บทที่ 5 อยากมีอิสระ
บทที่5
อยากมีอิสระ
โรงพยาบาล
หลังจากขับรถออกจากสนามบิน เรียวจิก็มุ่งตรงมายังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งต่อทันที เมื่อมาถึงร่างสูงก็ทำการดับเครื่องและถอดหมวกกัน น็อกออก เขาเสยผมตัวเองขึ้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะตอนนี้อากาศค่อนข้างร้อนจนทำให้เหงื่อเขาซึมออกมาตามกรอบหน้าและลำคอจนต้องยกมือเช็ดมันแบบลวกๆ แววตาคมเหลือบไปมองรถยนต์ที่ติดฟิล์มดำทั้งคันด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายและไม่พอใจเพราะยิ่งเขาใกล้เรียนจบมากเท่าไหร่เหล่านี้ก็ยิ่งตามประกบเขามากขึ้นเท่านั้น
เรียวจิตวัดขาลงจากรถบิ๊กไบก์ตัวเองและเดินตรงไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขาไปถึงรถยนต์คันดังกล่าว บุคคลที่อยู่ภายในรถก็รีบเปิดประตูลงมาและก้มโค้งลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน
“นายน้อยต้องการอะไรหรือเปล่าครับ” เคนอิชิหรือเคนเป็นคนสอบถามนายน้อยด้วยตัวเองเพราะเขาเป็นคนที่ได้รับคำสั่งให้มาดูแลนายน้อยเรียวจิอย่างใกล้ชิด แม้ที่ผ่านมาจะถูกนายน้อยสั่งห้ามไม่ให้ตามดูแลแต่เขาก็ยังคงตามดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นเดิมเพราะคำสั่งจากนายท่านไซโตะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำตาม แต่เขาก็พยายามรักษาระยะห่างเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้นายน้อยของเขาต้องอึดอัดไปมากกว่านี้เช่นกัน
“เรื่องที่ฉันมาโรงพยาบาลไม่ต้องรายงานปู่ เข้าใจมั้ย! และถ้าใครมันกล้าขัดคำสั่งฉันละก็ ได้เห็นดีกันแน่” เรียวจิตวัดสายตาดุๆ มองลูกน้องทุกคนอย่างข่มขู่เพราะเขาไม่อยากให้เรื่องของพระพายหลุดไปถึงหูปู่ของเขาในตอนนี้ หากพวกนี้เอาไปรายงานมีหวังเกิดเรื่องวุ่นวายกับเธอแน่ๆ ซึ่งเขาไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เพราะตอนนี้เธอไม่สบายอยู่ ไม่ควรมีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจของเธอ
ทุกคนที่อยู่รอบตัวเขาต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเสมอและถ้าตรวจสอบแล้วปู่ของเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปเกี่ยวข้องด้วย คนเหล่านั้นจะถูกกีดกันออกจากเขาทันทียิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วปู่ของเขาก็ยิ่งจับตามองเป็นพิเศษเพราะกลัวว่าเขาจะไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ไม่เหมาะสมกับตระกูลสูงส่งของปู่ ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องพวกนี้เพราะเขาไม่ชอบวุ่นวายกับพวกผู้หญิงอยู่แล้วแต่กับพระพายเธอเป็นข้อยกเว้นที่เขาจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วย
“ครับนายน้อย” เคนอิชิคิดครู่นึงก็ยอมพยักหน้าเพราะเขาเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องอันตรายอะไรกับผู้เป็นนาย อีกอย่างเขาคิดว่าหากนายน้อยอยากบอกก็คงจะบอกนายท่านเองนั่นแหละ
“อืม เข้าใจแล้วก็กลับๆ ไปเถอะ ไม่ต้องตามตลอดเวลาก็ได้ อึดอัดจะตายห่าอยู่ละ” ร่างสูงมองหน้าแต่ละคนอย่างเหนื่อยหน่าย จะตามอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ที่นี่มันประเทศไทยไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา เขาก็แค่อยากมีอิสระบ้างไม่ได้หรือไง
“ถ้างั้นพวกผมขอกลับไปรอนายน้อยที่คอนโดนะครับ” เคนอิชิอ้อมแอ้มบอกเพราะหน้าที่ของเขาคือการตามดูแลนายน้อย หากไม่ให้เขาทำหน้าที่แล้วเขาจะไปทำอะไรล่ะ อย่างน้อยไปอยู่เฝ้าคอนโดเจ้านายก็ยังดี
ทุกคนที่ติดตามมาที่นี่ต่างก็ตั้งใจเรียนภาษาไทยเพื่อที่จะได้มาดูแลนายน้อยได้สะดวกจนตอนนี้ทุกคนพูดไทยกันได้อย่างคล่องแคล่วเพราะอยู่ที่นี่กันมาเข้าปีที่สี่แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วมากจนพวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นคนไทยคนนึงไปแล้วจริงๆ
“อืม จะไปไหนก็ไปเถอะ วุ่นวายกันจริงๆ” เรียวจิถอนหายใจเฮือกใหญ่และก้าวขาเดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อเข้าไปยังตึกผู้ป่วยด้านใน
ร่างสูงก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องพักผู้ป่วยที่มีชื่อของพระพายติดอยู่หน้าประตู เขาเคาะประตูตามมารยาทก็ผลักประตูเข้าไปด้านในทันที
แกรก~
“เรียว! มาแล้วเหรอ” ดวงตากลมโตเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่เปิดประตูเข้ามา เธอยิ้มกว้างอย่างดีใจเพราะเธอกำลังคิดถึงเขาอยู่พอดีเลย
“อืม เป็นไงบ้าง หมอนัดผ่าตัดวันไหน” เรียวจิเดินไปนั่งลงที่โซฟาไม่ไกลจากเตียงคนไข้นัก เขามองไปยังคนป่วยด้วยสีหน้าเรียบนิ่งปกติ
“อาทิตย์หน้าน่ะ ช่วงนี้ก็ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด” พระพายบอกด้วยน้ำเสียงสดใสเพราะเธอดีใจที่เห็นว่าเรียวจิมาเยี่ยม
“ผ่าตัดแล้วเดี๋ยวก็หาย” ร่างสูงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและพูดปลอบออกไปตามประสาคนพูดปลอบใครไม่เป็น
“ขอบคุณนะที่เป็นธุระทุกอย่างให้” เธอมองเขาอย่างซาบซึ้งใจเพราะตั้งแต่เธอมีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจก็มักจะขาดเรียนอยู่บ่อยๆ จนเมื่อไม่นานมานี้อาการเธอมันแย่ลงมาก คุณหมอจึงแนะนำให้เธอผ่าตัดเพื่อที่ว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเดิม เธอจึงตกลงที่จะผ่าโดยมีเรียวจิเป็นคนช่วยจัดการทุกอย่างให้ทั้งหมด
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า เรื่องเรียนก็ไม่ต้องห่วง เคลียร์กับทางมหา’ลัยให้แล้ว ยังไงเธอก็จบพร้อมเพื่อนๆ นั่นแหละ” เรียวจิว่าอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาจัดการได้สบายอยู่แล้ว
“ยังไงก็ต้องขอบคุณเรียวอยู่ดีนั่นแหละ เดี๋ยวหลังผ่าตัดเราก็ต้องพักฟื้นไปอีกเกือบสองเดือนคงเรียนตามเพื่อนๆ ไม่ทันแน่ๆ” เธอบอกเขาอย่างเกรงใจเพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวก็เป็นเรียวจิทั้งนั้นที่เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด
“เดี๋ยวช่วยจัดการให้ เลิกคิดมากได้แล้ว” เขายังคงบอกเธออย่างคนไม่คิดอะไร ถ้าเขาบอกว่าจะช่วยก็คือจะช่วยให้ถึงที่สุด
“โอเคๆ แล้วนี่เรียวกินไรมายังอะ” ร่างบางเลิกพูดเรื่องเครียดๆ และหันมาชวนเขาคุยเรื่องอื่นแทน เธอรู้ว่าเรียวจิเป็นคนไม่ชอบพูดอะไรซ้ำซากเพราะงั้นเธอควรจะยอมรับความช่วยเหลือจากเขาและรักษาตัวเองให้หายเร็วๆ จะดีกว่า
“เดี๋ยวค่อยไปหาไรกินแถวคอนโด ว่าแต่อยู่คนเดียวเหรอ พ่อกับแม่เธอล่ะ” ตั้งแต่เข้ามาในห้องเขายังไม่เห็นใครเลย ปกติเวลาที่เขามาเยี่ยมเธอก็มักจะเห็นมารดาของเธออยู่ดูแลเสมอ
“พ่อกับแม่ไปทำงาน เลิกงานนู้นแหละถึงจะมานอนเป็นเพื่อน” พระพายยังคงตอบด้วยรอยยิ้ม เธอมองเขาด้วยแววตาลึกซึ้งเพราะเธอคิดถึงเขาจนอยากจะรีบผ่าตัดจะได้รีบหายเพื่อที่เธอจะได้เจอเรียวจิในทุกๆ วันเหมือนเดิม
“อืม งั้นเดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อนรอพ่อกับแม่เธอมาก็แล้วกัน” พระพายพยักหน้าอย่างเต็มใจ เธออยากให้เขาอยู่กับเธอนานๆ อยู่แล้วซึ่งเรียวจิก็ไม่ได้อะไรกับสีหน้าและท่าทางของเธอเพราะอีกฝ่ายก็มักจะเป็นแบบนี้อยู่เสมอ เขาชินแล้วล่ะ
เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงเสียงเคาะประตูห้องพักก็ดังขึ้นทำให้เรียวจิกับพระพายหันไปมองผู้มาใหม่และเมื่อพบว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นมารดาของพระพายเอง เรียวจิจึงลุกขึ้นและยกมือไหว้ผู้ใหญ่ด้วยท่าทีสุภาพ
“สวัสดีครับคุณน้า” ร่างสูงไม่ได้มีท่าทีเกร็งอะไรเพราะเขาเคยเจอครอบครัวของพระพายมาหมดแล้วแต่ยอมรับว่ายังมีความรู้สึกอึดอัดอยู่เล็กน้อย
“หวัดดีจ้ะ เรียวมานานแล้วเหรอ” ลัดดาถามเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอเอ็นดูเรียวจิมากเพราะอีกฝ่ายดีกับลูกสาวของเธอมากจริงๆ หากไม่ได้เรียวจิช่วยเหลือลูกสาวเธอคงไม่ได้มารักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรูหราขนาดนี้หรอก ครอบครัวเธอไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนเรียกได้ว่ามีฐานะปานกลางเท่านั้นเพราะทั้งเธอและสามีต่างก็เป็นพนักงานของบริษัทเอกชนกันทั้งคู่ ดีหน่อยที่พวกเธอมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงมากแล้ว
“สักพักแล้วครับ” เรียวจิตอบกลับนิ่งๆ ดังเดิม เขาหยิบกุญแจรถขึ้นมาถือไว้เพื่อเตรียมตัวกลับเพราะเห็นว่าพระพายมีคนอยู่เป็นเพื่อนแล้ว
“น้าขอบใจมากนะที่มาอยู่เป็นเพื่อนพระพาย”
“ไม่เป็นไรครับ”
“แล้วนี่หิวกันมั้ย น้าซื้อของกินมาเยอะแยะเลย” ลัดดาเดินไปวางของลงและหันกลับมาถามเด็กๆ ทั้งสองคนอีกครั้ง เธอเห็นว่าเรียวจิเหมือนกำลังจะกลับทำให้เธอต้องรีบเอ่ยชวนไว้ก่อน
“เรียวกินข้าวก่อนกลับมั้ยหรือจะกลับไปกินที่คอนโด” พระพายรู้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างเข้าถึงยากและไม่ค่อยชอบทานข้าวกับคนอื่นเท่าไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทานข้าวกับครอบครัวเธอเลยแต่ส่วนใหญ่จะนานๆ ครั้งมากกว่า
“ขอกลับไปกินที่คอนโดดีกว่า พอดีนัดเพื่อนไว้น่ะ” อิฐส่งข้อความมาหาเขาเมื่อสิบนาทีที่แล้วบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนที่เขาพาน้องสาวมันไปรับแมวที่สนามบินซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้อยากให้มันมาเลี้ยงตอบแทนอะไรทั้งนั้นแหละ แต่ตอนนี้คิดว่าไปกินข้าวกับมันน่าจะดีกว่าเพราะเขาไม่ค่อยชอบทานข้าวกับคนอื่นเท่าไหร่แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นพระพายก็เถอะ
“โอเค งั้นไว้เจอกันนะ” เธอรู้จักเขามานานและเรียนรู้ที่จะไม่เซ้าซี้หรือทำเขาลำบากใจ หากเขาบอกว่าไม่เธอก็ต้องหยุดและควรปล่อยเขาไป เรียวจิพยักหน้าและหันไปบอกมารดาของเธอเพื่อขอตัวกลับ
“ผมกลับก่อนนะครับคุณน้า” ลัดดาพยักหน้าและมองอย่างเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่ยอมอยู่ทานข้าวด้วยแต่เธอก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
“จ้ะ กลับดีๆ นะ” ได้แต่บอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดังเดิมและเมื่อเรียวจิเดินออกไปจากห้องแล้ว ลัดดาก็รีบหันหน้าไปมองลูกสาวตัวเองทันที
“คนนี้แม่ให้ผ่านนะ อย่าปล่อยให้หลุดมือล่ะ” เธอหยอกล้อลูกสาวเพียงนิดและเดินไปจัดอาหารใส่จานต่อทิ้งให้พระพายยิ้มบางๆ และครุ่นคิดอะไรอยู่คนเดียวเงียบๆ…
