บทที่ 5 5
เด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดูเกล้าผมมวยเผยวงหน้าจิ้มลิ้มในชุดผ้าฝ้ายตัดเย็บสไตล์พื้นเมือง กลืนขนมจีนสดนุ่มหนึบลงคอไปแล้ว แต่ในขณะที่ท้องกลมๆ ยังเก็บขนมจีนเส้นสดสีสวยได้อีกเยอะรีบตอบพี่สาว
“จะอั้น เอื้อยสีตลาก่ะอนุญาตให้ลูกต๋าวกินนักๆ ก่ะเจ้า” (ถ้างั้น พี่สีตลาก็อนุญาตให้ลูกตาวกินเยอะๆ สิคะ) เด็กหญิงเอียงคอมองแล้วยิ้มให้อย่างน่ารัก
สีตลาจะไม่บ่นเลย หากไม่รู้ว่าก่อนจะหนีลงจากเรือนหลังใหญ่ที่ปลูกสูงไล่ระดับขึ้นไปจากเรือนหลังเล็กซึ่งเธอใช้อยู่ร่วมกับหมอครองฤทธิ์เป็นเรือนหอ แม่น้องสาวตัวแสบกินอาหารเย็นจนอิ่มแปล้มาแล้ว แต่พอรู้ว่าเธอถูกไล่มาทำขนมจีนน้ำย้อย แม่หนูที่กินเผ็ดไม่ได้แต่ชอบกินเส้นขนมจีนก็วิ่งปร๋อลงจากเรือน แอบหนีแม่มายืนให้กำลังใจและเป็นผู้ช่วยชิม
ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นแค่การแต่งงานจอมปลอมที่เธอและเขาต้องเล่นละครตบตาผู้คนต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่สีตลาจำทนต้องทำทุกอย่างให้เหมือนภรรยาของเขา สีตลาบอกว่าจะทำเส้นสดให้ลูกตาวพิเศษอีกจาน แม่คนแก้มป่องถึงได้ยืนดูอย่างสงบได้
มือเล็กบีบเป็นเส้นจากแป้งหมักลงในหม้อน้ำร้อน ก่อนจะสาวขึ้นมาล้างน้ำเย็น แล้วจัดเป็นกลุ่มคำสวยงามพอดีคำ ขนมจีนเส้นสดที่สีตลาทำมีรสชาติเหนียวนุ่ม ส่วนสีสันที่สวยงามนั้น สีม่วงเกิดจากน้ำดอกอัญชัน สีชมพูหวานเกิดจากบีทรูตที่ปลูกไว้หลังบ้าน ขุดขึ้นมาคั้นน้ำ นำมาผสมกับตัวแป้งข้าวเจ้า ส่วนสีเหลืองได้จากสีของขมิ้นชัน
“ลูกต๋าวเจ้า เดียวกิ๋นแล้วต้องฟั่งไปแปร๋งฟัน แล้วกลับขึ้นเฮือนได้แล้วเน้อ” (ลูกตาวคะ เดี๋ยวกินเสร็จต้องรีบแปรงฟัน แล้วขึ้นบ้านได้แล้วนะ)
สีตลาเงี่ยหูฟัง แต่เสียงร่าเริงสดใสของแม่จอมแสบหายไป จนกระทั่งหญิงสาวนึกแปลกใจจึงเงยหน้าขึ้นมาจากหม้อต้มที่กำลังเดือดพล่าน เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างกำยำหนั่นแน่นพาหุ่นล่ำๆ เข้ามาเบียดแนบชิด สีตลาหันมาก็ไม่เห็นแม่ตัวน้อยที่มายืนให้กำลังใจในครัว เห็นเพียงแต่คนตัวโตที่เมื่อครู่แอบติดสินบนลูกตาวให้กลับขึ้นเรือนไปก่อน แล้วพรุ่งนี้จะซื้อป๊อกกี้กล่องสีชมพูที่แม่หนูชอบมาฝาก
เท่านั้น เด็กหญิงก็พร้อมจะวิ่งปร๋อจากไปจากห้องครัวทันทีเพราะป๊อกกี้สีชมพูเป็นของโปรดมากกว่า พอเห็นคนตัวโตยักคิ้วกวนมาให้ พานเอาหัวใจดวงน้อยเต้นระทึก ความรู้สึกวูบโหวงถาโถมมาใส่อย่างไม่หยุด เมื่อเขาพามือหนาถือโอกาสวางหมับที่เอวคอดบาง พลางส่งเสียงกระซิบแหบพร่าในขณะที่สายตาจดจ้องดวงหน้าหวานที่กำลังออกอาการเหวอ
“ขนมจีนน้ำย้อย ฉันก็อยากจะกิน” คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นสีหน้าสดใสของสีตลาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นซีดเซียว “แต่ตอนนี้ของฉัน น้ำมันเยิ้มเรี่ยราดแล้วละ เธอไปช่วยฉันกินก่อน แล้วหลังจากนั้น ฉันจะกลับมาฟาดขนมจีนน้ำย้อยของเธอให้หายอยาก ได้รึเปล่า”
“ปาโลขนาด! หมอผีบ้า” (ลามก! หมอบ้า!)
น้ำเสียงของหญิงสาวออกอาการร้อนรนว่าทนฟังไม่ได้ ครั้นจะยกมือปิดหูมือทั้งสองข้างก็เปื้อนเปรอะ สีตลาฟังแล้วตกใจอยากจะเป็นลม คนอย่างหมอพูดจาแบบนี้ก็ได้เหรอ เธอเพิ่งเห็นเขาเป็นคนแรก จนต้องยกมือขึ้นทาบอกอิ่มที่เวลานี้เพิ่งรู้ตัวว่าลืมติดกระดุมเม็ดบนจนต้องทำบุญทำทานให้กับสายตาซอกแซกของใครบางคนที่จ้องมองไปเพื่อพิสูจน์ความขาว
สีตลาไม่อยากจะเชื่อว่าหมอครองฤทธิ์ คุณหมอคนดีที่เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อมาช่วยคนบนดอย พระเอกของทุกคน แต่พอได้สัมผัสใกล้ๆ เขามันไอ้หมอหื่นกาม ป่าเถื่อน จอมยียวน กวนประสาท ขัดกับบุคลิกสร้างภาพที่เมื่อก่อนเธอเองยังหลงเชื่อ
“ฉันบ้าตรงไหนกัน ตอนนี้ มันเยิ้มจวนเจียนจะแตกออกมาแล้ว ไปเถอะ อย่าเรื่องเยอะสิ”
สีตลาจ้องเขาเขม็งแล้วถอยห่างออกจากเขาอีกสองข้าง “อะหยังปะล้ำปะเหลือ” ซึ่งมีความหมายว่าอะไรกันนักหนา
ครองฤทธิ์เห็นสายตาคู่สวยที่หันขวับจ้องมองเขาอย่างกลัวๆ ปนรังเกียจ เขารู้ว่าสีตลากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแต่ว่าน้ำที่เยิ้มของเขากับเธอมันคงจะสื่อไปคนละความหมาย
หญิงสาวมองหน้าสามีมาดดีที่มีบรรดาสาวๆ แอบเก็บไปพูดลับหลังว่าหมอครองฤทธิ์นั้นหล่อน้ำเยิ้ม จนคนฟังอย่างเธอได้ยินเข้าหูแล้วรู้สึกเขินแทน
“คุณหมอจะไปน้ำเยิ้มน้ำย้อยตี้ไหนก่ะไปเต๊อะ ข้าเจ้าขอยะอาหารหื้อแล้วก่อน แล้วจะยกไปหื้อกิ๋น” (คุณหมอจะไปน้ำเยิ้มที่ไหนก็ไปเถอะ ฉันขอทำอาหารให้เสร็จก่อน แล้วจะยกไปให้กิน)
คนตัวสูงจดจ้องใบหน้าหวานที่ก้มซ่อนเก็บหน้าราวกับไม่ต้องการให้เขาเห็นแก้มแดงระเรื่อ กดรอยยิ้มร้ายกาจ แต่ไม่อยากให้สีตลาคิดมากเกินไปกว่าเรื่องจริง
“พอดีวันนี้มีคนไข้ที่ฉันทำคลอดให้ สามีเขาให้กุ้งแม่น้ำมา ก่อนเดินมา ฉันเผามันเอาไว้ เห็นแตกมันเยิ้มเลยจะมาเรียกเธอไปกินด้วยกัน”
คำพูดของเขาทำเอาคนฟังหน้าชา ใจคอไม่ดี ขาสั่นไปหมดหายจากสีหน้าลำบากใจ “แล้วเป๋นหยังบะบอกดีๆ ล่ะเจ้า ว่าจะมาจวนข้าเจ้าไปกิ๋นกุ้งแม่น้ำ” (แล้วทำไมไม่บอกดีๆ ล่ะคะว่าจะมาชวนไปกินกุ้งแม่น้ำ)
มือน้อยๆ ช่วยตัวเองด้วยการแกะมือที่เขาเอามาฝากไว้บนเอวออก แต่กลับถูกเขาดึงเข้ามากอดทั้งตัวแน่นยิ่งกว่าเดิม
ดวงตาสีนิลสลดวูบเมื่อถูกคนตัวสูงคุกคาม “คุณหมอยะอะหยังเจ้า” (คุณหมอทำอะไรคะ)
“กอดเธอไง”
“เป๋นหยังต้องกอดตวยล่ะเจ้า” (ทำไมต้องกอดด้วยล่ะคะ)
“ผัวกอดเมียไม่ได้เหรอ ผิดตรงไหน”
