บทที่ 6 ข้อเสนอ
5
เธอแทบลืมสิ้นเรื่องข้อตกลงที่เตรียมมาเจรจา เพราะมัวตกใจกับชายตรงหน้า ขาเทียม ลูกคนกลาง และอะไรก็ตามแต่ของคนในตระกูลภูสิทธิ์อุดม
ตอนนี้ความอยากรู้ ความข้องใจมันท่วมท้นล้นอกจนแทบระเบิดออก เธออยากเอ่ยปากถามเขาให้มากกว่านี้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ความกล้าของเธอกลับมีไม่มากพอ
ไม่รู้ว่าทำไม ชายคนนี้ถึงได้มีพลังลึกลับบางอย่างจนทำให้หญิงที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอย่างภาพพิมพ์ถึงเกรงกลัวได้ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
“ผมเองก็มีข้อเสนอให้คุณเช่นกัน”
ภาพพิมพ์เลิกคิ้วขึ้นสูง กลืนน้ำลายอึกหนึ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มอันน่าหวาดหวั่นที่ประดับอยู่บนใบหน้าคนตรงข้าม
“ข้อเสนออะไรคะ”
“เชิญคุณพูดเรื่องของคุณก่อนดีกว่าไหม” เหมันต์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นพลางดูเวลา “ผมรอคุณพูดมาจะสิบนาทีได้แล้ว”
สิบนาทีที่เธอเคยเอ่ยขอเวลากับชายตรงหน้า แต่กลับไม่ได้พูดข้อตกลงอะไรเลยสักอย่าง ทั้งที่เธอเตรียมแผนการ คิดทบทวนมาอย่างยาวนาน และหวังไว้ลึก ๆ ว่าสามีในอนาคตจะร่วมมือด้วย
ว่าแต่ ... เขาคือสามีในอนาคตของเธองั้นเหรอ
“ก่อนที่ฉันจะพูดออกไป ฉันอยากจะถามให้หายข้องใจเสียก่อน ตกลงแล้วคุณกับฉัน เราเกี่ยวข้องอะไรกันคะ”
เหมันต์แสยะยิ้ม คว้าเอาแก้วบรั่นดียกขึ้นจิบพอให้ดับกระหาย “การที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้แทนไอ้คิม มันยังไม่ชัดเจนพอสำหรับคุณอีกเหรอ”
เธอแค่ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น จู่ ๆ เขาก็ปรากฏตัวแทนที่คิมหันต์ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในแผนที่เธอคิดไว้เลยสักนิด
“ฉันแค่ต้องการความชัดเจนค่ะ”
เหมันต์หัวเราะร่วน เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้องอาหารหรู ดวงตาคู่นั้นยังสบมองเพียงแต่เธออย่างไม่ละสายตา
“งั้นคุณก็รู้ไว้ซะ! ว่าผมคือว่าที่สามีของคุณ!”
สิ้นคำชายหนุ่ม ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ภาพขาเทียมไฮเทคที่ประจักษ์ต่อสายตาเมื่อครู่ได้ลอยวาบขึ้นมาอีกหน
เธอไม่ได้รังเกียจในสิ่งที่เขาเป็น ทว่าความจริงที่ประจักษ์ตรงหน้ากลับทำให้เธอตระหนักว่า ชีวิตคู่ที่กำลังจะเกิดขึ้น มันห่างไกลจากสิ่งที่เธอเคยจินตนาการไว้เหลือเกิน
เธอไม่ได้ทำการบ้านมาเพื่อรู้จักกับเหมันต์ ไม่รู้อารมณ์ ไม่รู้นิสัย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีตัวตนอยู่ในภูสิทธิ์อุดม
“เงียบเลยเหรอ ถ้าคุณไม่อยากแต่งกับผมก็ไปบอกพ่อคุณซะ!”
“งั้นคุณก็ต้องบอกคุณนพพลกับคุณหญิงเกศราด้วยนะคะ ว่าให้หาทางมาซื้อที่ดินผืนนั้น” หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก รู้ดีว่าอีกฝ่ายอยากได้ที่ดินของเธอจนตัวสั่น แต่เธอไม่ยอมเซ็นให้ใครทั้งนั้น ยิ่งกับตระกูลนี้ด้วยแล้วอย่าได้คาดหวังเชียว
‘แล้วทำไมไม่เอาที่ไปจำนอง แค่นี้คิดไม่ได้เหรอ พ่อจะให้พิมพ์แต่งงานเพื่อเงินก้อนนั้นทำไม!’
‘ก็เพราะว่าไอ้นพพลมันไม่เอาดอกเบี้ยไง!! แล้วถ้าพ่อคืนมันหมด กิจการที่อยู่บนที่ดินผืนนั้นเราจะได้เป็นหุ้นส่วนครึ่งหนึ่ง เข้าใจหรือยัง!?’
‘อ๋อ ... ผลประโยชน์สินะคะ!’
ที่ดินผืนงามย่านชานเมือง เนื้อที่ขนาดยี่สิบไร่ ปัจจุบันมันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถนนเส้นหลักตัดผ่าน และเป็นโค้งน้ำที่ใครก็ต้องเหลียวมอง หากทำเป็นสถานีบริการน้ำมันครบวงจรที่มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำ และจุดพักรถขนาดใหญ่ มันจะกลายเป็น ‘เหมืองทอง’ ที่ทำกำไรมหาศาลไปชั่วลูกชั่วหลาน
ที่ดินผืนนั้นมันคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่เหล่าบรรพบุรุษส่งต่อมาให้ลูกหลาน และในตอนนี้มันกลายเป็นของภาพพิมพ์โดยสมบูรณ์
“ถ้าผมปฏิเสธคุณหญิงเกศราได้ ผมคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงหน้าคุณหรอก คุณภาพพิมพ์”
คราวนี้เธอเป็นฝ่ายกลั้วขำเล็กน้อย “ฉันก็เช่นกันค่ะ ฉันไม่ได้อยากแต่งงาน หรืออยากข้องเกี่ยวกับคนในตระกูลคุณเลยสักนิด”
“งั้นเหรอ ... แต่ได้ข่าวว่าพ่อคุณบริหารจนบริษัทฯ ใกล้จะเจ๊งแล้วนี่” เหมันต์ทิ้งจังหวะพลางหมุนแก้วบรั่นดีในมือช้าๆ แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของภาพพิมพ์คล้ายจะค้นหาความพ่ายแพ้ “ถึงได้ยอมคลานมาขอยืมมือพ่อแม่ผมไง”
คำพูดของเขาเสียดแทงใจ จนเจ็บแปลบ แต่ยังคงรอยยิ้มไว้ แม้ว่ากรามบนและล่างกำลังขบหากันแน่น ภาพพิมพ์ไม่มีอะไรจะเถียง เธอเองก็รู้ดีว่าพ่อพาบริษัทเดินมาถึงจุดนี้ได้เพราะอะไร
วิสัยทัศน์ที่เก่าคร่ำครึ ติดอยู่กับความสำเร็จในอดีต มั่นใจในตัวเองเกินงาม เดินตามและเปลี่ยนแปลงไม่ทันกาลเวลา ทำให้บริษัทมีหนี้เพิ่มมหาศาล ใกล้เคียงคำว่าล้มละลายไปทุกที
“กรุณาให้เกียรติพ่อแม่ฉันด้วยนะคะ คุณเหมันต์”
“ขอโทษที” เหมันต์คลี่ยิ้มร้าย ส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างนึกสนุก เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะหมิ่นเกียรติสุชาติเลยสักนิด แต่ก็นะ “ผมแค่รู้สึกสงสารตัวเองที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับคนในตระกูลตั้งวัฒนา”
ความหวาดหวั่นที่เคยมี ค่อย ๆ เลือนหายเมื่อเธอกับเขาได้ปะทะฝีปากกัน
“เหมือนกันเลยค่ะ ฉันก็รู้สึกสะอิดสะเอียนตระกูลโลภมากอย่างภูสิทธิ์อุดมเช่นกัน” ภาพพิมพ์เป็นฝ่ายยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบบ้าง ปรายตามองหน้าเหมันต์ที่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะเงียบปากลงได้ครู่หนึ่ง
“พูดข้อเสนอของคุณมาสิ”
“จู่ ๆ พาฉันเปลี่ยนเรื่องนี่ ... เราจะเดินหน้าต่อหรือจะกลับไปฟ้องพ่อฟ้องแม่กันดีล่ะคะ”
ความประหม่าที่เคยปกคลุมภาพพิมพ์จางหายไปจนสิ้น เหลือเพียงแววตามาดมั่นและรอยยิ้มยียวนที่กลับมาประดับบนใบหน้าสวยอีกครั้ง
ไม่รู้สิ พอเห็นว่าเธอเป็นแบบนี้กลับรู้สึกสนุกมากขึ้น และอยากให้แผนธุรกิจของพวกผู้ใหญ่ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เพราะเขาเองก็มีแผนซ่อนไว้เช่นกัน
“ถ้าคุณไม่ยอมพูด ผมจะพูดข้อเสนอของผมแล้วนะ”
หญิงสาวยักไหล่เล็กน้อย ผายมือออกเป็นการบ่งบอกว่าให้เขาพูดออกมา
“สามปีหลังจากแต่งงาน เราสองคนจะหย่าขาดกัน”
