บทที่ 5 EP 2/1 หัวใจมันสั่น
[----------]
[2]
หัวใจมันสั่น
[----------]
บริษัทเทพมณี กาญจนบุรี
“ขอบคุณค่ะท่านฮัสเซ็น ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ”
ชมจันทร์เอ่ยกับคู่ค้าคนสำคัญด้วยความนอบน้อม ท่านฮัสเซ็นเป็นผู้ใหญ่ใจดีทีเดียว ท่านเป็นกันเองกับทีมงานไม่ถือตัวทั้งที่เป็นพระญาติกับองค์ราชาแห่งซาเนีย
“เช่นกันครับหนูจันทร์ ในเมื่อ เทพมณี มีเพชรพลอยดีๆ หายาก ก็มีแต่คนอยากร่วมเป็นคู่ค้า ผมดีใจเสียอีกที่ได้อัญมณีดีๆ มาทำเครื่องประดับ”
ท่านฮัสเซ็น บุรุษร่างท้วมใบหน้าคมเข้มบ่งบอกสัญชาติ เอ่ยกับหญิงสาวคราวลูกที่ท่านนึกเอ็นดูตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า อาจเป็นเพราะท่านชอบผู้หญิงไทยกระมังเลยสนิทกับหญิงสาวได้ง่าย อีกทั้งภรรยาของท่านก็เป็นชาวไทย
“เอ่อ มัวแต่ขอบคุณกันไปขอบคุณกันมา ผมว่าเชิญที่รถเลยดีกว่าครับ ทางเราเตรียมอาหารไทยไว้ต้อนรับท่านที่โรงแรมใกล้ๆ นี่เอง เชิญครับ”
ทัศเทพผายมือให้คู่ค้าคนสำคัญ ท่านเดินนำหน้าไปพร้อมกับหน่วยอารักขาอีกเป็นขบวนตามแบบฉบับของบุรุษผู้มีอำนาจแถบตะวันออกกลาง เขาหันมาจิกกัดแม่เลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอาหารกลางวัน เพื่อเรียกน้ำย่อย
“หนูจันทร์อย่างนั้น หนูจันทร์อย่างนี้ ถามจริงๆ เถอะคุณแม่เลี้ยง เป็นลูกเต้าเหล่ากอเขาหรือไงถึงได้สนิทสนมขนาดเรียกชื่อเล่นกันห๊ะ”
ทัศเทพพาลประชด หนูจันทร์ ของลูกค้ารายใหญ่
“อะไรล่ะคุณเทพ อย่ามาหาเรื่องนะ แทนที่จะขอบคุณที่ฉันช่วยเทพมณีของคุณให้ได้งาน แต่กลับมาแขวะฉันได้ ประสาทเหรอ? รู้อย่างนี้ให้เขาไปซื้อเพชรพลอยของเฮียเมฆดีไหม”
“ถ้าอยากอดตายก็เอาสิ” เขาท้าทาย
“ไม่มีทาง เพราะถ้าฉันไม่มีบ้านอยู่ ฉันก็จะไปอยู่กับเฮียเมฆ”
“ใช่เรื่อง! เป็นญาติมันหรือไง!?” เขาชักฉุนขึ้นมาดื้อๆ เมื่อหล่อนหยิบยกเอาชื่อเพื่อนเขามากล่าวอ้างทั้งที่มันก็แต่งงานมีเมียไปแล้ว
“ไม่เป็นก็เหมือนเป็นละน่า คนเขานับถือกันมาหลายปีดีดัก เฮียเมฆดีแสนดี ทั้งหล่อ ทั้งรวย เป็นสุภาพบุรุษไม่เหมือนคุณ!” ประชดพลางปรายตาจิกลูกเลี้ยงจอมหื่น ก็เขามันหื่นจริงๆ นี่นา
ทัศเทพคิดว่าหากหัวเขาเป็นลูกแตงโมคงถูกสายตาของเจ้าหล่อนจิกกัดจนเว้าแหว่งหาดีไม่ได้
“ก็ดี! เพราะถ้าเป็นสุภาพบุรุษแล้วมันจูบเธอไม่ได้ ฉันก็ไม่อยากเป็น มานี่!” ว่าแล้วก็ลากร่างบอบบางเข้าบังหลังเสาต้นใหญ่ภายในลานจอดรถ ชมจันทร์อยากร้องดังๆ ให้ท่านฮัสเซ็นช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทัน ท่านขึ้นรถไปแล้ว
“นี่! ปล่อยฉันนะ เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่แล้วนะคุณเทพ เมื่อก่อนแค่ที่บ้าน เดี๋ยวนี้ลามมาถึงที่ทำงาน คอยดูนะถ้าฉันทนไม่ไหวขึ้นมาละก็...”
“ก็อะไรครับคุณแม่เลี้ยง”
เขาถามเสียงยั่วเย้า กระแซะแผงอกล่ำๆ เข้ากับเนินอกอิ่มจนมันบดเบียดเสียดสีผ่านใยผ้า ให้ตายเถอะ นี่มันลานจอดรถ!
“ฉันก็จะหนีกลับบ้านน่ะสิ” ชมจันทร์ตอกกลับไม่ทันคิด จึงเท่ากับว่ากระโจนลงหลุมพรางที่ทัศเทพขุดล่อไว้เต็มๆ
“งั้นเหรอ ถ้าอยากโดนขายทอดตลาดอีกรอบก็เอาสิ คราวนี้ไม่มีเสี่ยใจดีเหมือนเตี่ยฉันมาติดกับหรอกนะ เพราะเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงฉัน เอาสิชมจันทร์ กลับไปให้พ่อแม่ผู้แสนดีจับเธอใส่ตะกร้าล้างน้ำแล้วขายทอดตลาดอีกรอบ คงได้ราคาเพิ่มละมั้ง เอาเลยสิ กลับไปเลยถ้าเธอกล้า!”
เขาท้าทายทับถม รู้อยู่แก่ใจว่าหากหล่อนไปจริงๆ สิ่งที่เขากล่าวหามันย่อมเกิดขึ้น แต่เขามั่นใจ หล่อนไม่มีทางกลับไปแน่นอน
“ต้องการอะไรคุณเทพ บอกมาแค่คำเดียวแล้วปล่อยฉัน หน้าต่างมีหูประตูมีตาเดี๋ยวได้เป็นขี้ปากพนักงานสนุกกันล่ะ”
หญิงสาวยอมอ่อนข้อเมื่อสิ่งที่เขากล่าวหาเธอไม่ปรารถนาจะพานพบ
“อืม...ว่าง่ายๆ อย่างนี้ค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย”
หมับ!
“คุณเทพ! เอามือออกจาก ก้น ฉันเดี๋ยวนี้” เธอคำรามลอดไรฟันเมื่อมืออุ่นของเขาวางอยู่บนบั้นท้ายเธอ แถมยังบีบหนักๆ ราวกับต้องการลงโทษอีกด้วย
“ไม่มีทาง นอกจาก...จูบเดียวครับคุณแม่เลี้ยง ลูกเลี้ยงโหยหาอย่างแรง พอไม่ได้จูบคุณแม่เลี้ยงเกินสามชั่วโมงแล้วมันจะลงแดงตาย”
ลูกเลี้ยงตอบหน้าทะเล้น แต่แววตาจริงจัง
“ฝันไปเถอะ!” ตะคอกกลับเสียงขุ่น ใบหน้างามบูดบึ้งไม่พอใจ เธอไม่ใช่คนรักเขานะ ไม่ใช่นางบำเรอด้วย เธอเป็นแม่เลี้ยง!
“แน่ใจเหรอ ถ้าเธอไม่ จูบ ฉันจะเปลี่ยนไป ดูดนมจากเต้า แทนนะ แบบว่าเมื่อเช้าลูกเลี้ยงไม่ได้ดื่มนม สมองไม่แล่นเท่าไหร่เลยครับคุณแม่เลี้ยง หึๆๆ”
“คุณเทพ! คุณนี่มันเหลือเกินจริงๆ ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ!”
“แล้วยังไงล่ะ?” เขาย้อน
“ก็ยื่นปากมาสิ!”
ชมจันทร์สวนกลับเลยได้รับริมฝีปากร้อนๆ บดขยี้ริมฝีปากนุ่มนิ่มลงมาเต็มรัก
“คุณ...เทพ ปล่อย...”
เสียงประท้วงขาดเป็นห้วงๆ เมื่อเขาไม่ยอมปล่อยโพรงปากอันหวานหอมให้เป็นอิสระ
