บทที่ 5 พี่เลี้ยงจำเป็น (4)
"เธอบอกคุณแม่แบบนั้นเหรอครับ"
"แล้วแทนทำจริงหรือเปล่า ผัวเมียกันทำไมไม่คุยกันดีๆ ทำไมต้องลงไม้ลงมือ"
ตะวันวาดขบกรามแน่น เขาไม่คิดว่าปานจันทร์จะกล้าเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่นได้ถึงขนาดนี้ แต่เพราะเยื่อใยที่ยังมี ทำให้เขาพร้อมที่จะให้อภัยขอแค่เธอกลับไปอยู่ด้วยกันตามเดิม
"เรื่องนั้นผมไม่อยากพูดถึง...ที่ผมมาก็เพราะจะมารับใบบัวกลับบ้าน แล้วนี่เธออยู่ไหนทำไมผมไม่เห็น"
เมื่อถูกคาดคั้นหนักสุดาคิดว่าคงต้องโกหกปกปิด ถึงอย่างไรแล้วหล่อนก็ต้องปกป้องสายเลือดของตัว...เพราะเชื่อว่าหากพูดความจริงคงทำให้ผัวเมียทะเลาะกันบ้านแตกมากกว่าเดิมแน่นอน
"ใบบัวบ่นว่าเครียด ก็เลยไปปฏิบัติธรรมที่วัดในเชียงใหม่จ้ะ"
"ไปปฏิบัติธรรม? ไปกับใครครับ"
"ไปกับญาติๆ กันนี่ล่ะจ้ะ"
คนฟังหรี่ตามองคนพูด แวบหนึ่งเขามองเลยไปยังพ่อเลี้ยงของปานจันทร์ เขาชักรำคาญสายตากรุ้มกริ่มคู่นั้นที่เอาแต่จับจ้องมองมาทางตน...ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างหลังแล้วเดาเอาว่าแววตาแบบนั้นน่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่วาดจันทร์
"ไม่ต้องห่วงนะแทน หากใบบัวกลับมาจากวัดแล้วแม่จะช่วยพูดให้ ตอนนี้ต่างคนต่างแรงคุยกันก็มีแต่จะเถียงกัน แทนกลับไปรอที่บ้านก่อนนะ เดี๋ยวใบบัวก็กลับมา"
เมื่อเป็นเช่นนี้ตะวันวาดจึงไม่มีทางเลือก จะให้เขาโวยวายใส่ผู้ใหญ่ก็ใช่ที่ ทำได้เพียงหันไปสบตากับวาดจันทร์...เขาเห็นแววตาคู่นั้นสลดลงไปยามสบกลับมา ไม่มีความเห็นใดๆ เล็ดลอดออกมาจากเรียวปากอิ่ม มีเพียงรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่สื่อให้รู้ว่าวันนี้คงต้องมาเก้อแล้วแน่นอน
....
วาดจันทร์สำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ หล่อนมองหน้าตัวเองในกระจกเงาหลังจากส่องครั้งสุดท้ายคือตอนเช้า หน้าตนเริ่มจะหมองคล้ำเพราะมัววุ่นอยู่กับการเลี้ยงหลานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง...แป้งฝุ่นที่วางอยู่บนชั้นหน้ากระจกถูกหยิบมาเทลงบนฝ่ามือ ค่อยๆ ทาลงบนใบหน้าเพื่อกลบเกลื่อนความมันให้จางหายไป
เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้วแต่หล่อนยังขลุกอยู่บ้านมารดา เพราะสองฝาแฝดหลับเลยไม่อยากเคลื่อนย้ายด้วยกลัวจะตื่น...จนเมื่อหลานตื่นคนเป็นพ่อจึงชวนกลับ หล่อนจึงเดินเลี่ยงมาเข้าห้องน้ำ โดยทุกอิริยาบถนั้นถูกจับจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยที่หล่อนไม่ทันระวังตัว
"คุณ!"
หญิงสาวตกใจแววตาตื่นตระหนก เมื่อออกมาจากห้องน้ำแล้วพบว่าคนที่แสนชิงชังมายืนขวางหน้าตนเอาไว้ไม่ยอมให้เดินไป
"จะกลับแล้วเหรอ ทำไมไม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันล่ะ นานๆ ทีจะมาจะรีบกลับไปไหน"
วาดจันทร์ไม่ตอบ หล่อนพยายามแทรกกายเดินเบียดอีกฝ่ายไปจากตรงนี้ หากแต่ว่าเขากลับขยับมายืนขวาง...แววตากลมโตเหลือบมองพร้อมชักสีหน้าใส่ เสียงจิ๊จ๊ะอยู่ในลำคอสมเจตต์ได้ยินแต่ไม่อยากใส่ใจ
"ถอยไปค่ะ เดี๋ยวพี่แทนรอนาน"
สมเจตต์กระตุกยิ้ม หันไปมองข้างหลังให้แน่ใจว่าไม่มีใครเดินมา"ใบบัวไม่ได้มาที่นี่ พี่เขยเธอมันหน้าโง่ที่เชื่อเมียตัวเอง เมียสวมเขายังไม่รู้ตัว"
คนฟังตวัดมอง รู้สึกไม่ชอบใจในคำพูดเมื่อสักครู่ "เขาไม่ได้โง่ คนที่พยายามยื้อครอบครัวเอาไว้นี่เรียกว่าโง่เหรอคะ ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูดก็ไม่ต้องพูด จะให้ใบตองบอกแม่ไหมว่าลับหลังท่านคุณเป็นยังไง"
"แล้วคิดว่าแม่เธอจะเชื่อใครมากกว่ากัน ระหว่างผัวกับลูกสาวที่หลงพี่เขยจนหักปักหัวปำ คิดจะตีท้ายครัวพี่สาวตัวเอง"
"นี่คุณ!" คนฟังหน้าชา กับถ้อยคำที่ไม่ต่างจากสำรอกในความคิดตน
"ฉันพูดผิดไหม เธอรักผู้ชายคนนั้นอย่าคิดว่าทุกคนไม่รู้"
"ถ้าตัวเองยังไม่ดีพอ ก็อย่าริว่าคนอื่น มันน่าสมเพช!"
หล่อนแทรกกายเบียดไหล่กว้าง เมื่อเขาไม่ถอยจึงกระแทกแรงๆ โดยไม่จำเป็นต้องเหลือความเกรงใจ ที่จริงหล่อนไม่เคยเกรงใจเขานานแล้ว พ่อเลี้ยงที่แก่กว่าไม่กี่ปีท่าทีหื่นกามทำให้หล่อนเกลียดเขายิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ
"เดี๋ยวสิใบตอง"
การที่ข้อมือตนถูกคว้าเอาไว้ วาดจันทร์รู้สึกขยะแขยงอย่างเหลือแสน ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงฝ่ามือเล็กจึงตวัดลงบนซีกหน้าข้างซ้ายอีกฝ่ายเต็มแรง
"นี่ขนาดในบ้านของแม่ยังทำทุเรศขนาดนี้ ฉันไม่เคยเกลียดใครเท่าคุณ...คุณไม่ได้รักแม่จริงๆ แค่มาหลอกเกาะกินเท่านั้น"
สมเจตต์ลูบซีกหน้าที่อีกฝ่ายฝากรอยเจ็บ มืออีกข้างยังไม่ยอมละจากข้อมือวาดจันทร์…หญิงสาวกระตุกแรงๆ เพื่อให้หลุดพ้น แต่แรงของเขานั้นเยอะเหลือเกิน
"ปล่อยฉันนะ!"
"ใบตอง กลับหรือยัง"
วาดจันทร์อยากขอบคุณสวรรค์สักพันครั้ง เมื่อเสียงคุ้นหูดังแทรกขึ้นมาได้จังหวะอย่างทันท่วงที
หันไปมองก็เห็นตะวันวาดกำลังเดินตรงเข้ามาสมทบ จากที่เขาเดินมาดูเมื่อเห็นว่าหล่อนหายมานาน...สมเจตต์รีบปล่อยข้อมือเล็ก เมื่อเห็นแววตาคมกล้าปรายมองการกระทำของตนอย่างรู้ทัน
"ก็แค่ชวนใบตองอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันน่ะครับ อย่าเข้าใจผิด"
ตะวันวาดไม่พูดอะไร เขาสบตาสมเจตต์อย่างรู้เช่นเห็นชาติ
กันดี...อันตรายเหลือเกินหากจะปล่อยสมันน้อยให้ร่วมบ้านกับเสือที่จ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่ทุกนาทีเช่นนี้ ชายหนุ่มคิดพลางคว้ามือนุ่มมากอบกุม
"กลับบ้านได้แล้ว"
ชายหนุ่มจูงมือวาดจันทร์เดินหนีมาจากตรงนั้น โดยไม่คิดจะล่ำลาสมเจตต์แต่อย่างใด...การแสดงออกของตะวันวาดสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่า ไม่ชอบพ่อเลี้ยงของภรรยาตนเป็นการส่วนตัว
ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้พวงแก้มสาวร้อนผ่าว เขาคงไม่รู้ว่าแค่การจับมือแบบไม่คิดอะไรนั้น แต่มันทำให้คนที่คิดไม่ซื่อแสนปั่นป่วนอยู่ในหัวใจ...ความสุขเล็กๆ แผ่ซ่านเต็มตื้นอยู่ในอก แม้จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เดินมาจากห้องน้ำถึงหน้าบ้านก็ตาม...
