรามแน่นแววตาปวดร้าว…นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาใช้น้ำเมาปลอบใจหวังลืมความอัปยศอดสูที่ภรรยาคิดนอกใจ เขาอยากยื้อครอบครัวเอาไว้ไม่ให้ลูกต้องขาดแม่ แต่…ใจของปานจันทร์นั้นยามนี้ไม่ได้มีเขาเหมือนเช่นวันวาน
ทั้งรักทั้งเกลียดเขาไม่รู้ว่ามันใช่สิ่งที่กำลังเป็นหรือไม่ หรือเพราะเขากลัวลูกเป็นปมด้อยก็เลยทำเหมือนรักแม่ของลูกจนไม่อยากเสียเธอไป…เขาเก็บความเคียดแค้นมาพานพะโรใส่วาดจันทร์ผู้เป็นน้องสาว เพราะยามต้องเผชิญหน้ากับวาดจันทร์คราใด สิ่งที่ภรรยาเขาทำนั้นก็หวนกลับคืนมาในห้วงคำนึงจนอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดใส่ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
