บทที่ 3 วุ่นวาย

บทที่3

วุ่นวาย

เวลาผ่านไปเกือบๆ สองชั่วโมง อาจารย์ผู้สอนก็ได้สั่งงานให้นักศึกษาไปทำและก็เป็นอันเสร็จสิ้นการเรียนการสอนในครั้งนี้ ทั้งสามคนรีบลุกจากเก้าอี้ทันทีเพื่อออกไปจากห้องเพราะอีกไม่นานก็ต้องเข้าเรียนคลาสต่อไป ทั้งหมดต้องการเวลาพักหายใจเพราะนั่งนานจนปวดหลังไปหมดแล้ว ด้านไอริณเธอรีบส่งข้อความไปบอกพี่ชายเธออีกครั้งเพื่อย้ำเตือนอีกฝ่ายว่าอย่าลืมนัดของเธอในตอนบ่าย

“ไปกันเถอะ เรียนคาบนี้เสร็จก็ได้กลับไปนอนละ” โบลิ่งชวนด้วยสีหน้าเหนื่อยๆ เพราะแม้ปากจะพูดไปแบบนั้นแต่วิชาที่จะเรียนต่อจากนี้กลับเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก

“เฮ้อ โคตรเบื่ออะวิชานี้ แถมอาจารย์ยังปล่อยช้าด้วย” ไอริณกลอกตาไปมาและถอนหายใจเฮือกใหญ่ พีทมองเพื่อนทั้งสองคนอย่างเอือมๆ เพราะเขาเห็นทั้งสองคนก็บ่นเบื่อแม่งทุกวิชาอะ แต่ก็เข้าเรียนไม่เคยสายเลยสักครั้ง

ทั้งสามคนใช้เวลาเรียนในวันนี้รวมๆ แล้วเกือบห้าชั่วโมงได้เพราะดันมาเรียนหนักวิชาสุดท้ายจนสองสาวแทบหลับและเมื่ออาจารย์จบการสอนโบลิ่งและไอริณต่างก็รีบเดินออกมาอย่างเหนื่อยล้าแทบหมดแรง

ไอริณหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดดูหน้าจอและพบว่าถึงเวลานัดแล้วแต่พี่ชายของเธอกลับอ่านข้อความแล้วไม่ตอบ ร่างบางขมวดคิ้วพร้อมกับความร้อนใจเพราะพี่ชายของเธออยู่ๆ ก็เงียบหายไปเลย

“พวกแก เดี๋ยวแยกกันตรงนี้เลยนะ เรามีธุระด่วนอะ” เมื่อพี่ชายไม่ตอบก็คงต้องไปหาที่คณะแทนแล้วล่ะ

“ได้ๆ ไว้เจอกันพรุ่งนี้” โบลิ่งเองก็เหนื่อยเหมือนกันแต่เธอเองก็มีนัดกับมินตราเพื่อนสนิทของเธอทำให้เธอจำต้องไปตึกคณะที่เพื่อนเรียนก่อน

“โอเค เราไปล่ะ” ไอริณโบกมือลาเพื่อนทั้งสองก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกไปยังตึกคณะวิศวะฯ

“พีทมึงล่ะ ไปไหนต่อ ไปทานข้าวกับกูและเพื่อนก่อนมั้ย” โบลิ่งถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าพีทไม่ไปเพราะอีกฝ่ายยังไม่สนิทกับมินตราและเฟิร์นเท่าไหร่จึงมักจะปฏิเสธอยู่เสมอ

“ไม่ล่ะ กูมีนัดกับไอ้ไฟ” พีทเองก็มีเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่ที่นี่เหมือนกันแต่อีกฝ่ายเรียนอยู่คณะวิศวะฯ ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันแต่ก็มักจะนัดกันไปแดกเหล้าอยู่เสมอ

“เค งั้นแยกกันตรงนี้นะ” ร่างสูงพยักหน้าและเดินล้วงกระเป๋าออกไปอีกทาง ส่วนโบลิ่งก็เดินไปหาเพื่อนอีกสองคนยังคณะศิลปกรรมศาสตร์เช่นกัน

หลังจากเดินมาถึงคณะวิศวะฯ ไอริณก็รีบกดโทรศัพท์โทรออกหาพี่ชายทันที เธอแนบหูฟังด้วยจิตใจไม่เป็นสุขเท่าไหร่เพราะกลัวว่าพี่ชายจะลืมนัด

ตู๊ดดด~ ตู๊ดด~

(ฮัลโหลไอ) รอสายสักพักพี่ชายเธอก็กดรับ

“พี่อิฐ ลืมนัดไอหรือเปล่าคะ นี่มันใกล้เวลาแล้วนะ” เธอถามออกไปอย่างร้อนใจทันที

(พี่ไม่ได้ลืมแต่พี่ยังเรียนไม่เสร็จ เหลือพรีเซนต์งานอะ เรารออีกหน่อยได้มั้ย) ปลายสายกระซิบเสียงเบาเพราะตอนนี้เขายังอยู่ในห้องเรียนอยู่เลย

“ไม่ได้แล้วพี่อิฐ ตอนนี้น้องแมวมาถึงแล้วนะคะ น้องอยู่สนามบินแล้วจะทิ้งให้น้องรอนานได้ยังไง” และใช่ วันนี้เธอมีนัดไปรับน้องแมวมาอยู่ด้วย ก็พี่ชายเธอนั่นแหละเป็นคนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดและฟาร์มน้องก็อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ทำให้เจ้าของฟาร์มต้องส่งน้องขึ้นเครื่องมาให้และเธอต้องไปรับน้องที่สนามบินด้วยตัวเองโดยที่พี่ชายเธอเป็นคนอาสาจะพาไปรับทำให้เธอต้องติดรถเขามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วดูตอนนี้สิเจ้าตัวกลับไม่ว่างซะอย่างนั้น

(พี่ออกไปตอนนี้ไม่ได้จริงๆ รอสักยี่สิบนาทีได้มั้ย) ร่างสูงบอกน้องสาวอย่างลำบากใจเพราะเขาก็ไม่คิดว่าวันนี้อาจารย์จะปล่อยช้าแถมยังให้พรีเซนต์งานในวันนี้อีก

“จะบ้าเหรอพี่อิฐ สิบนาทีก็รอไม่ได้แล้วตอนนี้ ถ้างั้นไอจะนั่งวิน มอเตอร์ไซค์ไปเองเพราะถ้าเรียกแท็กซี่ก็คงต้องรอนานอีก” อิฐเงียบไปครู่นึง อย่างใช้ความคิดเพราะในใจก็นึกห่วงน้องสาว

(ตอนนี้ไออยู่ไหน)

“อยู่หน้าตึกคณะพี่เนี่ย” เธอกรอกเสียงลงไปพร้อมกับจิตใจที่กังวลเพราะเธอเป็นห่วงน้องแมวของเธอ

(งั้นรอตรงนั้นแป๊บนึง พี่จะให้เพื่อนพี่พาไป มันกำลังจะกลับ)

“อ้าวแล้วเพื่อนพี่อิฐไม่ต้องพรีเซนต์งานเหรอ” เธอขมวดคิ้วและถามกลับไป

(มันไม่สนใจอะไรพวกนี้หรอก เรารออยู่ตรงนั้นแหละ) ไอริณชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยอมตอบตกลงเพราะเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

“โอเคๆ ขอบคุณนะคะ” เธอกดวางสายและเดินไปนั่งรอตรงโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าคณะเพื่อที่เธอจะได้เห็นเพื่อนพี่ชายง่ายๆ หากทางนั้นมารับ

เมื่อวางสายจากน้องสาวแล้วอิฐก็หันหน้าไปหาเพื่อนสนิทอย่างเรียวจิที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังจะออกจากห้องเรียนเพราะวันนี้มันไม่ต้องอยู่รอพรีเซนต์งานเหมือนกับเขา เนื่องจากมันเป็นคนทำรายงานแล้ว ส่วนที่เหลือจึงต้องเป็นเขาที่ต้องเป็นคนจัดการต่อทำให้เขากลับก่อนไม่ได้ อีกอย่างเรียวจิก็มีธุระไปทางสนามบินพอดีด้วยเขาจึงคิดว่าหากขอให้อีกฝ่ายรับน้องสาวเขาไปด้วยก็คงดีกว่าให้ไอริณนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปเอง

“ไอ้เรียว” อิฐเรียกเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ว่า” เรียวจิเหลือบสายตามองเพื่อนนิ่งๆ แต่ก็รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

“มึงจะกลับแล้วใช่มั้ย”

“อืม มึงมีไร” เรียวจิขมวดคิ้วและกอดอกมองเพื่อนนิ่งๆ อีกครั้งเพราะมันจะพูดอะไรก็ไม่พูดมัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นั่น

“กูรบกวนหน่อยดิ” อิฐพูดออกไปในที่สุด

“เรื่อง?”

“พาน้องกูไปรับแมวที่สนามบินหน่อย กูติดพรีเซนต์งานพาไปไม่ได้” เรียวจิขมวดคิ้วยุ่งทันทีทำให้อิฐต้องมองเพื่อนอย่างขอร้องเพราะเขารู้ว่าเรียวจิไม่ค่อยชอบวุ่นวายกับคนอื่นเท่าไหร่ ถึงคนนั้นจะเป็นน้องสาวของเขาก็เถอะ อีกอย่างทั้งคู่ก็ดูไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ด้วย

เห็นแววตาของเพื่อนก็ทำเอาเรียวจิถอนหายใจเสียงดังอย่างเอือมๆ เขาหยุดคิดครู่นึงก่อนสบถอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

“วุ่นวาย!” แม้ปากจะพูดไปแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรและที่เขาไม่ปฏิเสธไม่ใช่ว่าใจดีหรือเอ็นดูอะไรน้องสาวมันแต่เพราะอิฐไม่ใช่คนที่จะขอให้ช่วยอะไรบ่อยๆ เว้นแต่ว่าเจ้าตัวมีความจำเป็นจริงๆ

“หึ เอาน่า ช่วยกูสักครั้งไม่ได้หรือไง ไอริณมันก็เหมือนน้องสาวมึงนั่นแหละ” อิฐยิ้มขำเมื่อเห็นสีหน้ารำคาญของเพื่อนรักแต่ที่เขายิ้มออกเพราะเขารู้ดีว่าหากเรียวจิแสดงสีหน้าแบบนี้นั่นแสดงว่าเจ้าตัวยอมช่วย

“กูเป็นลูกคนเดียว อีกอย่างถ้าต้องมีน้องเหมือนน้องสาวมึงกูขอเป็นลูกคนเดียวเหมือนเดิมดีกว่า น้องมึงน่ะวุ่นวายจะตายไป” เขาเห็นน้องสาวเพื่อนตั้งแต่ที่เธอเรียนอยู่มัธยมแล้ว อีกฝ่ายทั้งดื้อและน่ารำคาญ เขาจำได้ว่าเขาเคยไปบ้านของอิฐตอนที่เรียนอยู่ปีหนึ่ง ไอริณวิ่งมากอดเขาเพราะคิดว่าเขาเป็นพี่ชายของเธอและพอเขาผลักออกและทำสีหน้าไม่พอใจใส่ ยัยเด็กแสบก็แลบลิ้นใส่พร้อมกับมุ่ยหน้าใส่เขาอย่างไม่สะทกสะท้านกับสีหน้าโมโหของเขาเลยสักนิด จากนั้นเขาก็ไม่เคยไปที่บ้านของอิฐอีกเลยเพราะไม่อยากเจอเด็กน่ารำคาญ

“อ้าวไอ้เวรนี่ นั่นน้องกูนะ” อิฐชักสีหน้าใส่อย่างเคืองๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้น

“ด่ากูอีกดิ กูจะไม่พาน้องมึงไป” ร่างสูงแสยะยิ้มใส่เพื่อนอย่างกวนๆ และถ้ามันด่าเขาอีก เขาไม่พาน้องมันไปสนามบินจริงๆ แน่

“เออๆ กูขอโทษค้าบบ รบกวนเพื่อนเรียวช่วยพาน้องสาวของผมไปสนามบินด้วยเถอะนะ” ปากบอกเหมือนขอร้องแต่แววตากับท่าทางไม่ได้สะทกสะท้านไปกับคำขู่ของเพื่อนเลยสักนิด

“เออ! แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ถ้าไม่ติดว่ากูมีธุระทางนั้นกูไม่รับไปด้วยหรอก” อิฐยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเรียวจิยอมช่วย

“หึ ขอบใจมาก น้องกูรออยู่หน้าคณะแล้ว ฝากด้วย” ร่างสูงตบไหล่เพื่อนเบาๆ ทำให้เรียวจิชักสีหน้าใส่อย่างเอือมระอาก่อนจะหยิบกระเป๋าและเดินออกจากห้องเรียนไปด้วยใบหน้านิ่งๆ ดังเดิม…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป