บทที่ 5 เหมันต์ ภูสิทธิ์อุดม
เธอจำใบหน้าคิมหันต์ได้แม่น เพราะอ่านทุกข่าว ดูทุกคลิปที่ออกสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งรูปถ่ายสุดลับที่เหล่าปาปารัสซี่ตามถ่ายมาได้จากผับดัง
แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าเธอคือใครกัน
ชายตรงหน้ามีผิวขาวจัดจนดูซีด ตัดกับเชิ้ตดำที่สวมใส่ ดวงตาคู่นั้นกลมโตทว่ากลับเยือกเย็นอย่างประหลาด ขนตาของเขาเรียงตัวเป็นแพหนาขับให้จมูกโด่งเป็นสันดูคมคายยิ่งขึ้น และริมฝีปากนั่น มันบางเฉียบกว่าคิมหันต์คนที่เธอเห็นในรูปอยู่เล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้เขาดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือเรือนผมทรงวูฟคัทที่ยาวระต้นคอ มันรับกับใบหน้าเรียวคมได้อย่างไร้ที่ติ ต่างจากคิมหันต์ที่มีผมสั้นสีน้ำตาลแดงยามต้องแสงแดดอย่างที่เธอจำได้แม่นยำ
แววตาที่เขามองตรงมานั้นราบเรียบและคาดเดาไม่ได้ ริมฝีปากหยักยังคงเหยียดตรงไร้ร่องรอยของการทักทาย ความเงียบและบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้ภาพพิมพ์เริ่มทำตัวไม่ถูก หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความลนลาน สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่า คนตรงหน้าไม่ใช่แค่ ‘เย็นชา’ แต่เขาอันตรายกว่าที่เธอคิดไว้มาก
“เงียบทำไมล่ะ ผมรอฟังอยู่”
น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มดูน่าฟัง ทว่ากลับทำให้รู้สึกเย็นวาบที่สันหลังอย่างประหลาด
“เอ่อ ... คุณไม่ใช่คิมหันต์”
“แล้ว ...?”
“คือ ...” เธอรับฟังจากปากของสุชาติ บิดาตามสายเลือดที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเยาว์ พ่อบอกว่าคนที่เธอต้องแต่งงานด้วยคือ ‘คิมหันต์’ แต่ในเมื่อชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เขา แล้วเธอต้องทำอย่างไรต่อ
หรือว่าการ์ดคนนั้นพาเธอเข้ามาผิดห้อง
“คุณเป็นใครคะ วันนี้ฉันมีนัดพบกับคิมหันต์ แต่ดูเหมือนคุณจะไม่ใช่ ...”
“ผมไม่ใช่มัน”
คำตอบของเขามันแฝงด้วยความเกลียดชังบางอย่าง เพียงแค่เอ่ยออกมาสั้น ๆ กลับทำให้เธอนั้นรับรู้ได้อย่างดีเกินคาดหมาย
ภาพพิมพ์อยากรู้มากกว่านี้ แต่เธอเลือกที่จะเงียบ รอให้อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยออกมา หากเธอยังเซ้าซี้ถามจู้จี้เกรงว่าคนตรงหน้าอาจจะทำอะไรให้เธอต้องหวาดหวั่นได้มากกว่าเดิม
เพราะเขาดูน่ากลัวเกินไป กลัวจนสาวใจกล้า มาดมั่นอย่างภาพพิมพ์ยังต้องยอมนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะยกแก้วน้ำขึ้นจิบทั้งที่ลำคอกำลังแห้งผาก
“เหมันต์”
“คะ ...?” ที่เขาพูดออกมาคืออะไร เขากำลังจะบอกอะไรเธอ หรือนี่คือชื่อของเขาอย่างนั้นเหรอ แล้วเขาเกี่ยวข้องอะไรกับคิมหันต์ แล้วเกี่ยวอะไรกับตระกูลภูสิทธิ์อุดม
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องมองเธอไม่วางตา สองเท้าค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากเก้าอี้รับประทานอาหารตัวเอง ทีละก้าว ทุกก้าวที่ย่างออกมาล้วนมั่นคง เนิบช้า แต่มันกลับบีบรัดให้หัวใจดวงน้อยของหญิงสาวเต้นรัวกว่าเดิม
สองมือหนาล้วงกระเป๋า ดวงตาคมเข้มนั่นจับจ้องมองเพียงแต่เธอ ราวกับเสือร้ายที่กำลังจะตะครุบเหยื่อก็มิปาน
ภาพพิมพ์พยายามไม่มองหน้าชายหนุ่ม เธอรู้สึกหวาดหวั่น เกรงกลัวสายตาคู่นั้น จึงพยายามเลี่ยงมองไปทางอื่น และเป็นจังหวะเดียวกันที่เขาคนนั้นหยุดยืนตรงหน้าเธอ
วัตถุประหลาดสีดำบางอย่างดึงดูดสายตาให้หญิงสาวหันกลับไปมอง และทันทีที่สมองของเธอประมวลผล ริมฝีปากก็อ้างค้างแทบจะหลุดคำอุทานออกมา
ขาข้างซ้ายของเขามีผิวขาวเนียน ทว่าอีกข้างหนึ่งกลับเป็นโครงสร้างโลหะสีเข้มของคาร์บอนไฟเบอร์ที่ดูแข็งแกร่งดุจเครื่องจักรชั้นสูง มันไม่ใช่แค่เครื่องช่วยเดิน แต่มันคืองานวิศวกรรมราคาแพงระยับที่ถูกสวมใส่ไว้อย่างไร้ที่ติ
“ขาคุณ ...!”
“ทำไม”
ชายหนุ่มไม่เพียงแค่ย้อนถาม แต่เขากลับยกขาข้างขวาขึ้นเล็กน้อย ราวกับเป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับเธอ ขาข้างขวาที่เขากำลังสวมใส่เครื่องช่วยเดิน หรือที่ใครก็ตามต่างเรียกกันด้วยคำศัพท์ง่าย ๆ ว่าขาเทียมนั้น ยิ่งทำให้ความรู้สึกบางอย่างแล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก สมองเริ่มเบลอและสับสน ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดไม่ถูกเลย
เขาเป็นใคร ทำไมขาของเขาเป็นแบบนั้น เขาเจออะไรมา แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ในห้องนี้แทนคิมหันต์
“ฉันงงไปหมดแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกัน หรือว่าฉันเข้าห้องผิดกันแน่” หญิงสาวเอ่ยออกอย่างลนลาน มือเรียวยกขึ้นจับขมับตัวเองพร้อมกับแววตาหลุกหลิกที่พยายามคิด พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวให้ไวที่สุด
แต่เธอทำไม่ได้เลย
ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่อกายลงนั่งยองอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ ทุกการเคลื่อนไหวมีเสียงกลไกมอเตอร์ทำงานแผ่วเบาอย่างนุ่มนวล แววตาที่เคยแข็งกร้าวปานน้ำแข็งเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนไปมันทอประกายอ่อนโยนอย่างประหลาดคล้ายแมวที่กำลังพึงพอใจกับการได้หยอกเย้าเหยื่อที่หลงทางเข้ามาในอาณาเขต
“ผมชื่อเหมันต์” เขาเว้นจังหวะ พลางเอียงคอเล็กน้อยมองปฏิกิริยาของเธอ “เป็นลูกคนกลางที่ไม่มีตัวตนของตระกูลภูสิทธิ์อุดม”
เหมันต์
ชื่อที่เธอไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จัก และไม่ปรากฏต่อหน้าสื่อหรือข่าวสำนักใด มีก็เพียงแต่ ...
ข่าวเก่าเมื่อเจ็ดปีก่อนในวันนั้น และเธอก็ไม่สามารถหาข้อมูลได้ มีเพียงใบหน้าของชายปริศนาที่ยืนข้างคิมหันต์ ชายคนนั้นที่เธอพยายามสืบประวัติมาตลอดหลายวัน
ทันทีที่นึกได้เช่นนั้น ภาพพิมพ์สบตา มองใบหน้าของเขา เพ่งพินิจ นึกเปรียบเทียบ และมันก็ใช่จริง ๆ เขาคือคนเดียวกันจริง ๆ
“เหมันต์ ... งั้นเหรอ”
ภาพพิมพ์เอ่ยออกด้วยเสียงแผ่วเบา อย่างช้า ๆ มองใบหน้าชายหนุ่มอย่างไม่วางตา และทันใดนั้นริมฝีปากบางก็กระตุกยิ้ม
เป็นครั้งแรกที่เขายิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มจาง ๆ แต่กลับทำให้หัวใจเธอเต้นรัวเร่งกว่าเดิม จนต้องรีบเลื่อนสายตามองไปทางอื่น
เหมันต์ลุกขึ้นยืนสง่า ขยับสองเท้าก้าวเดินกลับไปที่เก้าอี้รับประทานอาหารตัวเอง นั่งลงตรงหน้าเธอเหมือนไม่กี่นาทีก่อน
“แล้วไหนเรื่องที่คุณบอกว่าจะตกลงกับผมล่ะ ผมรอฟังอยู่”
