บทที่ 2 เด็กกำพร้า
สองหนุ่มสาระเบิดเข้าใส่กันอย่างท่วมท้นแต่ไม่มีใครสนใจนอกจากเซ็กส์ที่เร่าร้อนก่อนสาวสวยจะยกสะโพกออกจากแกนกายอวบแล้วนอนข้างๆชายหนุ่มที่จับตัวพลิกค่ำหน้าลงแล้วสอดใส่ทางด้างหลังดึงสะโพกงอนขึ้นมาจนเลนนี่อยู่ในท่านคลานเข่าแล้วกระแทกกระทั้นแกนกายอวบใหญ่เข้าใส่อย่างแรง
“ตั้บบๆๆ ตั้บบๆๆ..”
สองหนุ่มสาวขับเขี่ยวกันอย่างดุเดือดจนทั้งห้องลุกเป็นไฟไม่สนใจว่าห้องข้างๆเขาจะได้ยินหรือเปล่านอกจากสนองความต้องการปลดปล่อยอารมณ์ดิบเถื่อนของตัวเองอย่างถึงอกถึงใจพลิกแพลงหลายท่าจนหมดแรงไปด้วยกันแล้วต่างก็หลับไปท่ามกลางกลิ่นคาวน้ำรักคละคลุ้ง
เช้ามาเลนนี่ตื่นก่อนก็กลับที่พักเลยไม่ได้สนใจธามไทที่ยังนอนสลบไสลเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลจนกระทั่งสิเอ็ดนาฬิกาแม่บ้านของโรงแรมมาเคาะประตูห้องเพื่อบอกให้เขาเช็คเอาท์ก่อนเที่ยง
“โอ้ย.ปวดหัวฉิบหาย” ธามไทลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าที่เขาถอดทิ้งขึ้นมาใส่แล้วเสยผมก่อนจะเดินไปห้องน้ำล้างหน้าล้าตาแล้วกลับห้องพัก
หลังจากวันนั้นเขาก็นัดเจอกับเลนนี่อีกสองครั้งก่อนจะยุติความสัมพันธ์กันเพราะเลนนี่เจอลูกชายเศรษฐีและเขาก็ไม่ได้สนใจเพราะต่างก็แค่แลกเปลี่ยนความสุขกันเท่านั้นก่อนจะคบสาวฝรั่งคนใหม่และคบๆเลิกๆกันเป็นเรื่องปกติ
เวลาผ่านไปเข้าปีที่สามที่ธามไทมาเรียนต่อที่นิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วพ่อแม่ก็มาเยี่ยมเขาพร้อมกับน้องชายที่กำลังเรียนมัธยมปีสุดท้ายและจะมาเรียนต่อต่างประเทศเช่นกันแต่จะเรียนปริญาตรีที่เมืองไทยก่อนแล้วจะมาต่อโทที่อังกฤษ
“นายไม่อยากมาเรียนที่นี่จริงเหรอซี” ธามไทถามน้องชายขณะรอพ่อแม่แต่งตัวเพราะวันนี้จะต้องกลับเมืองไทยแล้วหลังจากมาอยู่ได้สิบวัน
“ผมว่าเรียนที่อังกฤษดีกว่าเดินทางไปกลับเมืองไทยแค่สิบชั่วโมงนิวยอร์กไกลเกินไปผมขี้เกียจนั่งเครื่องบินนานแบบนี้ไม่ไหวครับ” คนเป็นน้องตอบพี่ชายเพราะการเดินทางนาน
“ก็แล้วแต่นายนะ ที่จริงคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องมาเยี่ยมพี่ก็ได้สมัยนี้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยจะอยู่ไหนก็โทรคุยกันได้ตลอดเวลาและเห็นหน้าด้วยจะได้ไม่ต้องนั่งเครื่องบินนาน” ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่อยากให้พ่อแม่มาหายังไงก็คุยกันบ่อยๆ
“พ่อก็เบื่อนั่งเครื่องบินนานเหมือนกันนะตาแซนด์ งั้นพ่อกับแม่จะรอแกอยู่ที่เมืองไทยก็แล้วกันเรียจบเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับบ้านเราดีมั้ยล่ะ” วิกรมเดินออกมาจากห้องได้ยินลูกชายคนโตพูดพอดีจึงพูดกับลูกชายซึ่งเขาได้เห็นแล้วว่าธามไทโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้และอีกปีหนึ่งก็จบปริญญาตรีแล้วต่อโทอีกสองปี
“ครับคุณพ่อ แต่ผมว่าจบแล้วจะทำงานหาประสบการณ์ที่นี่ก่อนสักปีสองปีแล้วค่อยกลับเมืองไทยครับ หากผมเรียนจบแล้วกลับไปทำงานเลยอาจจะไม่มีใครยอมรับเพราะผมไม่มีประสบการณ์” ธามไทตอบพ่อตามที่เขาคิดไว้หาก
“แซนด์จะเอาอย่างนั้นเหรือลูก” นันทิดาหน้าม่อยลงเธออุตส่าห์ดีใจว่าลูกชายเรียนอีกสามปีจบก็กลับบ้าน
“ครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้ใครมาพูดได้ว่าเพราะเป็นลูกคุณพ่อถึงได้ตำแหน่งผมอยากทำให้ทุกคนเห็นว่าผมก็มีความสามารถที่จะบริหารงานช่วยคุณพ่อได้และต้องได้ตำแหน่งมาด้วยฝีมือไม่ใช่เพราะเป็นลูกคุณพ่อครับ” เขาคิดมาตลอดว่าการที่เป็นลูกชายนักธุรกิจคนดังจะต้องถูกจับตามองและพ่อของเขาก็เก่งสามารถนำบริษัทในเครือฟันฝ่าอุปสรรคมาได้เป็นเบอร์หนึ่งของเมืองไทยซึ่งมันไม่ง่ายเลยและเขาต้องทำให้ได้เพื่อจะได้ไม่เสียชื่อปู่และพ่อ
“ดีลูก งั้นพ่อจะรอวันที่ไทสำเร็จการศึกษาแล้วกลับบ้านเรานะลูก” วิกรมพูดกับลูกชายแล้วตบไหล่เบาๆให้กำลังใจลูกชายเขาให้อิสะรทั้งการตัดสินใจและความคิดวันข้างหน้าธามไทจะต้องเป็นผู้บริหารบริษัทต่อจากเขา
“ขอบคุณครับคุณพ่อที่เข้าใจผม” ธามไทยิ้มให้พ่อกับแม่ที่เข้าใจการตัดสินใจของเขาซึ่งวันข้างหน้าเขาจะต้องสานงานต่อจากพ่อและจะพัฒนามันมันล้ำหน้าคู่แข่งยืนอันดับหนึ่งของประเทศเหมือนที่พ่อทำ
“ถ้าแซนด์ว่างก็กลับไปเยี่ยมพ่อแม่และคุณย่าบ้างนะลูก” นันทิดาพูดกับลูกชายด้วยความเป็นห่วงตามประสาแม่ “แม่ขออย่างหนึ่งได้มั้ยลูก”
“อะไรครับคุณแม่”
“แซนด์อย่ามีเมียฝรั่งนะลูก” นันทิดาบอกลูกชายทำให้สามีกับลูกชายทั้งสองหัวเราะขำ
“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมยังไม่มีเมียจนกว่าผมจะทำงานประสบความสำเร็จครับ” ธามไทตอบแม่อย่างจริงจัง
“ขอบใจลูก” นันทิดายิ้มอย่างพอใจกับคำตอบของลูกชาย
“กันเถอะคุณแอ๋ว เดี๋ยวจะตกเครื่อง” วิกรมบอกภรรยาที่ห่วงลูกชายเรื่องผู้หญิงและอยากคุยมาตั้งแต่มาถึงแล้วแต่ไม่มีโอกาสจนมาถึงวันกลับ
ธามไทไปส่งพ่อแม่และน้องชายที่สนามบินJFK ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณครึ่งชั่วโมงเมื่อส่งพ่อแม่เสร็จชายหนุ่มก็ไปมหาลัยตามที่นัดกับเพื่อนๆไว้เพราะต้องหาข้อมูลเพื่อนทำงานส่งอาจารย์
ที่เมืองไทย
บ้านปูนสองชั้นหลังใหญ่ติดชายทะเลมีเขตติดต่อค่ายทหารเรือสัตหีบเป็นที่ดินส่วนบุคคลบนเนื้อที่สิบห้าไร่ติดชายทะเลเป็นแนวยาวบ้านหลังดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดจากพ่อของคุณปรียามล วรางค์กุล หรือย่ากุ้ง ที่ซื้อไว้ตั้งแต่เธอยังไม่เกิดและเป็นบ้านที่เธอเติบโตมาและยังเป็นลูกสาวคนเดียวของพลเรือเอกสมมาตรกับคุณหญิงพิไลวรรณ วรางค์กุล และได้พบรักกับ คุณนิยม แสงไท นักธุรกิจหนุ่มไฮโซรูปหล่อตอนไปเรียนที่กรุงเทพกก่อนจะแต่งงานกันแล้วไปใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพมีลูกด้วยกันสามคน
เมื่อคุณนิยมเสียชีวิตทำให้คุณปรียามลกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้านเดิมที่ท่านให้น้ำทิพย์และจักรี ภพาพิรุณ สองสามีภรรยาที่ไว้ใจเพราะจักรีเป็นลูกชายนายทหารเรือคนสนิทของพ่อที่อยู่ด้วยกันมานานดูแลบ้านให้ หลังจากพ่อแม่จากไปแล้วท่านอยู่กรุงเทพก็จะแวะมาดูบ้านทุกสองเดือนบางทีก็เดือนล่ะครั้งจนกระทั่งสามีจากไปท่านก็มาอยู่ที่บ้านหลังนี้แม้ลูกๆจะห้ามแต่ท่านก็ขอมาอยู่บ้านเกิดและแบ่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดของสามีให้ลูกๆทุกคนตามสัดส่วนที่จะได้รับ ในส่วนของท่านก็มีเงินสดในบัญชีและที่ดินบ้านหลังนี้ไว้เท่านั้นระยะห้าปีที่ท่านมาอยู่ลูกๆหลานๆก็แวะเวียนมาเยี่ยมประจำแต่ช่วงหลังๆก็งานเยอะจึงมากันเฉพาะวันสำคัญยกเว้น วิกรม แสงไท ลูกชายคนโตที่แวะเวียนมาหาแม่ทุกเดือนด้วยความเป็นห่วงบางครั้งก็มาพร้อม นันทิดา แสงไท ภรรยาซึ่งเป็นสาวสังคมออกงานทุกวี่ทุกวันส่วนหลานๆก็แล้วแต่ใครสะดวก
“สวัสดีค่ะคุณย่ากุ้ง” เสียงใสดังขึ้นขณะที่คุณปรียามลกำลังนั่งคิดถึงความหลังอยู่ที่ศาลาหลังบ้านที่ท่านชอบมานั่งดูน้ำทะเลขึ้นลงและวิ่งเล่นชายหาดแถวนี้ทุกวันหลังเลิกเรียนเหมือนกับเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังเรียนมัธยมปีสุดท้ายและกำลังสอบเอนทรานซ์เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังตามรอยคุณย่ากุ้งของเธอที่จบคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศและเป็นดาวของคณะอีกด้วย
“สวัสดีแม่ปูลม ทำไมวันนี้กลับแต่วันล่ะลูก” น้ำเสียงแหบดังขึ้นอย่างอ่อนโยนมองเด็กสาวกำพร้าที่ท่านรับอุปการะเพราะญาติทางพ่อของแม่ของเด็กสาวไม่มีใครสนใจจะรับไปอยู่ด้วยเพราะไม่มีสมบัติติดตัวซึ่งไม่มีใครรู้ว่าท่านเก็บสมุดบัญชีและที่ดินของจักรีกับนัดดาไว้ไม่ได้บอกใครและท่านก็รักเด็กสาวเหมือนหลานแท้ๆจึงอยากเลี้ยงดูเพื่อตอบแทนพ่อแม่ของเด็กสาวที่ดูแลบ้านให้อย่างดีและท่านก็ได้ดูแลเด็กสาวมาตั้งแต่อายุ12ปีจนตอนนี้อายุ18ปีและชื่อเทียนหอมท่านก็เป็นคนตั้งให้และยังตั้งชื่อเล่นว่าปูจะได้เหมือนท่านที่ชื่อกุ้งเพราะเป็นลูกหลานชาวเลพอโตมาทั้งแก่นและซนท่านจึงเรียกว่าปูลม
