บทที่ 4 เพื่ออนาคต

“อนาคตหากผมแก่ตัวไปก็อาจจะมาอยู่กับคุณแม่ก็ได้ครับ” วิกรมตอบแม่เขามาที่นี่เมื่อไหร่จิตใจสงบเพราะอยู่กรุงเทพในหัวมีแต่งานมาที่นี่เหมือนได้พักผ่อนสมองแม้จะแค่วันเดียวก็ทำให้เขาก็รู้สึกดี

“แล้วแม่แอ๋วเค้าจะมาอยู่ด้วยหรือล่ะ” คุณย่ากุ้งพูดกับลูกชายเธอรู้ว่าลูกสะใภ้ไม่มาอยู่แน่นอนเพราะชีวิตของนันทิดาอยู่ในแวดวงสังคมไฮโซจะให้มาอยู่แบบนี้คงอยู่ไม่ได้แน่แต่มาเที่ยวน่ะพอได้อยู่

“ถึงเวลานั้นมาผมว่าแอ๋วเขาน่าจะอยู่ได้ครับ” วิกรมรู้ดีว่าภรรยาเป็นสาวสังคมเจ้ายศเจ้าอย่างทุกอย่างต้องเป๊ะและเหมาะสมแม้แต่ลูกชายทั้งสองของเขาภรรยาก็ยังตั้งความหวังไว้สูงแต่ลูกชายก็ไม่ได้ทำตามทั้งหมดตอนนี้ลูกชายคนโตไปเรียนต่อปริญญาตรีและโทที่อเมริกาจบแล้วกำลังทำงานหาประสบการณ์อีกสองปีก็จะกลับมาช่วยงานของเขาตามที่ลูกชายได้พูดไว้

“แล้วนี่ตาแซนด์เรียนจบแล้วจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ” คุณย่ากุ้งถามลูกชายนานๆท่านจะได้คุยกับหลานชายที่เคยพูดไว้ว่าเรียจบแล้วยังไม่กลับบ้านขอทำงานหาประสบการณ์ก่อนแล้วกลับบ้านทีเดียว

“ก็ขอทำงานหาประสบการณ์อีกสองปีครับ” วิกรมตอบแม่ซึ่งเขาได้คุยกับลูกชายแล้ว

“ดีแล้วล่ะตาแซนด์จะได้หาประสบการณ์แล้วมาช่วยบริหาร ลูกก็จะได้เบาแรงเดี๋ยวตาซีจบมาอีกคนก็สบายแล้ว” คุณปรียามลคุยกับลูกชายที่เป็นหัวเรือใหญ่ดูแลธุรกิจในเครือส่วนลูกสาวลูกชายก็ดูแลบริษัทในความรับผิดชอบและรอหลานๆเรียนจบแล้วมาช่วยงานเช่นกัน

“ผมก็คิดอย่างนั้นครับคุณแม่ ตาแซนด์มีไอเดียใหม่ๆมาเสนอตอนนี้กำลังจะเปิดตลาดคราฟต์เบียร์ได้ศึกษามาอย่างดีแต่ติดที่ผลิตในเมืองไทยไม่ได้ ผมจึงวางแผนไว้แล้วว่าจะไปสร้างโรงงานร่วมหุ้นกับเพื่อนนักธุรกิจชาวกัมพูชาเพื่อเปิดตลาดคราฟต์เบียร์พร้อมกันครับ” วิกรมคุยกับแม่ซึ่งยังเป็นที่ปรึกษาให้เขาเพราะท่านมีประสบการณ์มานานก่อนท่านกับพ่อจะปล่อยมือให้เขากับน้องสาวน้องชายสานต่อและนั่งตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา

“ลูกไม้หล่นใต้ต้นจริงๆ ตาแซนด์เก่งมองการณ์ไกลทั้งทีอายุยังน้อยเดี๋ยวตาซีเรียนจบก็มาเสริมทัพอีกคนสองพี่น้องก็ช่วยกันบริหารบริษัทก็จะก้าวไปข้างหน้ายืนหนึ่งในตลาดน้ำเมาบ้านเราได้เหมือนอย่างที่ลูกกับน้องๆทำได้” คุณย่ากุ้งสุดแสนจะภูมิใจในตัวลูกๆหลานๆที่ไม่ทำให้ผิดหวังจะมีแต่หลานชายคนเล็กเท่านั้นที่ผ่าเหล่าผ่ากอเจ้าชู้ตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มจนท่านกลัวว่าจะพลาดมีเหลนสายฟ้าแลบจริงๆ

“ครับคุณแม่ อ้อ แล้วที่คุณแม่บอกว่าจะให้หนูปูลมเข้าไปสอบเอ็นทรานซ์ล่ะครับ จะไปเมื่อไหร่ผมให้แม่บ้านจัดห้องไว้ให้แล้วครับ” วิกรมถามแม่เพราะท่านเปรยๆกับเขาและภรรยาไว้เมื่อมาหาท่านเดือนก่อน

“เห็นแม่ปูลมบอกว่าวันที่สิบเดือนหน้าน่ะลูก” 

“งั้นเดี๋ยวผมมารับหนูปูลมเองนะครับคุณแม่” วิกรมก็อดเป็นห่วงแม่ไม่ได้หากเทียนหอมเข้าไปเรียนที่กรุงเทพแล้วใครจะช่วยดูแลท่านเพราะเขาไว้ใจเด็กสาวแต่ก็เพื่ออนาคตของเทียนหอมเขาคงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลท่านอย่างใกล้ชิดซึ่งปกติท่านก็ไม่ชอบให้ใครมาดูอยู่แล้ว

“พ่อนาวิกให้คนทำความะอาดปรับปรุงเรือนขาวให้แม่หน่อยนะ ถ้าแม่ปูลมสอบติดแม่จะให้ไปอยู่บ้านหลังนั้น” คุณย่ากุ้งบอกลูกชายเพราะท่านรู้ว่าลูกสะใภ้คงไม่พอใจหากให้เทียนหอมไปอยู่บ้านเดียวกัน ท่านจึงตัดปัญหาให้หลานสาวไปอยู่เรือนขาวบ้านไม้หลังเล็กมีหนึ่งห้องนอนหนึ่งหนึ่งห้องน้ำหนึ่งห้องครัวหนึ่งห้องนั่งเล่นและคิดว่าเทียนหอมน่าจะชอบเพราะอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้มีต้นไม้น้อยใหญ่ปลูกรอบๆจึงร่มรื่นมีสระบัวขนาดสิบเมตรคูนสิบเมตรลึกประมาณหนึ่งเมตรอยู่หน้าบ้านเป็นชานเรือนยื่นออกไปในน้ำที่ท่านชอบนั่งเล่นนอนเล่นบางที่ก็ทำขนมจัดดอกไม้หรือทำกิจกรรมแก้เหงากับคนใช้ในบ้านซึ่งสามีของท่านสร้างให้ตามที่ท่านไปเห็นที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งแล้วอยากได้แบบนั้นสามีก็สร้างให้ภรรยาสุดที่รักทันทีและทั้งสองก็ชอบไปนอนบ้านหลังนี้จนกระทั่งสามีจากไป

“ครับคุณแม่” วิกรมรู้ดีว่าแม่หวงเรือนขาวเพราะบ้านหลังนั้นท่านสร้างไว้พักผ่อนและย้ายไปอยู่หลังพ่อของเขาจากไปก็ปิดไว้แล้วมาอยู่สัตหีบเวลาไปกรุงเทพท่านก็จะพักที่เรือนขาวตลอดและอยู่ห่างจากบ้านใหญ่แค่ห้าสิบเมตรมีต้นไม้สูงแค่เอวเป็นรั้วกั้นมีทางเดินผ่านสวนดอกไปไปคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านบนพื้นที่ห้าไร่กลางเมืองหลวง

“ยังไงแม่ฝากพ่อนาวิกดูแม่ปูลมด้วยนะลูก” คุณย่ากุ้งคุยกับลูกชายพักใหญ่ก็บอกให้ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนแล้วค่อยมารับประทานอาหารเย็นซึ่งวิกรมก็เลือกเดินไปนอนเล่นที่ศาลาริมชายหาดที่ตอนนี้แสงแดดอ่อนแรงลงมีลมทะเลพัดตลอดเวลา

เวลาผ่านเดือนกว่าไปก็ถึงเวลาที่เทียนหอมจะต้องไปสอบเอ็นทรานซ์ที่กรุงเทพก็ทำให้เด็กสาตื่นเต้นแม้จะเคยไปเป็นเพื่อนคุณย่างกุ้งบ่อยนั่นเพราะมีท่านไปด้วยจึงไม่ได้คิดอะไรแต่นี่เด็กสาวต้องไปคนเดียวจึงตื่นเต้นกังวลใจเพราะภรรยาเจ้าของบ้านไม่ชอบเธอส่วนลูกชายคนเล็กก็ดีกับเธอแต่ไม่ค่อยได้เจอส่วนมากเวลาไปกรุงเทพก็จะพักเรือนขาวกับคุณย่ากุ้งและครั้งนี้ท่านก็ให้เธอไปพักที่เรือนขาวเช่นเดิม

“จัดของเสร็จแล้วเหรอแม่ปูลม” 

“ค่ะคุณย่ากุ้ง ปูเอาไปแค่สี่ชุดและชุดนักเรียนหนึ่งชุดค่ะ” เทียนหอมตอบคุณย่ากุ้งเพราะสอบแค่วันเดียวต้องใส่ชุดนักเรียนไปสอบจึงเตรียมชุดเดินทางไปกลับและใส่อยู่บ้านไปแค่อย่างละสองชุดเท่านั้น

“งั้นไปได้แล้วลูก” คุณย่ากุ้งบอกเด็กสาวอย่างอ่อนโยน

“คุณย่ากุ้งดูแลตัวเองดีๆนะคะ ปูสอบเสร็จแล้วจะรีบกลับบ้านค่ะ” เทียนหอมกราบที่ตักของหญิงชราผู้ใจดีและผู้คนแถวนี้รักและเคารพเพราะท่านใจดีมีเมตตากับทุกคนที่เดือดร้อนหากช่วยได้ท่านก็ช่วยตามกำลังและจะสอนให้รู้จักทำมาหากินแนะนำอาชีพให้ยิ่งพวกภรรยานายทหารทั้งหลายก็จะมีอาชีพของตัวเองทั้งค้าขาย เปิดร้านทำผมและจิปาถะตามความถนัด

“พูดเยอะจริงๆเลยเด็กคนนี้ ย่ามีแม่แผ้ว แม่ตุ๊ก แม่สาลี่อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องห่วงหรอกตั้งใจสอบเพื่ออนาคตของตัวเองให้ได้ เดินทางปลอดภัยนะลูก” คุณย่ากุ้งบอกหลานสาวนอกไส้ยิ้มๆ

เทียนหอมกราบลาคุณย่ากุ้งอีกครั้งแล้ก็เดินไปที่รถตู้คันใหญ่ที่ท่านให้นายเฉลิมกับตุ๊กไปส่งหลานสาวที่กรุงเทพแล้วตีรถกลับมาสัตหีบเพราะลูกชายไปดูงานที่ประเทศกับพูชามารับเทียนหอมไม่ได้

“เป็นอะไรไปหึปูลม” ตุ๊กถามเด็กสาวที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กอย่างเอ็นดูเพราะเช่าบ้านอยู่ใกล้บ้านของคุณปรียากุล พอเลิกกับสามีทหารเธอก็ทำขนมขายเลี้ยงตัวเองกับลูกสาวจนกระทั่งคุณปรียากุลสร้างบ้านและอพาร์ทเมนท์ให้เช่าแล้วหาคนดูแลเธอจึงมาของานทำตามที่พ่อแม่ของเทียนหอมแนะนำตอนที่กำลังสร้างแล้วจักรีกับนัดดาก็เสียชีวิตไปก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป