บทที่ 7 7

สีตลากัดริมฝีปากแน่น “บะเอาเน้อเจ้า หมอสัญญากับข้าเจ้าแล้ว ถ้าข้าเจ้าจ้วยหมอต๋ามแผน หมอจะเก็บเรื่องตี้ข้าเจ้ายะลงไปเป๋นความลับ” (อย่านะคะ หมอสัญญากับฉันแล้ว ถ้าฉันช่วยหมอตามแผน หมอจะเก็บเรื่องที่ฉันทำลงไปเป็นความลับ) ถ้ารู้เรื่องที่เธอก่อขึ้นมา พ่อกับแม่คงเป็นลมไปหลายตลบ

ชายหนุ่มเงียบไปราวกับใช้ความคิดทั้งที่มีแผนเล่นแง่อยู่เพียบเต็มหัวแล้วเผยรอยยิ้มแปลก “ก็นั่นไง เธอไม่อยากให้ความลับแตก เธอก็ต้องเก็บความลับให้ดี ไปเดี๋ยวนี้ กลับไปปิดห้องคุยกัน”

“ปิดห้องอู้กั๋น!” (ปิดห้องคุยกัน) สีตลาหน้าเหวอทำไมต้องปิดห้องคุยด้วย ดวงตาคู่สวยเห็นคนตัวสูงใช้สองมือยกหม้อดินเผาลงจากเตา กลบถ่านเรียบร้อย ความร้อนทำให้หมอหนุ่มต้องใช้สองมือจับใบหู ดูน่าขันจนนึกอยากหัวเราะ แต่พอเห็นเธอมอง เขาก็สาดประกายตาหาเรื่องมาอีกจึงแสร้งเสมองไปทางอื่น

“ฉันดูตลกมากหรือไง” ครองฤทธิ์เลิกคิ้วสูงขึ้น เห็นสีตลาม่อยหน้าแล้วเสไปมองทางอื่น มือแกร่งจัดการคว้าหมับที่ข้อแขนเล็ก ลากกึ่งจูงร่างเล็กออกจากโรงครัวผ่านไปทางสระบัวที่หมอครองฤทธิ์ใช้เป็นทางเดินมาเมื่อครู่ 

หญิงสาวในชุดผ้าซิ่นสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวเข้ารูป เรือนร่างอ้อนแอ้นมีส่วนเว้าส่วนโค้งสมส่วน พยายามขัดขืนจนคุณหมอหนุ่มเริ่มรำคาญเมียตัวเล็ก จำต้องหยุดเดินแล้วหันมาจ้องตาสีตลาที่กำลังชักสีหน้าปั้นยากใส่เขา

“เธอจะดิ้นทำไมนักหนา”

“ก่อ...ข้าเจ้าเจ็บนี่เจ้าคุณหมอ เป๋นหยังต้องลากกั๋นมากันจะอี้ตวย” (ก็ฉันเจ็บนี่คะหมอ ทำไมต้องฉุดกระชากกันแบบนี้ด้วย)

“บอกให้เดินตามออกมาดีๆ เธอจะยอมฟังฉันไหม ส่องกระจกดูหน้าเธอบ้างสิ ทำหน้าเหมือนกับว่าจะถูกฉันจับไปขึงพืด แล้วเชือดเธอบนเตียง”

หญิงสาวหน้าจ๋อย คำพูดแบบนี้ไม่มีใครเคยได้ยินหรอก มีแต่เธอคนเดียว ตั้งแต่วันแรกที่เธอรู้จักเขาเมื่อเจ็ดปีก่อนตอนเป็นละอ่อนมัธยมปลาย ส่วนเขาเพิ่งย้ายมาเป็นหมอดอย

สีตลาเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างเลยมองหน้ามองเขาอย่างประเมิน “ข้าเจ้ากึ๊ดอยู่เหมือนกั๋นว่าหมอลากข้าเจ้าไปปาดคอบนเตียงถึงต้องดิ้นหนีจะอี้น่ะก่ะ” (ฉันคิดอยู่เหมือนกันว่าหมอลากฉัน ไปเชือดชำแหละซากบนเตียงถึงต้องดิ้นหนีไง) พอพูดออกไปแล้วก็อายปาก จนสีตลาต้องก้มหน้าหงุด

ครองฤทธิ์แค่นยิ้มสะใจ “อ๋อ ที่ดิ้นสู้เพราะกลัวถูกปล้ำ กลัวฉันจับไปชำแหละบนเตียงนี่เอง”

พอคนตัวใหญ่พูดจบ คนที่อายหน้าแดงเงยขึ้นมาค้อนขวับ “คุณหมอปากเสีย บะหันนิสัยดีอย่างตี้จาวบ้านเขาอู้กั๋นเลย” (คุณหมอปากร้าย ไม่เห็นนิสัยดีแบบที่ชาวบ้านเขาพูดกัน)

“เธอเองก็เรียนจบมหา’ลัยมาไม่ใช่หรือ ไม่รู้จักวิชาสร้างภาพหรือไง ฉันสร้างภาพแสนดีกับคนอื่น แต่ตัวจริงฉันแสนหื่นแบบที่เธอคิดนั่นแหละถูกแล้ว”

“คุณหมอ!”

นัยน์ตาคู่คมทอดมองหน้าซีดๆ ของสีตลา ยามนี้จะบอกว่าสงสารก็ไม่ใช่จะสมน้ำหน้าก็ไม่เชิง ครองฤทธิ์เลิกคิ้วขวาขึ้นถามเป็นเชิงล้อเลียน 

“รู้ไหม ใครๆ เขาเรียกหมอกันตอนที่ป่วย เธอเรียกหาหมอสูติฯ อย่างฉันแสดงว่าตอนนี้กำลังป่วยอยากให้ฉันช่วยตรวจภายนอกหรือภายในดีล่ะ” นัยน์ตาแพรวพราวกล่าวไปมองหน้าสีตลาไป แล้วโยกคอมอง “แต่สำหรับเมีย ฉันบริการตรวจให้ฟรีทั้งภายนอกและภายใน” พูดยังไม่ทันจบแม่ตัวดีรีบแก้ตัวพัลวัน

“ข้าเจ้าบะได้ป่วยเจ้าคุณหมอ บะต้องการหื้อคุณหมอตรวจตึงภายนอกภายใน” (ฉันไม่ได้ป่วยค่ะหมอ ไม่ต้องการให้คุณตรวจทั้งภายนอกภายใน)

ในขณะที่แก้มของสีตลากำลังเปลี่ยนจากสีขาวนวลเป็นแดงขึ้นทันตา แล้วรีบหลุบสายตาหนีการจ้องมองของเขา 

ตอนที่ยอมรับข้อเสนอ เมื่อถูกหมอครองฤทธิ์จับได้ สีตลาก็ไม่คิดว่าการต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาในฐานะสามีภรรยาตบตาชาวบ้านช่วงหนึ่งจะสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ได้มากถึงเพียงนี้

หมอครองฤทธิ์ใช้ฝ่ามือหนาดันให้คนตัวเล็กเดินไปข้างหน้าเร็วๆ ยิ่งลมหนาวปลิวมาปะทะกายยิ่งขับเน้นบรรยากาศให้รู้สึกโหยหาความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนร่างสูงต้องยกมือกอดอกแล้วยกหัวไหล่ขับไล่ความหนาว

“มัวอ้อยสร้อยอยู่นั่นแหละ ข้างนอกมันหนาวจะตายไป รีบเดินเข้าสิ ถึงเรือน แล้วฉันจะได้ลงมือตรวจเธอสักที” คนพูดไปยิ้มไปอย่างจงใจแกล้ง ส่วนคนฟังใจฝ่อหมดแล้ว

แค่คิดถึงเรื่องตรวจภายในสีตลาถึงกับสะดุ้งโหยง ครั้งที่แล้วถูกเขาเข้าไปควักไปล้วงยังอับอายไม่หาย 

“บะเจ้า ข้าเจ้าบะอยากอยากตรวจกับหมอแหม” (ไม่ค่ะฉันไม่อยากตรวจกับหมออีก) แล้วรีบอธิบาย “ตี้ฮ้องหมอว่าหมอก็ย้อนว่ามันติดปากบะดาย ถ้าบะหม วันหลัง ข้าเจ้าบะฮ้องหมอก่ะได้” (ที่เรียกหมอว่าหมอก็เพราะว่ามันติดปากต่างหาก ถ้าไม่ชอบวันหลังฉันไม่เรียกหมอก็ได้) สีตลาพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองราวกับจะขอความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสายตาจ้องเขม็งที่ทำให้คนตัวเล็กนึกหวาดๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป