บทที่ 2 2
หมอเมฆมีอายุมากกว่าครองฤทธิ์สองปี เขามาร่วมโครงการนี้เป็นครั้งที่ 4 หันหลังแล้วก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่หมอครองฤทธิ์กระชับกระเป๋าเป้แล้วรวบรวมพลังกายพลังใจ ไหนๆ เขาก็มาแล้ว เขาเองก็ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ขึ้นก็ขึ้น ก็อยากรู้ว่าบนดอยมีอะไรดี เห็นหมอบางคนมาแล้วกลับลงไปเล่าว่ามีความสุขจนอยากทิ้งทุกอย่างหนีมาทำงานบนดอย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครมาอยู่ประจำจริงๆ สักราย
เขาจำได้ว่าหลังจากนั้น ยังถามรุ่นพี่อีกสองสามคำ
“พี่เมฆครับ มีหมอคนไหนเดินขึ้นมาบนดอยนี้แล้วไม่บ่นบ้างไหมครับพี่หมอ”
เสียงหมอเมฆที่เดินห่างออกไปแล้วตอบกลับมา
“มีสิครับ”
สร้างความอยากรู้ให้คนหนุ่มไฟแรงอย่างหมอครองฤทธิ์ขึ้นมาทันที
“ใครครับพี่”
“คุณพ่อคุณไง ท่านยังสร้างโรงพยาบาลเล็กๆ เอาไว้บนดอยด้วยนะครับ เสียดายกลายเป็นโรงพยาบาลร้าง เพราะไม่มีหมอที่ไหนยอมมาอยู่ประจำ”
เสียงที่ตอบกลับมาอีกครั้งทำให้หมอครองฤทธิ์เงียบเสียงลง แล้วตั้งใจเดินพร้อมปณิธานที่แน่วแน่...
เสียงครวญครางแผดร้องเรียกให้หมอช่วยด้วย ดังแว่วทะลุผ่านประตูห้องพักแพทย์เข้ามา ซึ่งหมอครองฤทธิ์คุ้นเคยดี เขาเข้าใจถึงความเจ็บปวดในการคลอดบุตร แต่กระนั้น ทุกอย่างก็มีขั้นตอนและรอการพรักพร้อมของร่างกาย
หากเป็นการคลอดแบบธรรมชาติ ยามเมื่อถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว ปากมดลูกจะค่อยๆ เปิดขึ้น เขามองตารางการทำงานที่วันนี้ที่มีคิวนัดผ่าคลอดและคุณแม่ที่มาคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ
ก๊อกๆ ๆ
ขณะกำลังก้มหน้าก้มตาสะสางงานที่ค้างอยู่ เสียงเคาะประตูดังขึ้น หมอหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากโน้ตบุ๊กซึ่งเมื่อสามปีก่อนหลังจากอินเทอร์เน็ตบุกมาถึงยอดดอย เขาก็ได้วางรากฐานระบบคอมพิวเตอร์ให้ครอบคลุมไปทั้งโรงพยาบาลเพื่อเชื่อมต่อไปทั่วโลก ดึงองค์ความรู้ ข้อมูลการวิจัยใหม่ๆ ที่ออกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรค ถึงโรงพยาบาลแห่งนี้จะเล็ก แต่ก็ทันสมัย ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่คนในเมืองมอง
“เข้ามาได้ครับ”
หมอครองฤทธิ์เอ่ยอนุญาต เขาคิดว่าเป็นพยาบาลเดินเข้ามารายงานถึงอาการของคนไข้ แต่กลับกลายเป็นใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามา
“ขอเวลาหมอสักครู่”
หมอครองฤทธิ์ใช้เวลากับคนแปลกหน้าราวสามสิบนาที รับรู้ รับฟัง ในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เขาถอนหายใจยาวแล้วขอตัวจากแขกที่จงใจมาหา เพราะพยาบาลโทร.เข้ามารายงานว่าคนไข้รายหนึ่งปากมดลูกเปิดถึงสิบเซนติเมตรแล้ว
นายแพทย์หนุ่มจำเป็นต้องหยุดบทสนทนานั้นไว้ แล้วไปตรวจอาการว่าเด็กกลับหัวหรือยัง หน้าที่ของหมอเริ่มต้นขึ้นแล้วกว่าจะจบลง ทายาทเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นหมอดอย ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาลอีกครั้งเป็นเวลาย่ำค่ำ
ปกติก่อนหน้านี้ หากวันไหนทำงานหนักๆ เขาจะเลือกนอนที่โรงพยาบาลมากกว่ากลับบ้าน
“กลับบ้านเลยไหมครับหมอ”
จากนั้น เสียงคุ้นๆ ก็ดังขึ้นพร้อมฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากด้านหลัง ครองฤทธิ์หันไปมองเห็นคนสนิทของเขาหอบหิ้วถุงอะไรมา
“หอบอะไรมาวะแทน”
“สามีของผู้หญิงที่หมอทำคลอดให้ เขาฝากกุ้งแม่น้ำเอามาให้หมอครับ ตัวใหญ่น่าดู เห็นว่าเลี้ยงที่แม่น้ำห่างไปจากบนดอยนี้ไม่มาก”
“ดีเลย งั้นเอากลับบ้านแล้วย่างให้หอม จะได้กินแกล้มกับขนมจีนฝีมือสีตลาเขา”
แทนไทยมองเจ้านายที่เขาติดสอยห้อยตามมาหลายปีด้วยแววตาแปลกๆ เขาไม่เคยเห็นเจ้านายเอ่ยถึงผู้หญิงแล้วหูตาแพรวพราวขึ้นมาแบบนี้นานแล้ว
“อย่าบอกนะครับ ว่าแต่งกันหลอกๆ ตอนนี้จะบอกว่าชอบเขาขึ้นมาจริงๆ”
พลันสายตาของหมอหนุ่มเหลือบมองหน้าแทนไทยอย่างเหลืออด ถ้าไม่ติดว่ายืนอยู่หน้าโรงพยาบาลคงได้ยกขาถีบก้นมันไปสักทีสองทีแล้ว
“เดี๋ยวเถอะไอ้แทน สู่รู้นัก ที่ฉันให้แกเอากุ้งกลับไปย่างให้สีตลากินเพราะเขาชอบ ฉันก็จะเอากุ้งไปล่อ เพราะว่าฉันต้องการความร่วมมือกับเขา ก็เท่านั้นเอง”
แทนไทยมองกลับเจ้านายสุดหล่อ พลางหรี่ตามองเจ้านายหนุ่มคุณหมอมาดเนี้ยบที่มีแผนเพียบเต็มหัว “ขออนุญาตไม่เชื่อได้ไหมครับหมอ”
เห็นแววตาสู่รู้ของลูกน้อง ครองฤทธิ์ทำหน้าเหมือนจะแยกเขี้ยวใส่ “ไอ้แทนแกรีบไปสตาร์ตเครื่องเลย ฉันอยากกลับบ้านแล้ว วันนี้ทำงานเหนื่อยทั้งวัน ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากอาบน้ำจะแย่”
แทนไทยยื่นมือมารับกระเป๋าเอกสารของคุณหมอเหมือนเช่นทุกวัน “ผมนึกว่าอยากรีบกลับบ้านเพราะคิดถึงหน้าหวานๆ ของคุณสีตลา”
กระเป๋าหนังใส่เอกสารที่หมอครองฤทธิ์กำลังส่งให้ที่มือแทนไทยเพื่อนำไปวางไว้ในรถ จึงเปลี่ยนเป็นวางแรงๆ กระแทกบนหัวของไอ้คนสู่รู้
“พูดมากนัก”
แทนไทยยกมือกุมศีรษะป้อยๆ “โอ๊ย ผมเจ็บนะครับหมอฤทธิ์”
3 เดือนก่อนหน้านี้
“หมอคะ ป้าขอเตือน หมอจะทำอะไรช่วงนี้ก็รีบทำนะคะ ดวงหมอกำลังจะเสียของรัก” เมื่อหมอสูติฯ ถูกหมอดู ซึ่งเป็นคนไข้ทัก คนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องดวงหรือการพยากรณ์ในรูปแบบใดๆ มาก่อน ยกเว้นการกระทำของตนเองเริ่มคิดใคร่ครวญถึง ‘ของรัก’ แล้วลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า
‘จะช้ากับเรื่องความรักอีกไม่ได้แล้ว’
‘แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว’
ครองฤทธิ์หลุดจากภวังค์ความคิดหลังจากกลับมาบ้านได้พักใหญ่เขายืนอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่แล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของนายแพทย์หนุ่มวัยสามสิบปีเศษ กรอบหน้าคมชัดได้รูป ดวงตารีเข้มลึก จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากหยักลึก นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจเฮือกยาวออกมา นัยน์ตาฉายแววปวดใจขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมาให้กับการสูญเสียของรักไปเมื่อหลายเดือนก่อน
