บทที่ 2 “เราเลิกกันเถอะ”

     “เราเลิกกันเถอะ”

        “...”

        มีเพียงความเงียบที่โรยตัวเข้ามาแทนที่ แทรกด้วยเสียงลมหายใจเล็กน้อยของชายหญิงสองคนที่ยืนมองหน้ากัน ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออก มีแต่แววตาสั่นไหวของทั้งสองที่จ้องมองอีกฝ่าย

        “เราขอโทษนะภูมิ”

        ภาพพิมพ์เค้นคำขอโทษออกมาผ่านก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ พร้อมจะหมุนตัวเดินออกห่าง ทว่ามือหนาของชายหนุ่มกลับรั้งเธอไว้ แต่มันไม่เพียงเท่านั้น เขาสวมกอดเธอจากด้านหลัง หยาดน้ำตาของลูกผู้ชายร่วงเผาะลงบนไหล่งาม

        “พิมพ์ไม่รักภูมิแล้วเหรอ ...”

        ชายหนุ่มเปล่งด้วยเสียงสะอื้น ทำเอาภาพพิมพ์เจ็บจุกกลางใจ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามเก็บซ่อนอาการไว้ และบอกตัวเองว่าที่ทำลงไปวันนี้มันดีต่อเราทั้งสองที่สุดแล้ว

        ‘แกต้องแต่งงานกับคิมหันต์ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจบเห่แน่’

        เสียงของบิดายังแจ่มชัดในห้วงคำนึง แม้เธอจะปฏิเสธการคลุมถุงชนครั้งนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไร้ผล เพราะที่ดินผืนงาม มรดกชิ้นสำคัญของตระกูลตั้งวัฒนาได้กลายเป็นสิ่งค้ำประกันไปเสียแล้ว

        ‘พิมพ์ไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก ทำไมพ่อไม่ขายที่ดินผืนนั้นแล้วเอาเงินมาหมุนซะล่ะ!!’

        ‘แกนี่มันไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆ’ สุชาติส่ายหน้าอย่างหน่ายใจ ก่อนจะไขข้อข้องใจให้ลูกสาวต่อ ‘เอาเป็นว่าเราจะได้กลับมามากกว่าที่มันให้ยืมหลายเท่าแล้วกัน’

        ‘ผลประโยชน์สินะ!!’ ภาพพิมพ์ตวาดบิดาเสียงลั่น ทั้งโมโหและหงุดหงิดใจที่จู่ ๆ กลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งในหมากธุรกิจของพ่อกับเพื่อนชาย

        ‘เอาน่า! ทำตามที่พ่อบอก แล้วไปเลิกกับไอ้ภูมิซะ คนอย่างพิมพ์ไม่คู่ควรกับมัน’

        ‘หึ!’ หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก พลางเหยียดยิ้มหยัน ‘ไม่คู่ควรเพราะภูมิไม่ได้รวยเหมือนไอ้ตระกูลนั้นใช่ไหมคะ’

        ‘ไอ้พิมพ์!’ สุชาติค้อนขวับ ก่อนก้าวเท้าเดินออกจากบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง ปล่อยให้เธอเผชิญกับปัญหาใหม่ที่ทำให้หนักใจเพียงลำพัง

        กว่าสองสัปดาห์ที่เธอเตรียมตัวมาบอกลาทั้งที่ยังรัก และต้องเผชิญกับปัญหาที่สุชาติซุกไว้ใต้พรมอย่างเรื่องที่บริษัทกำลังจะล้มละลาย เป็นเหตุให้ต้องยืมมือนพพลเข้ามาช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ว่าช่วยกันอีท่าไหน ทำไมที่ดินมรดกและตัวเธอต้องกลายเป็นคนของตระกูลภูสิทธิ์อุดมในอีกสองเดือนข้างหน้า

        “เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ ... ภูมิ ปล่อยพิมพ์ไปเถอะนะ” คำตอบของเธอฟังดูคล้ายนางเอกละครหลังข่าว แต่พอเจอเข้ากับตัวเองถึงได้รู้ว่าการบอกลา ทั้งที่ใจยังรักอยู่เต็มอกนั่นมันยากยิ่งกว่าอะไร

        เธอไม่อาจบอกความจริงกับภาคภูมิได้ เพราะรู้นิสัยแฟนหนุ่มดี เธอไม่อยากให้เขาเสียเวลา ไม่อยากให้เขาเฝ้ารอ อย่างน้อยก็อยากให้เขาได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยที่ไม่มีเธออีกแล้ว

        หญิงสาวพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการที่เขารั้งไว้ด้วยสองแขนแกร่ง จนในที่สุดเธอก็เป็นอิสระ สองเท้าเรียวก้าวเท้ายาว ๆ พยายามบอกตัวเองว่าอย่าหันมองกลับไป

        “พิมพ์!”

        เสียงภาคภูมิยังคงเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกน้ำตาหญิงสาวให้ไหลลงอาบแก้มเนียน พร้อมกับคำพูดที่ปลอบประโลมตัวเองว่า

        แบบนี้น่ะดีที่สุดแล้ว ...

ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน ภายในบ้านหลังใหญ่ของตระกูลตั้งวัฒนา ครอบครัวของเธอประกอบธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูปยาวนานมากว่าสี่สิบปี เป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ที่ใครต่างพากันเฝ้ารอ แต่แล้วทุกอย่างมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

        ภาพพิมพ์โตมาพร้อมกับคำสั่งของสุชาติ และคำอ้อนวอนจากภัสรา พวกเขาต่างคาดหวังให้ลูกสาวเพียงคนเดียวสืบทอดกิจการ บริหารบริษัทต่อไป กำหนดกรอบการใช้ชีวิตเด็กสาวไปทีละนิด จนไร้อิสระในการคิด ตัดสินใจ หล่อหลอมจนเป็นภาพพิมพ์ในทุกวันนี้

        “พิมพ์ แม่ขอเข้าไปหน่อย”

        เสียงภัสราดังก้องมาจากอีกฟากของประตู ดึงสติหญิงสาวให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ก่อนที่เธอจะตะโกนตอบกลับไป

        ไม่ช้า ร่างเล็กของมารดาเดินเท้าเข้ามาด้วยรอยยิ้ม มือของแม่ถือโกโก้ร้อน เครื่องดื่มสุดโปรดของลูกสาวมาเสิร์ฟให้ถึงในห้องนอน

        “เป็นไงบ้างลูก เห็นพ่อบอกว่าพิมพ์คุยกับภูมิแล้ว”

        เสียงอ่อนโยนของมารดากลับกลายเป็นมีดกรีดแทงใจ ก่อนที่ภาพพิมพ์จะหันมาสบตาช้า ๆ แววตาของมารดาเปล่งประกายระยับ แต่ทว่าแววตาของเธอกลับเศร้าหมองระคนความเจ็บปวดที่ปิดไว้ไม่มิด

        “ค่ะ ก็ไปบอกเลิกแบบที่พ่อกับแม่ต้องการแล้วไงคะ”

        “พิมพ์ ...” ภัสราเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ลูกสาวอีกก้าว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น “คิดเสียว่าทำเพื่อครอบครัวนะลูกนะ ลูกก็รู้นี่ว่าพ่อรักบริษัทนี้ขนาดไหน แล้ว—”

        “แล้วลูกก็น่าจะรู้นี่ว่าเงินที่เลี้ยงดูหนูมาได้ เป็นเงินจากบริษัทนั่น!!”

        ภาพพิมพ์รู้ว่าแม่จะพูดอะไรต่อ เพราะไอ้ประโยคนี้กรอกหูเธอมาตั้งแต่เล็กจนโต บีบบังคับให้เธอต้องเดินตามเส้นที่ผู้เป็นพ่อได้ขีดไว้ ไม่ว่าจะความฝัน หรือความชอบใด ๆ เธอก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันเลยสักครั้งหนึ่ง

        เธออยากเรียนศิลปะ อยากทำงานศิลป์ สุดท้ายก็ต้องมาจบที่บริหาร อยากเล่นแบดมินตันก็ถูกบังคับให้ตีกอล์ฟ เพื่อให้เข้าสังคมได้ เธอยอมทำทุกอย่างก็เพราะไอ้คำว่า ‘เพื่อครอบครัว’ ทั้งนั้น

        “สุดท้ายแล้วพ่อกับแม่ก็แค่อยากให้พิมพ์ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ” ภาพพิมพ์แสยะยิ้ม กลืนก้อนสะอื้นและคุมเสียงไม่ให้สั่นจนเกินไป ใครจะรู้ว่าเธอเจ็บปวดขนาดไหนที่ต้องสะบั้นรักกับแฟนหนุ่มที่แสนดีคนนั้น “ไม่เป็นไรค่ะ! พิมพ์จะทำให้ แต่ก็ตามที่เราเคยตกลงกันไว้ ทันทีที่พิมพ์แต่งงานไปแล้ว พ่อกับแม่จะไม่มีสิทธิ์อะไรในชีวิตของพิมพ์อีก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป