บทที่ 7 แผนการลับ

“สามปี!” เธอเลิกคิ้วขึ้นสูง มุมปากยกยิ้ม ก่อนกระดกบรั่นดีรสเลิศอึกเดียวรวด “สองปีก็พอแล้วค่ะ และนั่นก็คือข้อตกลงของฉันที่จะพูดกับคุณเหมือนกัน”

“ดูเหมือนเราจะใจตรงกันสินะ” 

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าคิดเหมือนกันแบบนี้คงไม่มีอะไรต้องอธิบายให้ยืดยาว” 

เธอวางแผนไว้ว่าภายในสองปีที่ต้องร่วมชีวิตคู่ปลอมเปลือกกับสามี จะรีบจัดการทุกอย่างให้ไวที่สุด และนำที่ดินผืนนั้นกลับมาเป็นของตนเองอีกครั้ง จากนั้นเธอก็จะหย่าขาด กลับคืนสู่อิสระที่เฝ้าตามหามาตลอดยี่สิบเก้าปีเต็ม 

“แต่ข้อเสนอของผมยังไม่หมด” 

เสียงของเขาดึงสายตาเธอให้เผลอไปมอง แววตาชายหนุ่มดูมุ่งมั่น ในขณะเดียวกันนั้นมันกลับทอประกายความคาดหวังบางอย่าง 

“ว่ามาสิคะ”

“ผมอยากให้เราแสดงบทบาทคู่รักที่รักกันจริง ๆ ต่อหน้าทุกคน”

ภาพพิมพ์เอียงคอเล็กน้อยพลางเหยียดยิ้มมุมปาก เธอรู้สึกขบขันและไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าจะต้องแสร้งทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ซึ้งถึงมูลค่าของการแต่งงานครั้งนี้ดีอยู่แล้ว

“ทำแบบนั้นเพื่ออะไรล่ะคะ แล้วฉันจะได้อะไร”

“ข้อแรกเป็นเหตุผลส่วนตัวที่ผมยังไม่ขอตอบ ...” เหมันต์แสยะยิ้มก่อนจะยกแขนขึ้นเท้าคาง จ้องมองใบหน้างามของว่าที่ภรรยาด้วยแววตาที่คาดเดาไม่ได้ “ส่วนข้อสองที่คุณถาม ผมจะทำให้ที่ดินผืนนั้นกลับไปอยู่ในมือคุณไวกว่าที่คิด”

หืม

ทำไมล่ะ ทำไมเหมันต์ถึงอยากจะยื่นมือมาช่วยเธอ หรือว่ามีแผนการอะไรบางอย่างกันแน่ ในเมื่อนพพล เกศรา ต่างอยากได้ที่ดินของเธอจนเนื้อตัวสั่น แล้วเหตุใดลูกชายคนกลางที่ไร้ตัวตนอย่างเขา ถึงจะช่วยเธอช่วงชิงกลับมา

แค่คิดก็น่าสนุก ข้อเสนอของเขามันก็น่าสนใจ อย่างไรเสียเธอก็หัวเดียวกระเทียมลีบ หากมีพรรคพวกไว้มันก็น่าจะดีกว่า 

“ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณยินดีจะช่วยฉัน ฉันก็จะช่วยคุณ” ภาพพิมพ์คลี่ยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มหวานที่สุดที่เธอส่งให้เขาในวันนี้ “แต่มีข้อแม้นะคะ” 

“....” เหมันต์ไม่เอ่ยปากถาม แต่กลับจ้องหน้าเธอนิ่งอย่างเงียบงัน

“ในที่ลับตาคน คุณห้ามแตะเนื้อต้องตัวฉันแม้แต่ปลายเล็บ”

เมื่อสิ้นประโยค เสียงหัวเราะร่วนของเหมันต์กลับดังขึ้น ทำให้เธอย่นคิ้วมองด้วยความฉงน

“หัวเราะอะไรไม่ทราบ”

“ขอโทษที ผมแค่คิดว่าคุณกังวลเกินเรื่องไปหน่อย” เหมันต์พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แววตาที่มองมาดูราบเรียบเสียจนภาพพิมพ์รู้สึกหน้าแตก “วางใจเถอะ ผมไม่ได้คิดอยากแตะตัวคุณแม้แต่ปลายเล็บนั่นอยู่แล้ว”

“ดีค่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี” ภาพพิมพ์ยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบเพียงอึกหนึ่ง ปรายตามองอาหารมากมายบนโต๊ะที่เธอและเขายังไม่ได้ลิ้มรสเลยสักคำ “ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”

“ไม่ทานหน่อยเหรอ”

“ที่ฉันมาวันนี้เพื่อยื่นข้อเสนอกับคุณค่ะ ไม่ได้มาทานข้าว ทานให้อร่อยนะคะ คุณเหมันต์” 

หญิงสาวหมุนตัว เดินออกจากห้องอาหารระดับวีไอพีไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง ทิ้งไว้เพียงเสียงส้นสูงที่กระทบพื้นเป็นจังหวะหนักแน่นซึ่งค่อย ๆ ห่างไกลออกไป

รถยุโรปคันสีขาวแล่นฉิวตามแรงอารมณ์ที่ส่งตรงไปถึงคันเร่ง ก่อนจะชะลอตัวเลื่อนเข้ามาจอดภายในบ้านหลังใหญ่ของตระกูลตั้งวัฒนา 

สองเท้าก้าวลงจากรถอย่างเร่งรีบ กวาดสายตามองหาสุชาติกับภัสรา โชคดีที่พ่อกับแม่ยังคงนั่งดูละครหลังข่าวภายในห้องนั่งเล่น

“อ้าว! กลับมาไวจังเจ้าพิมพ์ เป็นยังไงบ้างล่ะ คิมหันต์โอเคไหม”

“หึ!” หญิงสาวแค่นขำในลำคอ สองแขนยกขึ้นกอดอก ดวงตากลมโตยังคงเบิกมองหน้าบิดาด้วยความเดือดดาล “คิมหันต์เหรอคะ!!”

“ก็ใช่น่ะสิ” สุชาติยืนยันหนักแน่น แต่ก็นึกเอะใจที่ลูกสาวทวนถามกลับมาแบบนั้น “มีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่รู้ว่าพ่อโกหกพิมพ์ หรือว่าทางนั้นตลบหลังพ่อกันแน่ เพราะคนที่พิมพ์เจอมันไม่ใช่คิมหันต์ แต่เป็นลูกชายคนกลาง คนที่มีขาเทียมข้างนั้นน่ะค่ะ!”

“เดี๋ยว ๆ” สุชาติขมวดคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม ขณะเดียวกันนั้นภัสราก็ลุกพรวดจากโซฟาเดินมาสมทบ

“จริงหรือพิมพ์” ภัสราถามภาพพิมพ์อีกครั้งเพื่อความมั่นใจ 

“พิมพ์จะโกหกทำไมล่ะคะ”

“คุณคะ นี่มันยังไงกัน!” ภัสราเขย่าแขนสุชาติด้วยความร้อนรน เพราะวันที่นั่งดีลผลประโยชน์กัน ฝ่ายนั้นยืนยันชัดเจนว่า จะให้ลูกสาวเป็นสะใภ้ใหญ่ แต่งงานอยู่เคียงข้างคิมหันต์ลูกชายคนโต

“ตายแล้ว ...” ภาพพิมพ์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยียวน “แสดงว่าพ่อกับแม่โดนทางนั้นตลบหลังอีกทีใช่ไหมคะ” 

“พิมพ์!” สุชาติหันมองตาเขียว “พ่อจะคุยกับนพพลให้รู้เรื่อง”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ!” ภาพพิมพ์รีบเอ่ยขัด ก่อนที่พ่อจะต่อสายโทรศัพท์หาเพื่อนชายของเขา “จะคิมหันต์ หรือเหมันต์ สำหรับพิมพ์แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“มีสิ! ถ้าแกแต่งกับเจ้าเหม แกก็เป็นแค่สะใภ้คนกลาง มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ!” 

“เอ ... พ่อพูดแบบนี้แสดงว่า อยากจะได้อะไรจากฝั่งนั้นมากกว่าที่ตกลงกันไว้เหรอคะ” ลูกสาวตัวแสบเอียงคอจับผิดบิดา ทั้งน้ำเสียงและแววตาต่างยั่วยุอารมณ์

“ไอ้พิมพ์!”

“พ่อไม่ต้องไปคุยกับทางนั้นให้มันวุ่นวายเลยค่ะ พิมพ์ว่าแต่งกับเหมันต์ดีกว่าคิมหันต์เสียอีก” 

“ทำไมล่ะลูก” ภัสรามองหน้าลูกสาวด้วยความสงสัย เหตุใดภาพพิมพ์ถึงพูดแบบนั้นออกมาอย่างมั่นใจ

“อย่างน้อยเหมันต์ก็ไม่มีแววตาเจ้าชู้ กะลิ้มกะเหลี่ยแบบพี่ชายเขานะคะ อีกทั้งยังดูหล่อกว่า สุขุมกว่า พิมพ์รู้สึกถูกชะตากับเขามากค่ะ” ไหน ๆ ก็จะต้องแสร้งเล่นบทรักกับเหมันต์อยู่แล้ว ก็เริ่มละครฉากแรกในตอนนี้ไปเลยแล้วกัน 

สุชาติกับภัสราต่างมองหน้ากันอย่างตื่นตะลึง ไม่คิดว่าเหตุการณ์มันจะกลับตาลปัตรไปได้ถึงเพียงนี้ 

“แกหมายความว่าไง”

ภาพพิมพ์แสร้งอมยิ้ม พลางเม้มปากแน่น พูดด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อย พอให้บิดามารดาสงสัย 

“ก็หมายความว่า ถูกชะตากับเหมันต์ยังไงล่ะคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป