บทที่ 1 ปฐมบท

[พาร์ท : ตะเข้]

“พ่อมึงจับได้ว่ามึงแอบดูดบุหรี่อีกแล้วดิ”

เพื่อนผมทักผมหลังจากที่ผมมาเรียนแต่เช้าอย่างเซ็งๆ กระแทกกระเป๋าลงกับเก้าอี้อย่างแรง

“เออดิ” ผมหยิบซองบุหรี่ที่โดนพ่อเผาทิ้งพร้อมขยะเมื่อเช้าอย่างโคตรเบื่อ “ซองที่ห้า”

“มึงสิบสี่แล้วนะเว้ย อย่าให้พ่อมาคุมชีวิตมึง” เพื่อนผมแม่งหัวเราะ “แค่บุหรี่เอง ใครก็ดูดกัน”

“เออ พ่อกูก็ดูด” ผมกระแทกตีนกับโต๊ะ เซ็งเพราะวันนี้น้องชายฝาแฝดผมไม่มาโรงเรียนเพราะโดดเรียนไปอยู่กับเด็กมันที่บ้านน้องคนนั้น (เด็กมันพ่อแม่ไม่อยู่ตอนกลางวัน) ส่วนผมดิไม่มีเด็กไรทั้งนั้น

“หรือมึงจะไปไถจากพวก ม.5” เพื่อนผมกระซิบ “พวกนั้นมันกลัวเราขี้แตก”

“อยากมาเล่นกับกูเอง” ผมกระตุกยิ้ม ไม่รู้จักผมเหรอวะ เดี๋ยวบอกให้

ผมชื่อตะเข้ เด็กถิ่นรอบด่านแบบชนิดว่าใครอย่ามาแตะ เฟสผมดังมาก ผู้ติดตามหลักพัน พ่อบอกอย่าให้ผมเอาเฟสไปให้แม่ดูไม่งั้นแม่จะหัวใจวาย แต่ต่อหน้าแม่ผมก็ทำเป็นดี

จะให้แม่รู้ไม่ได้ว่าตอนอยู่โรงเรียนผมแม่งเกขนาดไหน ไม่งั้นแม่จะบ่นไรไม่รู้งุ้งงิ้งๆ น่ารำคาญ ผมเคยโดนตอนต่อยเพื่อน ม.1 จนหน้าแหกตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียน

แม่แม่งนั่งบ่นผมอยู่ได้สองชั่วโมงเต็ม

วัยรุ่นเซ็งอ่ะ

เพราะผมตัวใหญ่กว่าเด็ก ม.2 ทั่วไป ผมเลยโดนตั้งเป็นหัวหน้าแก้ง แก้งเรามันชื่อเด็กเปรต ฉายาได้มาจากความเหี้ยของผมที่ต้องไปไถตังค์รุ่นพี่ ม.5 ที่มันมีตังค์บ่อยๆ

ก็รุ่นน้องกำลังขัดสนรุ่นพี่ก็ต้องช่วยดิจริงปะ

เด็ก ม.5 กลัวผมกันหัวหด

ส่วนน้องผม ไอ้กระทิง มันเป็นพวกเสือผู้หญิง สิบสี่แล้วแต่ฟันเด็กไปทั่ว นับว่าความเหี้ยมันอยู่ที่เราสองแฝดจริงๆ พวกตัวที่มันดังไม่ได้เท่ามันเลยชอบนินทาลับหลังผมว่า แฝดนรก

ผมรู้ว่าพวกเราแม่งหล่อ เอาจริงๆ ที่เกเรเพราะผมก็อยากโชว์สาวส่วนนึง แต่ไอ้ทิงมันแค่ม่อ แต่ป๊อดจะตายห่า ได้เวลาตีกับโรงเรียนอื่นทีไรแม่งหายหัวตลอด

เอาจริงๆ ปะ

ป้าเพทแม่งบอกผมเหมือนพ่อตอนเด็กอ่ะ

ผมไม่อยากเหมือนไอ้หนวดนั่นหรอกรู้ปะ สภาพพ่อผมแม่งไม่น่าจะเคยเฟี้ยวอย่างผมได้อ่ะ

ไอ้คนที่มันชอบเอากรรไกรตัดขนจมูกตัดแท่งบุหรี่ผม เผาบุหรี่ผมทิ้ง เผาหนังสือโป๊ผม เวลาผมโดนเรียกผู้ปกครองก็ต้องเป็นคนมานั่งฟังแล้วตบหัวผมประกอบฉาก

ผมไม่อยากเหมือนไอ้นั่นหรอกรู้ปะ

ล่าสุดพ่อแม่งพังมอไซค์ผมไปขายให้อู่แถวบ้าน พ่อบอกมอไซค์ผมแต่งจนเกินหน้า พ่อแม่งไม่ชอบ กลัวตำรวจตามมาล่อ

ไม่ตลกโว้ย!

คอยดู กูจะไถตังค์เด็ก ม.5 มาแต่งรถใหม่!!

“เดี๋ยวนี้ไอ้ทิงไม่ค่อยกลับบ้านเลยว่ะ มันไปไหน?”

“พ่อก็โทรถามมันดิ เข้จะรู้ปะ” ผมตอบพ่อที่นั่งดูทีวีอย่างกวนประสาท วันนี้แม่อยู่บ้าน บอกให้ผมอยู่บ้านก่อนค่อยออกตอนทุ่มนึง ผมแม่งอย่างเซ็ง นั่งเลื่อนเฟสดูจนเปื่อย

“ไม่ใช่ว่ามันไปหาหญิงอีกไง มึงเป็นแฝดกันมึงต้องรู้” ผมเหล่ไปมองพ่ออย่างเซ็งๆ จะบอกไรให้ พ่อแม่งรักลูกไม่เท่ากัน ทีพูดกับพี่สาวผมนะ ร็อคอย่างนั้นอย่างนี้ ทีพูดกับพวกผมพูดกูมึง คือไรวะ

ชีวิตพ่อแม่งไม่เคยลำเอียงไรมั่ง

“มันจะไปหาใครเกี่ยวไรกับเข้อ่ะ”

“แต่มันไม่กลับบ้านมาสองวัน อย่าคิดว่ากูเลี้ยงพวกมึงตามใจแล้วจะทำไรก็ได้นะไอ้เข้” พ่อชี้หน้าผม “ถือว่ามึงเป็นพี่ มึงควรจะเตือนน้องว่าอย่าให้มันงามหน้ามากเกินไป”

“พ่อรู้เหรอมันไปไหน” ผมเลิกคิ้วถาม

“กูรู้หมด” พ่อกอดอกตอบกลับผม “ไปหาน้องพลอยที่แฟลต”

“เห้ย” ผมตบมือให้พ่อ “เจ๋งว่ะพ่อ”

“เป็นไง” พ่อยักคิ้วให้ผม ผมกับพ่อเป็นพวกที่เหมือนจะเข้ากันได้ก็ไม่เชิง จะเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ใช่ แต่มันก็จบที่พ่อที่คิดไปเองว่าอยากสนิทกับลูกตบหัวผมแล้วไล่ผมออกจากบ้าน “เพราะงั้นมึงไปตามไอ้ทิงมาคุยกับกูให้ได้ก่อนคืนนี้ แล้วจะไสหัวไปแว๊นที่ไหนมึงก็ไป”

“พ่อจะบอกแม่ปะ” ผมถามงั้น

“ถ้ามึงกลับก่อนเที่ยงคืนกูจะไม่บอก”

เอาจริงๆ พ่อกับผมก็ไม่ได้ไม่ถูกกันเหมือนพ่อกับพี่เพลงสมัยก่อนซะทีเดียว พ่อแค่เป็นทาสแม่ แม่กำชับเด็ดขาดไม่ให้ผมดูดบุหรี่เพราะผมดูดบุหรี่ให้แม่เห็นตอน ม.1 (ตอนกำลังหัดเฟี้ยว) พ่อเลยต้องเข้ามาคุมเพราะเป็นผู้ชายเหมือนกัน

แม่ผมไม่ใช่คนดุ ออกจะใจดี อ่อนหวาน แต่ขี้บ่นเป็นบ้า ทำไรนอกลู่นอกทางหน่อยไม่ได้ บ่นยังกะช้างล้ม

ที่ผมบอกว่าผมไม่ชอบพ่อ เพราะพ่อชอบกวนตีน ห้ามดีๆ ไม่เป็นไง ต้องตัดไม่ก็เผาทิ้ง ไม่ก็ทำร้ายร่างกายลูกตัวเอง (ตบหัวไรงี้)

เอาจริงๆ ที่ผมเกส่วนนึงเพราะพ่อจะตามใจก็ไม่ตามใจ จะปล่อยก็เสือกปล่อยแบบโคตรๆ คือไม่มีวินัยในตัวเองอ่ะจบปะ เหมือนพอเป็นลูกผู้ชายจะทำไรก็ทำ เรื่องของมึง

เอาจริงๆ ที่ให้ผมไปตามไอ้ทิงวันนี้เพราะแม่ถามมาใช่ปะ ผมรู้หรอกน่า พ่อแม่งไม่เฟี้ยวอ่ะ ต้องมาแพ้ให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างแม่

ผมจะไม่มีจุดจบแบบนั้นเด็ดขาด

บรืน!

“กลับมาก่อนเที่ยงคืนนะไอ้เข้ อย่าให้กูต้องโทรตาม!”

พ่อตะโกนไล่หลังตอนที่ผมถอยเวฟที่เหลืออยู่ออกไป แม่งไม่เท่อ่ะ คันเก่าผมแม่งเอ็มเอสเอ็กซ์แต่งจัดเลยนะเว้ย แล้วต้องมาขับเวฟเก่าของพ่อไปตามไอ้ทิง

แม่งไม่เท่เลยอ่ะ

ผมกดโทรหาเพื่อน เพราะวันนี้จะไปแว๊นซิ่งตอนกลางคืนกับพวกรุ่นพี่แถวมหาวงค์

[โหล]

“ออกมาเลยสัส กูจะไปตามไอ้ทิงที่แฟลตแล้วจะตามมึงไปมหาวงค์” ผมพูดกับเพื่อน แล้วมันก็หัวเราะ

[มึงตามไอ้ทิงกลับบ้านเหรอวะ เด็จพ่อสั่งเหรอสัส]

“นิดนึง”

[เออ ไปส่งมันแล้วเดี๋ยวกูไปรอที่มหาวงค์]

ติ๊ด

ผมกดวางแล้วซิ่งไปแฟลตทหารเรือ บ้านเด็กไอ้ทิงอยู่ที่นั่น ผมโทรหามันแล้วโทรไม่ติด เลยโทรระหว่างขับรถอย่างเซ็งๆ

ต้องไปส่งมันที่บ้านอีก โคตรเหม็นเบื่อ

ติ๊ด

[ไรวะไอ้เข้ กูอยู่กับน้องพลอย!] มันกดรับทันทีเพราะรู้ว่าเป็นผม ไอ้ทิงมันอยู่กับเด็กมันเห็นปะ

“พ่อเรียกคุย ไปเลยมึง” ผมพูดแค่นั้น “กูมีหน้าที่โทรแค่นี้แหละไอ้สัส เดี๋ยวไปรับ”

[เฮ้ย เดี๋ยว] มันเบรก [พ่อเรียกเหรอวะ]

“เออ สงสัยแม่ถามว่ามึงหายไปไหน พ่อเลยตามมั้ง” ผมแอบนินทาพ่อตัวเอง “มึงก็รู้ พ่อแม่งทาสแม่”

[เชี่ย ซวยแล้ว พ่อแม่งรู้เรื่องพลอยแล้วแหง]

“รู้นานล่ะไอ้เตี้ย”

[มารับกูเลย แต่งตัวแปป] มันพูดกับผมแล้วหันไปบอกกับน้องพลอย [พลอย เลิกกันนะ ได้กันแล้ว พ่อพี่เรียก...]

ติ๊ด

ผมพ่นลมหายใจ บอกเลิกเด็กหลังฟันอีกล่ะ เมื่อไหร่แม่งจะเลิกสันดานนี้ซะทีวะ

จะไปด่าแม่งก็ไม่ได้ เพราะผมก็สันดานนี้เหมือนกัน

ผมแทบเบรกเมื่อขับผ่านเด็ก ม.4 คนนึง สวย แต่ให้ทำไง ต้องไปรับไอ้ทิงอีก ไม่มีเวลาเหล่สาวแถวนี้

“ไปไหนครับ!” ผมทักรุ่นพี่สุดสวย เธอเงยหน้าขึ้นมามอง พอเห็นว่าเป็นผมที่แว๊นผ่านไปก็จูงมือเพื่อนเดินหนี

เด็กแว๊นอย่างผมแม่งฮิตอยู่นะ โดยเฉพาะเด็ก ม.1 อ่ะ

ม. อื่นมองผมเป็นแค่เด็กแว๊น

ไม่รู้ว่ะ ไปรับไอ้ทิงก่อนละกัน เรื่องผู้หญิงยังไม่ใช่เรื่องที่ผมโฟกัส

ชีวิตวัยรุ่นตอนนี้แหละที่แม่งมันส์กว่า!

“พ่อว่าไงมั่งวะ”

ไอ้ทิงถามผมตอนที่ซ้อนรถกลับบ้าน มันบอกน้องพลอยร้องไห้หนักมากหลังจากมันบอกเลิก แต่มันเจอคนใหม่แล้ว รอฟันอยู่เลยไม่ใส่ใจ

“พ่อบอกกลับไปมึงเละเป็นขี้แน่”

“เชี่ย”

“กูล้อเล่น”

“ไอ้เข้!” ไอ้ทิงตะคอกใส่หูผม “กูกลัวนะเว้ย มึงอย่ามาล้อเล่นตอนนี้ดิ๊”

“มึงจะกลัวพ่อทำไม พ่อแม่งไม่เห็นมีไรเลย”

“มึงไม่เคยเห็นตอนพ่อโกรธ” ไอ้ทิงพูดกับผม มันมีท่าทางขนลุก “โคตรน่ากลัว กูจำได้เลยตอนตบหน้าพี่เพลง”

“กูจำไม่เห็นได้” ผมพูดว่างั้น ที่มันบอกคือมันจำได้ตอนมันเจ็ดขวบไรสักอย่าง แต่ตอนนั้นผมแม่งลืมหมดล่ะว่าเคยมีไรเกิดขึ้นบ้าง รู้แค่พ่อเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ พี่สาวผมต่อต้านพ่อหนักมาก

แต่มาดูตอนนี้ดิ ย้ายไปอยู่กับผัว กลับมาทีไรพ่อแม่รักยังกะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน

รำคาญว่ะ

“พ่อไม่เคยตีเรา มึงจะกลัวไปทำเหี้ยอะไร”

“แล้วถ้าพ่อตีอ่ะ” ผมนิ่งไป หันไปมองข้างหน้า แล้วฉีกยิ้มกว้าง

“ก็เผาบุหรี่พ่อดิวะ เหมือนที่พ่อทำกับกูไง!”

พ่อแม่งหลอกกู!

“มึงนั่งเลยทั้งคู่” พ่อเรียกทั้งผมและไอ้ทิงมานั่งด้วยกันที่โซฟาที่ห้องนั่งเล่น

“ไรอีกอ่ะพ่อ” ผมโพล่งขึ้นมา ไอ้ทิงนั่งก้มหน้า ไอ้นี่มันกลัวพ่อจนหัวหด ไม่รู้จะกลัวไปทำไม

“แม่ให้ตามพวกมึงมาคุยด้วย” พ่อพูดกับพวกผม มองหน้าไอ้ทิงอย่างคาดคั้น แต่ผมแม่งไม่รู้ผมเกี่ยวไรด้วย

“พ่อ เข้ไม่เกี่ยวปะ เข้จะไปมหาวงค์” ผมโพล่งขึ้นมา

“แม่ไม่ให้มึงไป”

“โห่เอ้ย”

“แล้วมึงไปหาน้องคนนั้นที่แฟลตทำไมไอ้ทิง พ่อแม่เค้ารู้เรื่องมั้ย” พ่อถาม เรื่องพวกนี้ไม่รู้พ่อจะแอบคุยกับพวกผมทำไม แม่ผมรู้แค่เรื่องที่ผมกลับดึกกับไอ้ทิงที่ชอบไปนอนค้างบ้านเพื่อน แต่ไม่เคยรู้ละเอียด

เพราะพ่อไม่บอก

ก็ดี เอาจริงๆ ผมแม่งก็ขี้เกียจฟังแม่บ่น

“น้องเค้าอยู่คนเดียวพ่อ” ไอ้ทิงตอบเสียงอ่อน

“มึงจำเป็นต้องไปหามั้ย เด็กเดี๋ยวนี้พ่อแม่ปล่อยอยู่คนเดียวเยอะแยะ”

“น้องพลอยมันแรด พ่อจะไปสนใจทำไมอ่ะ” ผมโพล่งขึ้นมาเพราะรู้จักเด็กทุกคนของไอ้ทิง “ถึงไม่มีไอ้ทิงไปนอนสักวันก็ต้องเละอยู่ดี”

“มึงพูดแบบนี้กับเพศแม่ไม่ดีนะไอ้เข้”

“ก็มันเรื่องจริง” ไอ้ทิงหันมามองหน้าผมแล้วเบ้หน้า มันคงกลัวพ่อจนขี้แทบแตก เลยอยากให้ผมพูดแทนมัน โชคร้ายจริงๆ ที่เสือกเป็นแฝดกับไอ้ขี้ป๊อด ผมทำหน้าเซ็ง “พ่อห่วงเรื่องไร”

“มึงใส่ถุงมั้ยไอ้ทิง” พ่อถามตรงๆ

“ไม่ได้มีไรกันพ่อ” เสียงไอ้ทิงค่อยมาก “ทิงแค่ไปนอนบ้านน้องพลอย”

“อ่อเหรอ”

“พ่อทำงี้ไม่ใช่อ่ะ” ผมยังต่อต้านไม่เลิก “เข้มีนัดที่มหาวงค์ เพื่อนเข้มาแล้วเนี่ย ปล่อยได้ยัง”

“มึงไปได้ไง น้องมึงต้องโดนสอบปากคำ”

“พ่อเป็นตำรวจไง? ผมไม่เกี่ยว ก็สอบไอ้ทิงไปคนเดียวดิ” ผมพูดแล้วลุกขึ้นดึงกางเกง พ่อผมเบรกไว้ด้วยคำพูด

“เดี๋ยว มึงได้เสพไรมั้ย”

“เสพไรพ่อ”

“เดี๋ยวนี้เนื้อฮิต หวังว่ามึงคงไม่ได้ไปเสพไรจากเพื่อน” พ่อคงหมายถึงกัญชา ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“เนื้อไรอ่ะพ่อ เพื่อนผมไม่มี”

“พูดจริงมั้ย”

“ผมแว๊นแค่นั้นอะ ยาเสพติดไรผมไม่ยุ่ง” ผมฉีกยิ้ม เห็นไอ้ทิงมองหน้าผมเหมือนอยากให้ผมอยู่ต่อเพื่อต่อปากต่อคำกับพ่อแทนมัน แต่โทษที สู้ต่อไปนะไอ้น้อง ผมขอผ่าน

“ถ้ามึงเสพ พ่อคงพูดไรไม่ได้มากนอกจากจะไล่มึงออกจากบ้าน”

“โอเคพ่อ”

ผมพูดแค่นั้น แล้วรีบเดินหนีออกไปจากบ้านทันที

ใครจะรู้

เพื่อนผมมันเล่นอยู่

ผมมาที่มหาวงค์ เจอหน้าเพื่อนที่ปะหน้ากัน แล้วแท็กมือกันอย่างคุ้นเคย

“ไงมึง”

“วันนี้มาแว๊นกับเด็กถิ่นไหน”

ผมถามเพื่อน เพราะถึงจะอายุสิบสี่แต่เราแม่งก็แสบพอตัว ไม่ค่อยเรียน แถมยังหาเรื่องชกต่อยกับคนอื่น ดูมันเลวร้ายในสายตาคนอื่น แต่พอมาใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

มันก็สนุกดี

“ถิ่นพี่บอม พี่บอมเค้าขายกัญชาสามถุงสามร้อย” มันพูดแล้วตบบ่าผม “มึงเอาปะ กูสอนดูด”

“ยังไม่เอาว่ะ กูไม่ชอบเล่นยา” ผมตอบปัด เอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่ายาเป็นเรื่องแย่เหมือนที่พ่อเตือน แค่ผมไม่ชอบวิธีการเสพของมัน เลยยังไม่อยากลอง มีแค่ดูดบุหรี่ที่เพื่อนผมสอนเท่านั้นที่น่าลองกว่า “กูขอซี๊ดบุหรี่ให้เป็นก่อน”

“แล้วมึงคิดจะเล่นตอนไหน ยิ่งนานยิ่งแพง” มันแนะนำ ผมเลยนิ่งไป

“ตอนอายุสิบแปด” ผมมั่นใจโคตรๆ “คงไม่มีใครมาว่ากูได้”

ถ้าสิบแปดมันบรรลุนิติภาวะ งั้นผมก็เล่นยาได้

ตำรวจสาวไม่ถึงหรอก แถวนี้ตำรวจแม่งก็พวกเดียวกัน

จนอายุสิบหก ผมซ้ำชั้นอยู่ ม.3 มาปีนึง พ่อเริ่มเตือนผมเรื่องที่ผมเหลวไหล แต่เพราะผมวัยรุ่นสุดๆ เลยไม่คิดจะฟัง

ผมบอกเพื่อนว่าสิบแปดผมจะติดยา แต่จริงๆ แล้วพออายุสิบหกผมก็เริ่มเล่นเนื้อตามเพื่อน เริ่มไม่สนใจแฝดน้องอย่างไอ้ทิงแล้วใช้ชีวิตเป็นของตัวเองไม่ติดบ้าน

เนื้อหรือกัญชา พอดูดแล้วทำให้ลอย ใครลองมาวิจารณ์ดิ ผมแม่งเล่นเละหมดอ่ะ

ชีวิตผมแม่งเหลวไหลมากช่วงนี้ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันดี

จนวันนึงที่พี่กรที่ผมรู้จัก มันเป็นนายหน้าขายยา เด็กวงในจะรู้จักมันดี วันนั้นหลังสุมหัวผมกลับบ้านไปก่อนตอนดึกๆ แม่ผมเตือนพ่อเรื่องไม่ให้ผมออกไปเที่ยวเหลวไหลอีก แต่ไม่เคยสำเร็จ

แล้ววันนั้นตำรวจก็ขึ้นมารวบตัวพวกพี่กรณ์ถึงบ้าน หลังจากที่รวบตัวเพื่อนผมที่ไม่เกี่ยวกับยาไว้เป็นแพะแล้วมันรู้จักเลยสาวเรื่องมาถึงพี่กร

ผมถึงรู้ว่า ในโลกนี้มันมีตำรวจหลายแบบ

แล้วตำรวจหลายแบบก็เสือกทำงานด้วยกันอีก เลยเละเป็นข้าวต้มอย่างที่เห็น

ผมโชคดีที่กลับมาบ้านเลยไม่ถูกรวบ หลังจากนั้นเลยบอกกับเพื่อนว่าผมจะเลิกติดยา เลยเลิกกัน ลาขาดตั้งแต่วันนั้น

พ่อแม่ผมไม่รู้เพราะผมไม่ได้เล่า ที่เล่ารวบยอดคือตอนนั้นผมรู้แค่ตัวเองฝ่ายเดียว ไม่มีใครมารู้กับผมด้วย

จนอายุสิบเจ็ด ผมก็โดนไล่ออกเพราะซ้ำชั้นบวกกับความประพฤติเหลวไหลมากเกินไป

ตั้งแต่สิบห้าที่พ่อไม่เคยเรียกมาคุย จนวันนี้พ่อเริ่มเรียกมาถามจริงจังถึงชีวิตของผม เพราะพ่อไม่เคยใช้สายส่วนตัวตามชีวิตแฝดสองอย่างพวกเรา ตามแต่พี่สาวผม

ไม่แปลกที่พ่อจะไม่รู้ แต่พอสังเกตได้จากหน้า

“กูว่าถึงคราวที่กูต้องไล่มึงออกจากบ้านให้ไปใช้ชีวิตเองจริงจังแล้ว” พ่อพูดกับผมในวันนึง “มึงจะได้รู้ว่าโลกมันกว้างใหญ่กว่าที่มึงคิด”

“...” ผมเงียบไม่เถียงอะไร

“แม่ขอไว้ไม่ให้มึงออกจากบ้าน แต่มึงรู้ใช่มั้ยไอ้เข้ ว่าแม่ไม่ได้ตามพวกมึงเพราะฝากให้กูดูแล แล้วพวกมึงก็เป็นแบบนี้”

“...”

“มึงโดนไล่ออกจากโรงเรียน มึงจะเรียนอีกมั้ย กูขอถาม”

“ไม่พ่อ ไม่อยากเรียน” ผมตอบตรงๆ “ผมอยากทำงานโรงงาน เพื่อนผมก็ทำ”

“ได้”

“...”

“แต่ถ้าทำไม่ถึงเดือนแล้วออก มึงต้องกลับไปเรียน”

เป็นอย่างที่พ่อพูดไว้ เหมือนฟ้าสั่งมา

ผมทำงานโรงงานไม่ถึงเดือน เพราะทำตามเพื่อน ผมมันก็ไอ้ตัวอู้งาน โดดงานไปกับเพื่อนบ่อย แต่พอดีเพื่อนมันได้บรรจุแล้ว แต่ผมเป็นพนักงานใหม่

ผมเลยถูกไล่ออก

ผมมายืนอยู่ต่อหน้าพ่ออีกครั้ง เห็นพ่อมองมาด้วยแววตาเหมือนรู้ว่าแม่งจะจบแบบนี้ เหมือนรู้ดีเลย

“มึงโดดงาน” พ่อพิพากษาผมเสียงเข้ม “เลยถูกออก?”

“เพื่อนผมก็โดดน่าพ่อ” ผมแก้ตัว แต่เหมือนแก้ให้มันแย่กว่าเดิม

“มึงรู้ใช่มั้ย เราตกลงไรกันไว้”

“รู้ดิ”

“...”

“แต่ผมไม่อยากเรียน เรียนไปแล้วได้ไรอ่ะ ไม่เห็นได้ไรเลย” ผมย้อน จริงปะ ผมเห็นไอ้พวกเรียนสูงๆ จบไปตกงานเยอะแยะ “ทีพ่อยังไม่เรียนเลย”

“แล้วมึงทำงานได้มั้ย ถามหน่อย”

“...”

“อย่าเอากูไปเทียบกับมึง กูผ่านไรมามาก” พ่อย้อนกลับมาอีก ผมเลยสะอึกแล้วพูดไรไม่ออก เพราะมันก็จริง “ถ้ามึงไม่ไปเรียนก็ต้องอยู่บ้าน”

“...”

“มึงอยู่ได้เหรอ วันๆ ไม่ทำอะไร”

อยู่ได้ดิวะ

ผมคิดในใจ ใครมันจะอยู่ไม่ได้อ่ะ อยู่บ้านสบายๆ ไม่ต้องทำเหี้ยไรเลย งานก็ไม่ต้องทำ นอนผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆ

เอาน่า พ่อก็ยังไม่แก่มาก หาเงินไหวอยู่แล้ว

“ตกลงยังไง”

“อยู่ได้ดิพ่อ” ผมตอบ แล้วพ่อก็แค่นยิ้มออกมาทันที

“แล้วมาดูกัน ว่าไอ้หัวแข็งอย่างมึงจะทนอยู่บ้านไปได้สักกี่เดือน”

พ่อพูดไรวะ ผมแม่งไม่เข้าใจว่ะ

อยู่บ้านมันไม่ดีไง? ดีจะตาย ผมเบื่อด้วย งานก็ไม่ต้องทำ

วันนี้ผมออกไปหาหญิงดีกว่าว่ะ

ผมตัดสินใจแต่งตัวออกจากบ้านไปหาหญิงแถวมหาวงค์ที่เดิม สเปคผมคือชอบแบบสก๊อยๆ หน่อย เพราะเข้าใจในความเป็นผมดี ไม่เถียงไรมาก ได้ก็ได้กันง่ายๆ

เรียกว่าสังคมแบบผม ผู้หญิงแบบนี้แม่งฮอตฮิตติดชาร์ต

ผู้หญิงแบบอื่นผมไม่เคยเห็น แต่คิดว่าคงไม่สวยเท่า

อีกอย่าง แม่งไม่เรียนกัน

ผมเริ่มคบกับผู้หญิงคนนึง ชื่อตี้ เราคบกันแล้วผมไปบ้านเธอบ่อย (ไปเพื่อไปได้กัน) แล้วก็วนกลับมาบ้าน ติดต่อเพื่อนไม่ได้เพราะแม่งติดเรียนกันหมด โทรหาใครมันก็เรียน พวกที่ไม่เรียนก็ทำงาน

ผมเลยมีแค่ตี้ ที่อยู่กับผม

“ตี้ ถ้าวันนึงตี้ไม่อยู่เค้าจะอยู่ยังไง” ผมพูดกับตี้ในห้องของเธอ ตี้มันอยู่คนเดียวเพราะพ่อแม่ไม่เลี้ยง ผมเลยมานอนกับมันบ่อยๆ

“เข้ก็อยู่ได้ เดี๋ยวเข้ก็เจอเมียใหม่”

“เค้าไม่ลืมตี้หรอก เค้ารักตี้” ผมพูดแล้วกอดร่างบางในชุดสายเดี่ยวเกงขาสั้นติดตูดไว้แน่น

ผมจะคบตี้จนกว่าเราจะแต่งงาน

แต่แล้ววันนึง ตี้มันก็ไปมีผัวใหม่ระหว่างที่คบกับผม เราเลยต้องเลิกกัน

ผมแม่งเพ้อลงเฟสทุกวัน ความรักแม่งไม่มีจริง ผู้หญิงแม่งเหี้ยทุกคนอ่ะ หลอกให้รัก หลอกฟันแล้วไปมีผัวใหม่

ผมซึมเพราะผมรักตี้มาก วันๆ เก็บตัวอยู่แต่บ้าน นอนเล่นเฟส โพสน์นู้นแชร์นี่แนวอกหักไปเรื่อยตามประสาคนว่างบวกถูกทิ้ง ทักเพื่อนไปก็มีแต่คนติดเรียน ติดงาน

ผมคบกับตี้มาปีนึง ปีนึงที่เข้าออกห้องตี้บ่อยกว่าห้องตัวเอง

ตอนนี้ผมต้องมานอนเซ็งชีวิตอยู่บ้าน

โคตรน่าเบื่อ

ผู้หญิงแม่งเหี้ย นัดพวกรุ่นพี่ที่ไม่สนิทแดกเหล้าดีกว่า

“วันนี้มาแดกกับพวกพี่เหรอวะ”

พี่ก้อตทักผมตอนที่ผมมาถึงร้านเหล้า แอบจิ้กตังค์ใต้เก้ะพ่อมาห้าร้อย พวกพี่ก้อตเป็นรุ่นพี่ที่ผมไม่สนิท เพราะมันชอบดูถูกเพื่อนผมบ่อยๆ ผมไม่ค่อยชอบแต่ไม่มีเพื่อนแดก ไม่อยากแดกคนเดียว

“เออพี่ เพื่อนผมแม่งติดเรียน”

“ไอ้เอเพื่อนมึงมันเรียนเหรอวะ” พี่ก้อตหัวเราะ “กูว่าไม่ถึงปีมั้งไอ้สัส”

“ไอ้ห่านี่เรียนอ่อนจะตาย” อีกคนโพล่งขึ้นมา จะบอกว่าไอ้เอเป็นเพื่อนรักผม ผมเลยนั่งจ้องหน้ามันเงียบๆ “ไม่รู้แม่งจะไปได้สักกี่น้ำ”

“มันก็ตั้งใจเรียนอยู่พี่” ผมพยายามแก้ต่างให้เพื่อนตัวเอง

“มึงต้องทำใจนะไอ้เข้ กลุ่มพวกมึงมันอ่อนทั้งกลุ่ม” พี่ก้อตหัวเราะแล้วตบไหล่ผม “พวกที่ไปเรียนมันก็แค่พวกไม่มีทางเลือก ไอ้ลูกแหง่พ่อแม่บังคับ ทีมึงยังไม่เรียนเลย เหมือนพวกกูอ่ะ”

“...”

“กูว่าทำงานไปก็ไม่ได้ไรหรอกว่ะ” พี่ก้อตพูดอีก “พ่อแม่รวยก็ใช้ไปดิ ไม่เห็นต้องเรียนให้เสียเวลา เสียตังค์อีก”

“...”

“อย่างไอ้เหี้ยเอ ไม่รู้แม่งจะโดนกระทืบตายก่อนเรียนจบป่าว”

“...”

“ถ้าใช่ ก็ฝีมือพวกกูนี่แหล...”

พลั่ก!!

ผมกระแทกหมัดเข้าหน้าไอ้พี่ก้อตจนมันล้มลงไปนอนกับพื้น

“เฮ้ย! ไอ้เข้ มึงทำไรวะ” พวกเพื่อนๆ มันกรูกันไปดูไอ้ก้อต มันถูกพยุงลุกขึ้นยืน ไอ้ก้อตแม่งมองหน้าผมอย่างโมโห

“ต่อยกูทำไม!!”

“อย่ามาดูถูกกลุ่มกู” ผมลุกขึ้นยืนบ้างเหมือนกัน

“...”

“เพื่อนกูคือเพื่อน ไม่ใช่ขี้ปากพวกมึง!!”

ผมโดนอัดจนเละ แต่อย่างว่า ผมมันเก่ง สามรุมหนึ่งไง ผมตัวคนเดียวแต่ผมสอยเรียบหมด

กลับบ้านไปแม่ตกใจที่เห็นสภาพผม แม่รีบพาผมไปโรงบาลกับพ่อ แล้วผลที่ได้ก็คือผมได้ทำแผลยาวๆ เลย เพราะหัวแตก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ะ ผมต่อยกับไอ้พวกพี่ก้อตจนน่วม เพราะแค่ปกป้องเพื่อนที่มันเรียนอยู่

เอาจริงๆ ผมไม่ต้องมาเดือดร้อนก็ได้ปะ

ผมพ่นลมหายใจตอนที่ยืนดูดบุหรี่อยู่หน้าตึกโรงบาล พ่อกับแม่จ่ายเงินอยู่ข้างใน ส่วนผมคนเจ็บแม่งมายืนดูดบุหรี่อยู่ข้างนอก

พอดูดเสร็จกำลังจะเดินเข้าไป ผมก็ชนกับน้องคนนึง ใส่ชุดนักเรียน ม.ปลาย

“อะ ขอโทษค่ะ” เธอยกมือไหว้ผมปะหล่กๆ แล้วก้มลงเก็บของที่ตกพื้น

ผมตอนแรกจะเดินไปแล้วเพราะมาชนผมเอง แต่ก็จำใจเป็นคนดีลงไปช่วยน้องเก็บ ก่อนที่น้องจะเงยหน้ามาขอบคุณ

“ขอบคุณนะคะ”

ผมชะงักไป เมื่อเห็นแวบแรกว่า ขาว น่ารัก เรียบร้อย

“ไม่เป็นไรน้อง” ผมพูดเสียงเบาหวิว มองใบหน้าเล็กที่มองผม ก่อนที่เธอจะก้มหัวให้เหมือนคนขี้เขิน แล้วรับของจากมือผมก่อนที่จะเดินออกไป

ผมยืนค้างอยู่ตรงนั้น ยืนมองจนเห็นน้องขึ้นรถเมล์ที่เห็นว่ามันขึ้นเป็นป้ายเดียวกับซอยบ้านผมไป

ไอ้สัส

กูจะไม่ทน!

ปีกว่าแล้วที่ผมอยู่แต่บ้านไม่ทำเหี้ยอะไร

เวลาว่างๆ ผมก็ไปตามสืบน้องขาวสวยหมวยน่ารักคนนั้นว่าชื่ออะไร เริ่มจากมาที่โรงบาลทุกวัน แล้วก็ตามสืบดู ดูเหมือนว่าน้องจะเป็นลูกสาวของพยาบาลที่นี่

น้องอยู่บ้านใกล้ๆ ผม เชื่อปะว่าผมตามไปถึงหน้าบ้านโดยที่น้องไม่รู้ แล้วก็รู้ว่าเราอยู่ซอยเดียวกัน

ทำไมอยู่ใกล้กันขนาดนี้ผมถึงไม่เคยสนใจวะ

ผมนึกถึงรอยยิ้มแสนหวานบนใบหน้าเล็ก แล้วหยิบหมอนมาปิดหน้าเขินอยู่คนเดียว

น่ารักขนาดนี้ ไอ้เข้ไม่ทนแล้วนะเว้ย

“มึงจะไปไหนไอ้เข้”

พ่อเบรกผมไว้ในวันต่อมาที่ผมจะไปหาน้อง ผมหันไปมองหน้าพ่ออย่างเซ็งๆ แล้วยักไหล่

“เที่ยว”

“มึงเที่ยวหลายวันล่ะ มานี่ มาดูที่ลงเรียนกับพ่อ” พ่อกวักมือเรียกผมให้เดินเข้ามาหา ผมกลอกตา ก่อนที่จะล้วงกระเป๋าแล้วเดินมาหาพ่ออย่างเหม็นเบื่อ “เรียนอาชีวะมั้ย พ่อก็เคยเรียน”

“ไม่” ผมตอบอย่างจริงจัง “ไม่เรียนไรทั้งนั้นอ่ะพ่อ”

“มึงนี่เหมือนใครวะ ไม่เรียน ไม่ไปทำงาน แล้วจะทำห่าไรกิน”

“ก็ให้เมียเลี้ยงดิ” ผมเสนอแนวทาง

“มึงต้องหัดดูแลเพศแม่มากกว่าให้เพศแม่มาดูแลเราดิ”

“เอ้า ก็เห็นว่าเพศแม่เป็นได้แค่ช้างเท้าหลังไม่ใช่ไง?” ผมถามพ่ออย่างกวนส้นตีน เพราะผมไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้ว มันน่าเบื่อ

“ไอ้เด็กเวรนี่”

พอเห็นว่าพ่อบ่นพร้อมกับทำหน้าเซ็งผมเลยอาศัยจังหวะนั้นเดินหนีออกไปจากบ้าน

โคตรเซ็ง ไม่รู้จะบังคับผมไปถึงเมื่อไหร่

ไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำอ่ะ จบปะ

“นุ่ม กลับบ้านเองได้ใช่มั้ยลูก”

“ค่ะ” ผมนั่งมองน้องอยู่ตรงที่รอคนไข้ แย่งคนแก่นั่งอ่ะ เท่ปะล่ะ ผมเห็นพยาบาลแก่ๆ คนนึงเรียกน้องว่านุ่ม

ชื่อนุ่มเหรอวะ อยากลองจับดูจังว่าจะนุ่มเหมือนชื่อป่าว

สาวผมยาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มรับถุงยาจากพยาบาลแก่ๆ แล้วเดินออกไป ผมเห็นน้องก้มหน้าก้มตาเดินเหมือนเป็นคนขี้อาย

ผมลุกขึ้นล้วงกระเป๋าเดินตามหลังน้องไป

จนกระทั่ง

กึก

น้องนุ่มหยุดเดินกะทันหัน ผมที่เดินผิวปากเพลินเลยชนน้องเข้าเต็มๆ

“อะ” ร่างเล็กสะดุ้ง ในขณะที่ผมก็รู้สึกชิบหาย

“โทษครับ”

“... ค่ะ” เธอมองผมอย่างไม่ไว้วางใจ คงรู้ตัวแล้วมั้งว่าผมเดินตามมา ผมเลยไม่อยากเสียเวลา

“น้องชื่อไร” ผมถามตรงๆ ในขณะที่น้องมีท่าทางงงๆ

“นะ... นุ่มนิ่มค่ะ”

นุ่มนิ่ม น่าจับ ขอพี่ทัชได้ป่าว

“พี่ชื่อตะเข้นะ เรียกว่าพี่เข้ก็ได้” ผมเลยถือโอกาสแนะนำตัวเอง น้องนุ่มเอียงคอมองผม แววตาเธอดูมึนงงว่าทำไมอยู่ๆ ผมถึงมาแนะนำตัวเองต่อหน้าเธออย่างนี้

“... ค่ะ มีอะไรกับนุ่มเหรอ?”

“พี่คุยไรกับน้องแปปได้ปะ พอดีอยากทำความรู้จัก”

“เอ่อ...” น้องนุ่มมองผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“พี่ไม่ทำไรหรอก นี่โรงบาลนะน้อง”

ผมชวนน้องนุ่มมาคุยตรงที่ที่มีคนพลุกพล่านเพราะดูน้องกลัวผมมาก เลยอยากให้สบายใจว่าผมไม่ได้จงใจจะมาฉุดเธอไปทึ้งที่ไหน

น้องนุ่มบอกผมว่าแม่เธอเป็นพยาบาลอยู่ที่นี่ แล้วเธอก็กำลังจะเรียนต่อพยาบาลตามแม่ (อันนี้ผมหลอกถามเอง) ผมเลยคิดว่านี่แหละไอ้สัสรักแท้ ผู้หญิงดีๆ แบบนี้จะหาได้ที่ไหน

“แล้วพี่ล่ะคะ?” พอพูดถึงตัวเองจบ ร่างเล็กก็ถามผมกลับเหมือนตามมารยาท

“พี่ทำงานแล้ว” ผมโกหกอย่างเนียนๆ ทำงานเหี้ยไร ยังผลาญเงินพ่อแม่ใช้ไปวันๆ อยู่เลยไอ้เสือเข้

“อ๋อ...”

“แล้วน้องนุ่มชอบผู้ชายแบบไหนคะ มีแฟนยัง?” ผมเผลอพูดตรงไปกับน้องเพราะความหวานที่น้องมี น้องนุ่มมองผม ดวงตากลมโตมีท่าทางกังวลโคตรๆ แต่น้องก็ตอบ

“นุ่มไม่มีแฟนค่ะ” เธอมองหน้าผมอย่างเกร็งๆ “แต่... นุ่มชอบคนเรียนแพทย์... ค่ะ”

บทถัดไป