บทที่ 6: แม่ใจร้าย พ่อเศร้า

ตอนกลางคืน ณ ตระกูลสุวรรณ

หลังอาหารค่ำ นัชญ์เข้าไปในห้องหนังสือ เมื่อมื้อค่ำที่แสนเงียบเหงาสิ้นสุดลง นัชญ์ก็ปลีกตัวเข้าไปในห้องหนังสือทันทีโดยไม่เอ่ยคำลา ทิ้งให้สองแม่ลูกจมอยู่กับความเงียบงันในห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง ท่ามกลางความกดดันที่ยังไม่ถูกสะสาง

“ลูกรัก แม่เห็นลูกเอาแต่เขี่ยข้าว ใจลอยไปไหนถึงไหนแล้ว เรื่องของลูกกับธนินท์ยังไม่มีความคืบหน้าอีกเหรอ?”

เมื่อได้ยินมณีผู้เป็นแม่เอ่ยถามขึ้นก่อน ปวีณาพรั่งพรูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาให้ผู้เป็นแม่ฟังอย่างละเอียด

“ว่าไงนะ! ดีไซเนอร์ค่าตัวแพงระยับที่เราทุ่มทุนจ้างมาคือสเตลล่า จิวเวลรี่เหรอ?” เมื่อมณีได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของปวีณา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปในทันที

นังเด็กแพศยานั่น! หลังจากสิ่งที่มันทำไว้เมื่อห้าปีก่อน มันยังกล้าเอาหน้าด้านๆ ของมันกลับมาเหยียบประเทศนี้อีกเหรอ? แถมยังกล้าเสนอหน้ามาปรากฏตัวต่อพวกเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น... มันจะหยามกันเกินไปแล้ว! แล้วยังจะบังเอิญเป็นสเตลล่า จิวเวลรี่อีก! เป็นคนสำคัญที่ธนินท์จ้างมาจากต่างประเทศเพื่อช่วยกอบกู้บริษัทให้ลูกสาวของเธอ

เรื่องราวในอดีต... เพราะความใจอ่อนของธีรพลแท้ๆ ที่ทำให้แผนการของฉันพังทลายไม่เป็นท่า ถ้ากานดานังแพศยานั่นรู้ความจริงของเรื่องเมื่อห้าปีก่อน แล้วปวีณาของแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ใช่แค่บริษัทจะต้องเปลี่ยนเจ้าของ แต่เราสองแม่ลูกคงถูกเตะกระเด็นออกจากตระกูลสุวรรณแน่ ๆ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เธอก็อดที่จะใจเสียไม่ได้

“วีณา ลูกคิดว่าธนินท์เขามีความคิดยังไง?” มณีรู้จักธนินท์ดี ตราบใดที่ธนินท์ไม่เปิดทาง นังกานดาก็ไม่มีวันได้เหยียบเข้าบริษัท

“แม่คะ พี่ธนินท์ดูจะทึ่งในฝีมือของนังนั่นมากจนหนูใจคอไม่ดี หนูเกรงว่า...”

มณีประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว หากนังกานดาไม่ก่อเรื่องงามหน้าจนคุณธนินท์เหม็นขี้หน้าละก็ การจะเขี่ยมันทิ้งคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ไม่นาน เธอก็คิดเรื่องหนึ่งได้

บางทีการผลักไสเฉย ๆ อาจยังไม่พอ

ต่อให้ครั้งนี้ไล่กานดาไปได้ แต่พวกเธอก็ไม่มีอำนาจพอที่จะทำให้เธอไม่สามารถกลับประเทศได้ตลอดชีวิต ตราบใดที่เธอยังอยู่ในประเทศ เธอกับลูกสาวก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข

แต่ถ้าให้เธอเข้าร่วมบริษัทบริลเลียนท์ ก็เต็มไปด้วยวิกฤต

ทว่าหากมองอีกมุม... แผนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว

อย่างน้อยมันก็อยู่ในสายตา มีความเคลื่อนไหวอะไรเธอก็จะรู้ได้ทันที และหาทางสกัดขาได้ทุกเมื่อ

ในเมื่อกานดาคือคนที่ธนินท์เชิญมาเพื่อกอบกู้บริษัทบริลเลียนท์ ถ้าอย่างนั้นตราบใดที่ภายใต้การนำของเธอแล้วบริษัทไม่มีอะไรดีขึ้น ยังคงเป็นเหมือนเดิม ต่อให้พวกเธอไม่ทำอะไรเลย ธนินท์ก็ไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่!

ค่าจ้างปีละหลายสิบล้าน แต่สุดท้ายกลับไม่มีผลงานอะไรเลย เธอต้องเจอดีแน่

แค่รอจังหวะให้คุณธนินท์เริ่มหมดความอดทน แล้วให้วีณาช่วยเป่าหูเพิ่มอีกแรง มันก็ต้องเผชิญหน้ากับโทสะของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คราวนี้อย่าว่าแต่ที่ยืนในบริษัทเลย แม้แต่แผ่นดินไทย... เธอก็จะทำให้มันไม่มีปัญญาได้เหยียบอีกต่อไป

ถ้ากานดามีความสามารถช่วยให้บริษัทบริลเลียนท์ฟื้นคืนชีพได้จริง ๆ ก็ไม่เป็นไร นั่นก็เป็นผลลัพธ์ที่พวกเธอต้องการอยู่แล้ว

สุดท้ายผลประโยชน์ของบริษัทก็จะตกอยู่ในมือของพวกเธออย่างราบรื่น

ไว้ถึงเวลานั้น... ค่อยหาวิธีเตะเธอมันออกจากเกมก็ยังไม่สาย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของมณีก็มีแผนการแล้ว “ฟังแม่นะลูกรัก... นังกานดามันจะอยู่หรือจะไป เราก็เป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง เธออยู่ เราก็แค่ส่งคนของเราไปจับตาดูมันไว้ทุกฝีก้าว อีกอย่าง ถ้ามันสามารถกอบกู้บริษัทได้จริง ๆ เราก็นั่งรอรับผลประโยชน์ ถ้ามันทำให้บริษัทฟื้นไม่ได้ รับเงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่มีผลงานอะไรเลย ลูกคิดว่าธนินท์จะปล่อยมันไปเหรอ?”

ปวีณาฟังแม่พูดอย่างมีเหตุมีผล ในใจก็เริ่มลังเลขึ้นมา

ครู่ต่อมา ถึงได้เอ่ยออกมาอย่างเขินอาย

“แต่แม่คะ... วีณาแค่กลัวว่านังนั่นมันจะมาแย่งพี่ธนินท์ไปจากหนู”

มณีอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ยัยโง่เอ๊ย ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?”

ปวีณาไม่เข้าใจ

“บริษัทบริลเลียนท์ในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งที่เน่าเสียและไร้ซึ่งชีวิตชีวา ทุกอย่างหยุดนิ่งจนรอวันตาย แต่หทัยทิพย์ไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ เธอปรารถนาที่จะเป็นกระแสน้ำใหม่เพื่อกอบกู้และปลุกวิญญาณให้บริษัทกลับมาผงาดได้อีกครั้ง การปฏิรูปครั้งใหญ่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องที่ต้องจัดการและคนที่ต้องไปขัดแข้งขัดขาก็ต้องมีไม่น้อย ลูกก็ฉวยโอกาสสาดโคลนใส่เธอ ไม่ต้องถึงกับไล่ออก แค่ทำให้ธนินท์รู้สึกรังเกียจเธอขึ้นมา ถึงตอนนั้นต่อให้มันเดินเสนอหน้าอยู่ในออฟฟิศ เขาก็คงไม่ชายตาแล... แบบนี้ลูกยังต้องกังวลอะไรอีก?”

ปวีณายิ่งฟังก็ยิ่งเห็นด้วย ปัญหาที่คอยกวนใจเธอมาตลอดในที่สุดก็ถูกแก้ไข

ปวีณาโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ด้วยความดีใจ

“คุณแม่เก่งที่สุดเลยค่ะ วีณารักคุณแม่ที่สุดเลย”

“ลูกคนนี้นี่” มณีลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู “จริงสิ แล้วเรื่องหัวใจของลูกกับคุณธนินท์ล่ะ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”

พอถูกสะกิดถามเรื่องนี้ ปวีณาก็หน้าสลดลงทันทีพลางส่ายหน้าแทนคำตอบว่าไม่มีอะไรคืบหน้าเลยสักนิด

“แม่คะ ช่วยหนูคิดหน่อยสิคะ”

“ลูกโง่เอ๊ย เขาว่ากันว่าผู้ชายจีบผู้หญิงน่ะยากเย็นเหมือนปีนเขา แต่ผู้หญิงจีบผู้ชายมันง่ายเหมือนมีแค่กระดาษแผ่นเดียวคั่นไว้ โดยเฉพาะผู้ชายบนเตียงน่ะหูเบาจะตายไป ลูกก็แค่หาจังหวะรวบหัวรวบหางให้เขาตกเป็นของลูกซะก็สิ้นเรื่อง”

“แต่พี่ธนินท์ดูเหมือนจะไม่สนใจร่างกายของหนูเลย แม้แต่ปลายเล็บเขาก็ไม่ยอมแตะ”

“เขาไม่เริ่ม ลูกก็ต้องเป็นฝ่ายรุกสิ ปกติเขาอาจจะอดทนได้ แต่ถ้าลูกปลุกเร้าอารมณ์เขาขึ้นมาแล้ว เขาจะยังทนไหวอีกเหรอ?”

ปวีณาได้ฟังคำพูดอันกล้าหาญของมณีก็หน้าแดงขึ้นมาทันที เอ่ยอย่างอิดออดว่า "แต่ถ้าเกิดพี่ธนินท์จับได้ขึ้นมา มันจะไม่..."

“จับได้แล้วจะทำไม? ในเมื่อลูกรักเขา การทำทุกทางเพื่อให้ได้ครอบครองมันผิดตรงไหน? อีกอย่างเมื่อห้าปีก่อนก็เป็นเขาเองไม่ใช่เหรอที่เมาแล้วทำเรื่องไม่ดี ตอนนี้จะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกสักครั้งจะเป็นไรไป?”

ปวีณาพยักหน้าอย่างว่าง่าย ในใจของเธอมีแผนการแล้ว

ณ คฤหาสน์ธาดาวรวงศ์

ธนินท์ยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าประตูห้องของคุณปู่

เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าเคาะประตูห้องทำงานเบาๆ และเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจตอบกลับมาว่า "เข้ามา" เขาจึงค่อยๆ ผลักบานประตูเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว

ภายในห้อง ชายผมขาวหงอกคนหนึ่งยืนตัวตรงสง่าอยู่หน้ากรอบรูป ชุดทหารบนร่างของเขา ผ่านกาลเวลาและการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน จนแนบสนิทกับร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ เสื้อตัวนี้ซีดลงเล็กน้อยจากการซักล้างของกาลเวลา แต่ยังคงแผ่กลิ่นอายของความทรหดอดทน

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาก็ค่อย ๆ หันกลับมามองธนินท์ แววตาที่สงบนิ่งของเขาเจือปนด้วยความเศร้าสร้อย และเหรียญตราที่ประดับอยู่เต็มอก ก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในอดีตอันน่าตื่นเต้นอย่างเงียบงัน เหรียญตราแต่ละอันเปรียบเสมือนพยานแห่งประวัติศาสตร์ แบกรับไว้ทั้งเกียรติยศที่สูงส่งและความโรยราที่มาพร้อมกับกาลเวลา

“คุณปู่ครับ”

“ได้ข่าวว่ากานดากลับมาแล้วเหรอ?”

ธนินท์พยักหน้า

“มานี่สิ... มาดูคนในรูปนี้กับปู่หน่อย”

ธนินท์รู้ดีว่าคนในรูปคือสมชาย คุณปู่ของกานดา เขาเป็นสหายร่วมรบเก่าของคุณปู่ประยุทธ์

เขาจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วเดินไปยืนข้างคุณปู่ประยุทธ์ พลางทอดสายตามองรูปถ่ายใบนั้น

รูปร่างสูงโปร่งของเขาสูงกว่าคุณปู่หนึ่งศีรษะ ทว่ากลิ่นอายอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างชรา กลับทำให้เขารู้สึกยำเกรงอย่างบอกไม่ถูก

“ครอบครัวของสมชายเป็นคนดี มีพื้นเพใสสะอาด กานดาเป็นเด็กที่ปู่เห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต ปู่ไม่เชื่อว่าเธอจะทำเรื่องแบบนั้นได้”

“แต่ความจริงมันเกิดขึ้นแล้วครับ” ธนินท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

เมื่อห้าปีก่อนก็เป็นผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนี่แหละที่พยายามจับคู่ให้พวกเขา ตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจกานดาอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องไร้สาระแบบนั้นที่เกิดขึ้น

“เกิดขึ้นแล้ว? แกเห็นกับตาตัวเองรึไง?” เสียงของคุณปู่ประยุทธ์เข้มขึ้นเล็กน้อย “เรื่องที่ไม่มีหลักฐาน ก็อย่าเพิ่งรีบสรุปใจความนัก เดี๋ยวจะโดนคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือเอาได้”

คุณปู่ประยุทธ์พูดกับธนินท์ด้วยน้ำเสียงของผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน “กานดาน่ะเป็นเด็กดี เป็นหลานสะใภ้ที่ปู่เลือกไว้ให้แกตั้งแต่เด็ก ๆ เธอเป็นหลานสาวของสมชาย ปู่รู้จักเพื่อนคนนี้ดีว่าเขาอบรมลูกหลานมายังไง!”

“คุณปู่ครับ คุณงามความดีของคุณปู่สมชายกับพฤติกรรมของหลานสาวมันเป็นคนละเรื่องกันนะครับ” ธนินท์แย้งขึ้น ปกติเขาไม่เคยขัดใจคุณปู่ แต่เขาได้ยินความนัยที่แตกต่างออกไปจากคำพูดของคุณปู่อย่างชัดเจน จึงรีบขัดขึ้น

ทว่า... มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

พูดให้ถูกก็คือ คุณปู่ประยุทธ์ไม่สนใจเลยว่าเขาจะคิดอย่างไร ท่านพูดต่อด้วยตัวเองว่า “ธนินท์ กานดาน่ะเป็นเด็กดี ปู่ให้เวลาแกหนึ่งเดือน ไปทำให้หนูแกยอมใจอ่อนกลับมาหาแกให้ได้”

ธนินท์ส่ายหน้าปฏิเสธ มันเป็นไปไม่ได้ เขาไม่ได้ชอบเธอเลยด้วยซ้ำ เพิ่งจะเจอกันไม่กี่ครั้ง ความประทับใจที่เธอทิ้งไว้ให้เขาก็แย่มาก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื้อฉาวน่ารังเกียจที่เธอสร้างไว้เมื่อตอนนั้น ซึ่งเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาหาคำตอบด้วยว่าต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร

คุณปู่ประยุทธ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองรูปถ่ายคู่ใบสุดท้ายของท่านกับสมชาย แล้วยื่นมือมาตบไหล่ธนินท์เบา ๆ

“ปู่มันไม้ใกล้ฝั่งแล้วธนินท์... ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ปู่ก็แค่อยากเห็นแกเป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ถ้าเป็นไปได้ ปู่ก็อยากจะมีวาสนาได้อุ้มเหลนก่อนตาย”

“คุณปู่ครับ ผม...”

มีหรือที่คนฉลาดอย่างธนินท์จะอ่านความนัยของคุณปู่ไม่ออก ใจหนึ่งเขาก็อยากจะค้านหัวชนฝา มีคำพูดมากมายอยากจะเอ่ย แต่เมื่อมองเห็นแววตาที่เศร้าสร้อยของคุณปู่ ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน

“ก็ได้ครับคุณปู่... ผมจะยอมให้โอกาสเธอพิสูจน์ตัวเองดูสักครั้ง...”

“จริงเหรอ?”

แววตาของคุณปู่ประยุทธ์เป็นประกายขึ้นมาทันที

“แต่มีข้อแม้ว่าผมจะให้เวลาแค่เดือนเดียวเท่านั้น หากครบกำหนดแล้วเรายังเข้ากันไม่ได้ คุณปู่ต้องสัญญาว่าจะไม่บังคับฝืนใจผมเรื่องนี้อีก”

“ตกลงตามนั้น! ปู่มั่นใจว่าหนูกานดาจะต้องทำให้แกเปลี่ยนใจได้แน่นอน!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป