บทที่ 3 คิมหันต์ ภูสิทธิ์อุดม
เธอยื่นคำขาดไปแล้วในวันก่อน แผดเสียงดังลั่นบ้าน และยืนหลั่งน้ำตาต่อหน้าบิดามารดา หากเธอทำตามคำขอสุดท้ายนี้ได้เมื่อไร ชีวิตของเธอจะต้องเป็นอิสระทันที จะไม่ทำเพื่อใครอีกแล้ว นอกจากความสุขของตัวเอง
และวันนั้นสุชาติก็พยักหน้า ตกปากรับคำอย่างดี ส่วนภัสราเธอก็เออออตามสามีเช่นเคย
“แม่ออกไปก่อนเถอะค่ะ พิมพ์อยากอยู่คนเดียว” ดวงตาคู่นั้นสบมองใบหน้าของหญิงชราที่เฝ้าเลี้ยงดูเธอมาแต่ยังเล็ก ทว่าแม่ไม่เคยปกป้อง ค้านคำสั่งพ่อ หรือแม้แต่ยืนหยัดเคียงข้างเธอเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่ภัสราก็รู้ว่าเธอน่ะรักภาคภูมิแค่ไหน และก็รู้ดีว่าภาคภูมิเป็นคนดีขนาดไหน แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมเพื่อเงินก้อนโตที่หยิบยืมมาหมุนบริษัทนั่น เท่านั้น!
ภัสราเดินออกไปแล้ว ภายในห้องนอนนี้กลับมาเป็นของเธอเพียงคนเดียวอีกครั้ง ภาพพิมพ์ปรายตามองโกโก้ร้อนที่มารดาชงมาให้ แต่ไม่ได้อยากรู้สึกกระเดือกมันลงลำคอไปเลยแม้แต่อึกเดียว
เหมือนแม่จะเป็นห่วง เหมือนแม่จะรักและเฝ้าทะนุถนอม แต่มันก็แค่เหมือน เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ และเอาตัวรอดกันทั้งนั้น โดยมีเธอเป็นเบี้ยอีกเช่นเคย
เสียงถอนหายใจของภาพพิมพ์ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่มืองามคู่นั้นจะคว้าแล็ปท็อป สืบค้นข้อมูลของว่าที่สามี เพียงแค่อยากเห็นใบหน้า รูปร่าง รอยยิ้ม แววตา และอยากรู้ข้อมูลของเขาให้มากที่สุด ก่อนที่จะไปพบหน้ากันครั้งแรกในอีกสามวัน
คิมหันต์ ภูสิทธิ์อุดม
เสียงคีย์บอร์ดดังขึ้นเป็นจังหวะตามที่นิ้วงามเคาะมันลงไป ดวงตาคู่สวยจับจ้องเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังแสดงข้อมูลมากมายบนเว็บเสิร์ชเอนจิน
ข่าวของคิมหันต์แสดงเต็มหน้าจอ เขามีบทบาทอยู่ในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นข่าวธุรกิจ ข่าวเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ข่าวฉาวซุบซิบก็มีให้เห็นไม่เว้นในแต่ละเดือน
“นี่ฉันต้องแต่งงานกับคนแบบนี้เหรอ!”
ภาพพิมพ์อุทานเบา ๆ คลิกเมาส์เข้าไปที่ข่าวฉาวล่าสุดเมื่อเดือนก่อน เธอไล่สายตาอ่านทีละตัวอักษรก็พอจับใจความได้ว่า คิมหันต์น่ะเป็นคาสโนว่าตัวพ่อที่ควงสาวไม่ซ้ำหน้าเลยสักคน
ดวงตากลมโตเบิกมองแต่ตัวอักษรมากมายบนเนื้อหาข่าวฉาว และภาพของคาสโนว่าตัวพ่อที่กำลังฉีกยิ้มกว้างท่ามกลางสาวสวยอีกหลายคน
แค่เห็นหน้าก็ไม่รู้สึกว่าถูกชะตาเสียแล้ว อีกทั้งภาพลักษณ์ของเขาก็เหมาะสมกับคำว่าคาสโนว่าตัวพ่ออย่างแจ่มแจ้ง แค่ลองจินตนาการตามว่าเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนแบบนี้ เดิมทีที่ทุกข์ใจอยู่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทุกข์ไปได้ขนาดไหนอีก
นิ้วเรียวยังคงจิ้มข่าวสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเขา และ เกรท คอร์ปอเรชั่น หรือที่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นธุรกิจของตระกูลภูสิทธิ์อุดม ตระกูลค้าน้ำมันรายใหญ่ มูลค่าทรัพย์สินหมื่นล้าน ที่มีสาขาทั่วไทยมากกว่าสองพันสาขา
เธอพยายามไล่อ่านทุกข่าวที่เกี่ยวกับตัวชายคนนั้น รวมถึงข่าวคราวในแวดวงธุรกิจของเกรท คอร์ปอเรชั่น แต่มันก็ยังไม่หายคาใจ
เธออยากรู้ข่าววงใน อยากรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตระกูลนี้ โดยเฉพาะข้อมูลของชายที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวของเธอในอีกสองเดือนข้างหน้า
สายตาละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ครู่หนึ่ง มือที่จับเมาส์ไว้นานนับชั่วโมงเลื่อนไปคว้าสมาร์ทโฟนราคาครึ่งแสน ต่อสายหาเพื่อนสนิทที่ทำงานอยู่ในวงการนักข่าวมานานกว่าหกปี
[ฮัลโหล พิมพ์]
“ดาว ยุ่งอยู่หรือเปล่า”
[คุยได้ มีอะไร]
นับดาว เพื่อนสาวที่เรียนด้วยกันสมัยอยู่มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นเพื่อนต่างคณะแต่พวกเธอก็รัก และสนิทกันมาก มากพอที่จะไว้เนื้อเชื่อใจเล่าเรื่องราวอันแสนอัปยศในชีวิตของเธอให้นับดาวฟัง
[โห ... อีกแล้วเหรอวะ]
นับดาวรู้ดีว่าชีวิตของภาพพิมพ์ต้องเดินตามเส้นทางที่บิดาขีดเขียน แต่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงจนถึงการคลุมถุงชนที่ปัจจุบันมันแทบไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว
“ฉันอยากรู้จักคิมหันต์ให้มากกว่านี้ แกมีข้อมูลวงในอะไรไหม”
[ไอ้มีมันก็มี แต่ถูกปิดปากไม่ให้เล่นข่าวอะดิ]
“สัญญาว่าจะไม่บอกใคร ฉันแค่อยากรู้จักว่าที่สามีฉันก็เท่านั้น”
เสียงถอนหายใจยาวของนับดาวดังขึ้น ก่อนตามด้วยเสียงฝีเท้าของเธอที่ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับว่ากำลังเปลี่ยนสถานที่ในการพูดคุยความลับครั้งนี้
ไม่นานเกินรอ นับดาวก็เริ่มเล่าประวัติของคิมหันต์ ลูกชายคนโตของภูสิทธิ์อุดม ผู้ที่ถูกวางตัวไว้ให้เป็นประธานบริษัทต่อจากพ่อของเขา
[คิมหันต์น่ะ เป็นคนเจ้าชู้มาก ควงสาวไม่ซ้ำหน้า ไม่ชอบการผูกมัด หน้าสื่อเห็นยิ้ม ๆ แบบนั้น แต่นิสัยจริง ๆ โคตรแย่]
เธอยังเล่าต่อว่าคิมหันต์ก็เหมือนลูกคนรวยทั่วไปที่พ่อแม่เลี้ยงตามอกตามใจ จนมีสันดานไม่ค่อยดีนัก เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็จะต้องได้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของเกศรา
[ป้าเกศนี่แกเด็ดนะ หน้าสื่อดูยิ้ม ๆ ดูไม่มีอำนาจ แต่คุมได้ยันผัวเลยจะบอกให้]
ตัวร้ายจริง ๆ กลับไม่ใช่นพพล ประธานบริษัทคนปัจจุบัน หรือคิมหันต์คาสโนว่าตัวพ่อ แต่กลับกลายเป็นเกศรา ที่ออกงานสังคมไม่เว้นวัน เบื้องหน้าเธอสร้างภาพเป็นหญิงชราใจดี แต่เบื้องลึกเธอคือคนจัดระเบียบชีวิตของทุกคนในภูสิทธิ์อุดม
[บอกเลยว่าแกได้แม่ผัวตัวท็อปแล้ว]
“โอ๊ย! นี่ฉันต้องแต่งงานกับคนบ้านนั้นจริง ๆ เหรอวะ!”
[ฉันไม่เอ่ยคำยินดีหรอกนะ ฉันสงสารแกมากกว่า]
“ขอบใจนะดาว ที่ยอมเล่าให้ฉันฟัง”
นับดาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงลมหายใจของเธอดังขึ้น
[ไม่รู้จะพูดอะไรเลยว่ะ แต่ฉันขออวยพรให้แกมีอิสระ มีสิทธิ์ในชีวิตตัวเองไว ๆ นะ]
ริมฝีปากของคนที่ได้ฟังคำอวยพรสั้น ๆ นั้นกำลังเหยียดยิ้ม แม้จะเป็นคำอวยพรที่ดูเป็นไปได้ยากเย็นนัก แต่เธอมั่นใจว่าอีกไม่นาน เธอจะได้สัมผัสอิสระจริง ๆ อย่างแน่นอน
“อื้อ ขอบคุณนะ”
