บทที่ 1 ตอนที่ 1 เจ้าสาวผู้ถูกเลือกด้วยหนี้
ตอนที่ 1
เจ้าสาวผู้ถูกเลือกด้วยหนี้
“ยุติโครงการนี้เสีย”น้ำเสียงเรียบเย็นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องประชุมชั้นห้าสิบหกของอาคารสำนักงานใหญ่เอสเคกรุ๊ป ประโยคสั้น ๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของชายผู้ครองตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ทำให้ผู้บริหารกว่ายี่สิบชีวิตซึ่งนั่งอยู่รอบโต๊ะประชุมขนาดยาวถึงกับชะงัก
ภาพจำลองของโครงการศูนย์การค้าและคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำยังคงปรากฏอยู่บนจอขนาดใหญ่ ตัวเลขผลขาดทุนซึ่งถูกคาดการณ์ไว้ในช่วงสามปีแรกถูกเน้นด้วยสีแดงเด่นชัด ขณะที่รายชื่อพนักงานและแรงงานกว่าสามร้อยชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการปรากฏอยู่ในเอกสารหน้าถัดไป
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนรวบรวมความกล้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“แต่เราเดินหน้าโครงการไปเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้วนะครับท่านประธาน หากยุติตอนนี้ บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ผู้รับเหมา รวมถึงต้องเลิกจ้างพนักงานเฉพาะกิจจำนวนมาก ผมคิดว่าถ้าเราปรับแผนการตลาดและเลื่อนการเปิดตัวออกไปอีกหกเดือน สถานการณ์อาจจะ....”
“ผมไม่ได้จ่ายเงินเดือนคุณเพื่อให้พูดว่า ‘อาจจะ’ ในการประชุมที่มีเงินหลายพันล้านบาทวางอยู่บนโต๊ะ”
ชายผู้เป็นประธานกล่าวแทรกโดยไม่ขึ้นเสียง ทว่าความเย็นชาที่แฝงอยู่ในทุกถ้อยคำกลับทำให้คนฟังเงียบลงทันที
สายฟ้านั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าคมคายสงบนิ่งจนแทบอ่านอารมณ์ไม่ออก ดวงตาสีเข้มกวาดมองตัวเลขบนจอเพียงครู่เดียว ก่อนลดสายตาลงยังรายงานในมือ
เขาอายุเพียงสามสิบห้าปี แต่ดำรงตำแหน่งประธานของกลุ่มธุรกิจที่มีทรัพย์สินมหาศาลมานานกว่าสี่ปี ภายใต้การบริหารของเขา เอสเคกรุ๊ปขยายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปสู่โรงพยาบาล พลังงานสะอาด และการลงทุนระหว่างประเทศอย่างรวดเร็วไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสายฟ้ามีความสามารถและแทบไม่มีใครกล้าปฏิเสธคำสั่งของเขาเช่นกัน
“โครงการนี้ขาดความได้เปรียบตั้งแต่วันที่คู่แข่งได้ที่ดินผืนติดกันไปครอบครอง ต้นทุนของเราสูงขึ้นสิบแปดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำลังซื้อในพื้นที่ลดลงต่อเนื่อง การยื้อเวลาออกไปอีกหกเดือนไม่ได้ทำให้โครงการดีขึ้น มีแต่จะทำให้เราเสียเงินมากกว่าเดิม” สายฟ้าปิดแฟ้มรายงานลงอย่างไม่รีบร้อน
“ฝ่ายกฎหมายเจรจาค่าชดเชยกับผู้รับเหมา ฝ่ายบุคคลจัดแพ็กเกจให้พนักงานที่ต้องเลิกจ้างตามเกณฑ์สูงสุด ส่วนคนที่มีศักยภาพให้กระจายไปยังโครงการอื่นภายในสิบห้าวัน”
“พนักงานบางส่วนทำงานกับโครงการนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น หากถูกย้ายกะทันหันหรือไม่ได้ไปต่อ พวกเขาอาจได้รับผลกระทบมากนะครับ” ผู้บริหารอีกคนเอ่ยขึ้น
สายฟ้าเหลือบมองเจ้าของคำพูด สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“การบริหารบริษัทไม่ใช่การทำงานการกุศล ผมรับผิดชอบต่อพนักงานหลายหมื่นคน ไม่ใช่เฉพาะคนสามร้อยคนในโครงการที่ไม่มีอนาคต หากเราปล่อยให้ความสงสารมีน้ำหนักมากกว่าข้อเท็จจริง คนที่ได้รับผลกระทบในวันข้างหน้าจะมากกว่านี้หลายเท่า”
“แต่ภาพลักษณ์ของบริษัท....”
“ฝ่ายประชาสัมพันธ์มีหน้าที่จัดการภาพลักษณ์ ส่วนผมมีหน้าที่ทำให้บริษัทยังมีกำไรเพียงพอจ่ายเงินเดือนทุกคนในเดือนหน้า อย่าสลับหน้าที่กัน”
ไม่มีใครกล้าพูดต่อ
สายฟ้าลุกขึ้นยืนเมื่อมองนาฬิกาบนข้อมือ เขาจัดกระดุมเสื้อสูทด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ก่อนออกคำสั่งสุดท้าย
“ผมต้องการแผนยุติโครงการฉบับสมบูรณ์ภายในเย็นพรุ่งนี้ ใครมีข้อเสนอที่ดีกว่าการยื้อเวลาเพื่อรอปาฏิหาริย์ ส่งมาให้ผมก่อนเที่ยง ส่วนใครยังคิดว่าความลังเลคือความเมตตา ขอให้กลับไปทบทวนว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งบริหารหรือไม่”
ประตูห้องประชุมเปิดออก ผู้ช่วยส่วนตัวของเขาขยับเข้ามารอรับแฟ้ม ขณะที่สายฟ้ากำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงทุ้มนุ่มของชายวัยใกล้หกสิบก็ดังขึ้นจากฝั่งขวา
“ตัดสินใจเด็ดขาดเหมือนเดิมนะสายฟ้า”
สายฟ้าหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองชยุต ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานและเป็นอาแท้ ๆ ของเขา
ชยุตมีบุคลิกสุขุม เป็นมิตร และมักมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ต่างจากสายฟ้าซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาอย่างสิ้นเชิง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชยุตมักทำหน้าที่ประนีประนอมกับผู้บริหารคนอื่นหลังจากหลานชายออกคำสั่งรุนแรง จนได้รับความไว้วางใจจากคนในบริษัทเป็นอย่างมาก
“ผมตัดสินใจจากตัวเลข ไม่ได้ตัดสินใจจากอารมณ์” สายฟ้าตอบ
“อารู้ แต่บางครั้งสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตัวเลขก็ไม่ใช่ทุกอย่าง คนสามร้อยคนที่กำลังจะเสียงานอาจมีครอบครัวอยู่ข้างหลังอีกหลายร้อยชีวิต”
“ผมให้ค่าชดเชยสูงสุดตามเกณฑ์และเปิดโอกาสให้ย้ายไปโครงการอื่นแล้ว ถ้ายังมีใครคิดว่านั่นไม่เพียงพอ อายินดีรับพวกเขาไปอยู่ในฝ่ายของอาได้”
ถ้อยคำตอบกลับฟังดูสุภาพ แต่คนฟังย่อมรู้ว่าเป็นการตัดบท
ชยุตหัวเราะเบา ๆ โดยไม่ถือสา“อาไม่ได้จะคัดค้าน เพียงอยากเตือนว่าเก้าอี้ของประธานอาจทำให้เรามองเห็นบริษัททั้งบริษัท แต่บางครั้งก็ทำให้มองไม่เห็นหัวใจของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด”
“หากหัวใจช่วยพยุงราคาหุ้นได้ ผมจะให้ฝ่ายการเงินบรรจุมันไว้ในรายงานไตรมาสหน้า”
สายฟ้าตอบก่อนเดินออกจากห้องประชุม ไม่ได้เห็นว่ารอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของชยุตเลือนหายไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อประตูลิฟต์ส่วนตัวปิดลง กรณ์ ผู้ช่วยที่ทำงานกับสายฟ้ามานานหลายปีจึงรายงานตารางงานต่อด้วยน้ำเสียงคล่องแคล่ว
“บ่ายโมงมีประชุมกับฝ่ายลงทุนต่างประเทศ บ่ายสามโมงมีนัดกับตัวแทนกองทุนจากสิงคโปร์ ส่วนห้าโมงเย็นคุณพิมพ์พิชาโทรมายืนยันนัดรับประทานอาหารครับ”
“เลื่อนนัดพิมพ์พิชาออกไป”
กรณ์ชะงักเล็กน้อย “ให้แจ้งเหตุผลว่าอย่างไรดีครับ”
“บอกว่าผมติดงาน”
“เธอแจ้งว่าเป็นเรื่องสำคัญและอยากคุยกับท่านประธานด้วยตัวเองครับ”
“ถ้าเรื่องสำคัญจริง เธอส่งรายละเอียดมาทางอีเมลได้”
“ครับ”
ลิฟต์ยังไม่ทันลงถึงชั้นห้าสิบ สายตาของสายฟ้าก็หยุดอยู่ที่ข้อความหนึ่งบนหน้าจอโทรศัพท์ ทนายประจำครอบครัวส่งข้อความมาขอพบเขาเป็นการด่วน โดยระบุว่าเกี่ยวข้องกับพินัยกรรมของบิดา
สายฟ้าขมวดคิ้ว บิดาของเขาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อหกเดือนก่อน การแบ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว หุ้นในบริษัทตกเป็นของเขาตามที่ทุกคนคาดหมาย ส่วนทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่งถูกจัดสรรให้มารดาและมูลนิธิของครอบครัวเขาไม่รู้ว่ายังมีเรื่องใดในพินัยกรรมซึ่งจำเป็นต้องพูดคุยเป็นการด่วนอีก
“ยกเลิกประชุมช่วงบ่ายทั้งหมด” สายฟ้าสั่ง
กรณ์หันมามองด้วยความแปลกใจ เพราะเจ้านายไม่เคยยกเลิกนัดธุรกิจต่างประเทศโดยไม่มีเหตุผลสำคัญ
“ให้ผมแจ้งว่าท่านประธานมีภารกิจด่วนหรือครับ”
“ใช่ แล้วเชิญคุณอารัญขึ้นมาพบผมที่ห้องทำงานทันที”
“ครับท่านประธาน”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา อารัญ ทนายวัยหกสิบต้น ๆ ผู้ทำงานให้ครอบครัวนี้มาตั้งแต่สายฟ้ายังเป็นเด็ก ก็มานั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานขนาดใหญ่
ห้องทำงานของประธานเอสเคกรุ๊ปกว้างขวางและเรียบหรู ผนังกระจกเผยให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองเบื้องล่าง ทุกสิ่งภายในถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของประดับชิ้นใดเกินความจำเป็น เช่นเดียวกับเจ้าของห้องซึ่งไม่ยอมปล่อยให้สิ่งใดอยู่เหนือการควบคุม
