บทที่ 3 ตอนที่3 ดวงตาที่เหนื่อยล้า
ตอนที่3
ดวงตาที่เหนื่อยล้า
ในช่วงเวลาเดียวกัน บ้านสองชั้นหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ในซอยเงียบสงบอีกฟากหนึ่งของเมืองเต็มไปด้วยกลิ่นยาจาง ๆ และเสียงเครื่องวัดความดัน
ลลินค่อย ๆ พยุงมารดาให้เอนหลังลงบนหมอน หลังจากช่วยทำกายภาพแขนและขาตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัดครบทุกขั้นตอนแล้ว เธอใช้ผ้าสะอาดซับเหงื่อบริเวณขมับของหญิงวัยห้าสิบกว่าอย่างอ่อนโยน
“วันนี้แม่ยกแขนได้สูงกว่าเมื่อวานอีกนะคะ อีกไม่นานต้องจับช้อนกินข้าวเองได้แน่นอน แต่ห้ามใจร้อนนะคะ หมอบอกแล้วว่ากล้ามเนื้อกับสมองต้องใช้เวลาปรับตัว หากแม่ฝืนมากไปแล้วเกิดอาการเกร็งขึ้นมา เราจะต้องเริ่มกันใหม่ตั้งแต่ต้น”
มารดาของเธอพยายามขยับริมฝีปาก แต่มีเพียงเสียงเบา ๆ ที่ฟังไม่เป็นคำหลุดออกมา
ลลินยิ้มทั้งที่ลึกลงไปในดวงตามีความเหนื่อยล้าปรากฏอยู่
“ลินรู้ค่ะว่าแม่อยากพูด ลินก็อยากฟังเสียงแม่เหมือนกัน แต่เราไม่ต้องรีบ ต่อให้วันนี้แม่พูดไม่ได้สักคำ แค่แม่ยังมองลินอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”
หญิงสาวก้มลงจับมือข้างที่ยังขยับได้ไม่ดีนัก มือของมารดาสั่นเล็กน้อย ก่อนใช้นิ้วชี้แตะหลังมือของเธอเหมือนพยายามปลอบโยน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากโต๊ะใกล้หน้าต่าง ลลินเหลือบมองหน้าจอ พบว่าเป็นสายจากโรงพยาบาล
เธอลุกไปกดรับและเดินออกมาพูดบริเวณหน้าห้อง เพื่อไม่ให้มารดากังวล
“สวัสดีค่ะ ลลินพูดค่ะ”
“ดิฉันโทรจากฝ่ายการเงินของโรงพยาบาลนะคะ เรื่องค่าใช้จ่ายกายภาพและค่ายาที่ค้างอยู่ เจ้าหน้าที่ส่งรายละเอียดให้ทางอีเมลแล้ว ไม่ทราบว่าคุณลลินสะดวกชำระภายในวันศุกร์นี้หรือเปล่าคะ”
หญิงสาวหลับตาลงชั่วครู่
งานตรวจสอบโครงการล่าสุดเพิ่งเลื่อนการจ่ายค่าจ้างออกไปอีกหนึ่งเดือน เงินเก็บในบัญชีเหลือไม่มากนัก ขณะที่ยอดชำระของโรงพยาบาลสูงกว่าที่คาดไว้เกือบสองเท่า
“ฉันขอแบ่งชำระเป็นสองครั้งได้ไหมคะ ภายในวันศุกร์นี้จะจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือขอเวลาอีกไม่เกินสิบห้าวันค่ะ”
“ตามระเบียบต้องชำระยอดเต็มนะคะ แต่ดิฉันจะลองเสนอหัวหน้าให้ อย่างไรก็ตาม หากยังมียอดค้างอยู่ การนัดนักกายภาพรอบถัดไปอาจต้องเลื่อนออกไปก่อนค่ะ”
“อย่าเพิ่งเลื่อนเลยนะคะ การทำกายภาพต่อเนื่องสำคัญกับการฟื้นตัวของคุณแม่มาก ฉันจะพยายามจัดการยอดทั้งหมดให้ทันวันศุกร์ค่ะ”
“ได้ค่ะ ดิฉันจะลงบันทึกไว้ก่อน”
เมื่อวางสาย ลลินยืนพิงผนังอยู่นานหลายวินาที เธอก้มมองตัวเลขในแอปพลิเคชันธนาคาร ก่อนเปิดรายการค่าใช้จ่ายที่จดไว้อย่างละเอียด ค่าโรงพยาบาล ค่านักกายภาพ ค่ายา ค่าผ่อนบ้าน และค่าใช้จ่ายประจำวัน หากลูกค้ารายล่าสุดยังไม่จ่ายเงินภายในสัปดาห์นี้ เธออาจต้องขายรถซึ่งเป็นทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ทำให้หญิงสาวเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าแล้วเดินไปเปิดประตู ชายวัยสูงอายุในชุดสูทสุภาพยืนอยู่ด้านนอก เขาคืออารัญ คนที่ลลินเคยพบเพียงสองครั้งในช่วงงานศพของบิดาสายฟ้า
“สวัสดีครับคุณลลิน ผมต้องขออภัยที่มาโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า”
“ไม่เป็นไรค่ะ เชิญเข้ามาก่อน”
ลลินเปิดประตูให้เขาเดินเข้ามา เธอพาไปนั่งบริเวณห้องรับแขกเล็ก ๆ ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ไม่มากนัก แต่สะอาดและเป็นระเบียบ
อารัญมองเห็นอุปกรณ์กายภาพซึ่งวางอยู่มุมห้อง รวมถึงถุงยาหลายใบที่จัดเรียงไว้อย่างดี ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาหยุดมองคือภาพถ่ายของธนาซึ่งตั้งอยู่บนตู้ไม้
ในภาพ ชายวัยกลางคนกำลังอุ้มลลินในวัยเด็ก ทั้งสองยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข ไม่มีสิ่งใดในแววตาของเขาทำให้นึกถึงผู้ชายผู้โหดเหี้ยมซึ่งกล้าวางเพลิงจนมีคนเสียชีวิต
“คุณมาพบฉันเรื่องอะไรหรือคะ”
อารัญหันกลับมา ก่อนหยิบซองจดหมายสีขาวออกจากกระเป๋า
“คุณพ่อของคุณสายฟ้าฝากสิ่งนี้ไว้ให้คุณครับ ท่านกำชับว่าต้องมอบให้คุณหลังจากท่านเสียชีวิตครบหกเดือน”
ลลินมองซองในมือเขาโดยไม่รับทันที“เหตุใดเขาต้องฝากจดหมายถึงฉันคะ ฉันแทบไม่เคยพบเขาเป็นการส่วนตัว”
“เรื่องนั้นผมตอบไม่ได้ครับ ผมเพียงทำตามคำสั่ง”
“แล้วคุณอ่านจดหมายหรือยัง”
“ยังครับ ซองถูกปิดผนึกตั้งแต่วันที่ท่านนำมาฝาก”
ลลินจึงยื่นมือไปรับ ซองกระดาษไม่ได้มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงชื่อลลินเขียนอยู่ตรงกลางด้วยลายมือที่สั่นเล็กน้อย
เธอจำลายมือนี้ได้จากการ์ดแสดงความเสียใจที่ครอบครัวสายฟ้าเคยส่งมาในวันที่บิดาของเธอเสียชีวิต ความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับมาทันที
เธออายุเพียงสิบเอ็ดปี ยืนอยู่หน้าหีบศพของบิดาโดยไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนซึ่งสัญญาว่าจะกลับบ้านถึงกลายเป็นเพียงร่างไร้ลมหายใจ เสียงกระซิบรอบตัวเต็มไปด้วยคำว่า “นักโทษ” “ฆ่าตัวตายหนีความผิด” และ “คนวางเพลิง” ไม่มีใครถามว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งยืนจับมือมารดาแน่นกำลังรู้สึกอย่างไร
หลังงานศพ มีตัวแทนจากเอสเคกรุ๊ปนำเงินก้อนหนึ่งมามอบให้ พร้อมบอกว่าเป็นความช่วยเหลือด้วยเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต
มารดาของเธอไม่อยากรับ แต่ค่าทนายและหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้คดีทำให้ไม่มีทางเลือก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เงินจากครอบครัวสายฟ้ากลายเป็นสิ่งที่ลลินทั้งเกลียดและจำเป็นต้องรับ
“นอกจากจดหมาย คุณยังมีเรื่องอื่นต้องบอกฉันอีกหรือเปล่าคะ” เธอถาม
อารัญพยักหน้า “มีครับ แต่ผมคิดว่าคุณควรอ่านจดหมายก่อน”
ลลินใช้นิ้วเปิดผนึกอย่างระมัดระวัง ภายในมีจดหมายเพียงแผ่นเดียว เธออ่านทุกบรรทัดอย่างช้า ๆ
ลลิน
เมื่อเธอได้รับจดหมายฉบับนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้พูดความจริงกับเธอด้วยตัวเองแล้ว ฉันรู้ดีว่าไม่มีคำขอโทษใดสามารถชดเชยสิ่งที่ครอบครัวของเธอต้องสูญเสีย และฉันไม่มีสิทธิ์ขอให้เธอยกโทษให้ แต่หากเธอยังต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ธนา เธอจะต้องเข้าไปในเอสเคกรุ๊ปในฐานะบุคคลที่ไม่มีใครสามารถขับไล่ออกมาได้ง่าย ๆ
เอกสารบางส่วนยังอยู่ที่นั่น ความจริงยังไม่ถูกทำลายทั้งหมด แต่คนที่เคยทำลายชีวิตพ่อของเธอยังคงมีอำนาจ และจะไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้มัน
ฉันจึงเหลือทางเลือกสุดท้ายให้เธอแต่งงานกับสายฟ้า
การเป็นภรรยาของเขาจะทำให้เธอมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและเอกสารบางประเภทตามเงื่อนไขที่ฉันกำหนดไว้ เธอไม่จำเป็นต้องรักเขา และไม่ต้องตอบแทนสิ่งใดแก่ครอบครัวของฉัน สิ่งที่ฉันขอมีเพียงให้เธอระวังตัว และอย่าเชื่อคำพูดของใครจนกว่าจะได้เห็นหลักฐานด้วยตนเองหากเธอเลือกปฏิเสธ ฉันจะไม่ตำหนิ เพราะสิ่งที่ฉันกำลังขออาจโหดร้ายเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรต้องเผชิญ
แต่หากเธอยังต้องการความจริง จงเข้าไปในบ้านหลังนั้น แล้วตามหาสิ่งที่ฉันไม่กล้าส่งมอบให้ธนาในวันที่เขายังมีชีวิต
ลลินอ่านบรรทัดสุดท้ายซ้ำหลายครั้ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“เขารู้ว่าพ่อฉันไม่ได้ทำผิดใช่ไหมคะ”
อารัญนิ่งเงียบ“คุณทำงานให้ครอบครัวนั้นมานาน คุณต้องรู้อะไรบ้าง เขาเขียนชัดเจนว่ามีคนทำลายชีวิตพ่อฉัน และยังบอกว่าความจริงอยู่ในบริษัท คุณจะบอกฉันจริง ๆ หรือคะว่าไม่เคยสงสัยอะไรเลย”
“ผมสงสัยหลายอย่างครับ แต่ความสงสัยของทนายไม่สามารถใช้แทนหลักฐานในศาลได้”
“แล้วเหตุใดเขาไม่เปิดเผยตั้งแต่ยังมีชีวิต เหตุใดต้องรอจนตัวเองตาย แล้วผลักฉันเข้าไปค้นหาสิ่งที่เขาไม่กล้าพูด” คำถามของเธอสั่นด้วยความโกรธซึ่งกดเก็บมานาน
“พ่อฉันตายในเรือนจำ แม่ฉันต้องอยู่กับความอับอายมาทั้งชีวิต ฉันถูกเพื่อนล้อว่าเป็นลูกฆาตกรตั้งแต่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าคำว่าฆาตกรหมายถึงอะไร หากเขารู้ว่าพ่อฉันบริสุทธิ์ เหตุใดไม่ช่วยตั้งแต่วันนั้น เหตุใดเพิ่งมาทิ้งจดหมายไว้หลังตัวเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกแล้ว”
อารัญรับฟังโดยไม่แก้ตัวแทนผู้ตาย“คุณมีสิทธิ์โกรธครับ และผมไม่มีคำตอบที่ทำให้ความโกรธของคุณเบาลงได้ สิ่งเดียวที่ผมพูดได้คือ ก่อนเสียชีวิต ท่านพยายามแก้ไขบางอย่าง แต่ไม่ไว้ใจใครมากพอจะทำต่อหน้าคนอื่น”
“รวมถึงลูกชายของตัวเองด้วยหรือคะ”
“ผมไม่ทราบครับ”
ลลินพับจดหมายกลับอย่างระมัดระวัง แม้มือจะสั่นเล็กน้อย
“สายฟ้ารู้เรื่องแต่งงานแล้วหรือยัง”
“รู้แล้วครับ”
“เขาตอบว่าอย่างไร”
อารัญยิ้มจาง ๆ อย่างคนลำบากใจ
“เขาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ขอพบคุณภายในวันนี้”
ลลินเงยหน้าขึ้น “วันนี้หรือคะ”
“ครับ เขาต้องการมาพบคุณด้วยตัวเอง”
“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยอมพบหรือไม่”
เสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นบริเวณหน้าบ้านในจังหวะเดียวกับคำพูดของเธอ รถยนต์สีดำคันหรูแล่นเข้ามาจอดอย่างสงบนิ่ง ตามด้วยรถของผู้ติดตามอีกหนึ่งคัน
อารัญมองผ่านหน้าต่างแล้วถอนหายใจ“ดูเหมือนคุณสายฟ้าจะตัดสินใจแทนเราแล้วครับ”
ลลินมองชายร่างสูงซึ่งก้าวลงจากรถ เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มเช่นเดียวกับภาพที่ปรากฏในข่าวธุรกิจทุกสัปดาห์ บุคลิกโดดเด่นและเย็นชาแม้อยู่ห่างออกไปหลายเมตร
เธอเคยเห็นสายฟ้าเพียงไม่กี่ครั้งในงานพิธีของบริษัท และไม่เคยสนทนากันอย่างจริงจัง แต่รู้จักชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดี ท่านประธานผู้ไม่เคยยอมใคร ผู้ชายที่ทำให้คู่แข่งหลายรายต้องขายกิจการภายในเวลาไม่กี่เดือนและบุตรชายของครอบครัวซึ่งอาจรู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของบิดาเธอ
ลลินสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนวางจดหมายลงบนโต๊ะ“หากเขาคิดว่าจะเดินเข้ามาแล้วสั่งให้ฉันแต่งงานเหมือนสั่งพนักงานในบริษัท เขาคงต้องผิดหวังค่ะ”
อารัญมองแววตาแน่วแน่ของหญิงสาวแล้วรู้ทันทีว่า การพบกันครั้งนี้คงไม่มีใครยอมใครง่าย ๆ
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีกครั้ง
ลลินเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง สายฟ้ายืนอยู่ตรงหน้าเธอ เขาสูงกว่าที่เห็นในภาพข่าวมาก ใบหน้าคมคายไม่ได้แสดงความรู้สึกใดนอกจากความมั่นใจอย่างคนซึ่งคุ้นเคยกับการได้รับสิ่งที่ต้องการ ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันเป็นครั้งแรก
สายฟ้ามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เธอสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวเรียบง่าย ผมดำยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงหรือการแต่งกายที่แสดงถึงความพยายามสร้างความประทับใจสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ เธอไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นเมื่อเห็นเขา ไม่มีรอยยิ้มประจบ ไม่มีความประหม่า และไม่มีแววตาของคนซึ่งกำลังมองเห็นโอกาสเปลี่ยนชีวิต
มีเพียงความระวังและความเย็นชาไม่ต่างจากเขา
“คุณลลิน”
“คุณสายฟ้า”
เธอไม่ได้ยกมือไหว้ ไม่ได้เชิญเขาเข้าบ้านทันที เพียงยืนรอฟังว่าเขามาทำอะไร
สายฟ้าไม่เคยถูกผู้หญิงคนใดต้อนรับด้วยท่าทีห่างเหินเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยขึ้นตรง ๆ
“ผมมาคุยเรื่องแต่งงาน”
“ฉันทราบแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะยอมคุยกับคุณวันนี้”
“เรื่องนี้มีเวลาจำกัด ผมไม่คิดว่าการปล่อยเวลาไปกับพิธีรีตองจะเกิดประโยชน์กับฝ่ายใด”
ลลินมองเขานิ่ง ๆ ก่อนเปิดประตูกว้างขึ้น
“เชิญค่ะ ฉันเองก็ไม่ชอบเสียเวลากับคนที่มั่นใจว่าความต้องการของตัวเองสำคัญกว่าความพร้อมของคนอื่น”
สายฟ้าหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่เดินตามเธอเข้าไปโดยไม่ตอบโต้
เมื่อมาถึงห้องรับแขก เขาเหลือบเห็นอารัญอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงอุปกรณ์กายภาพและยาหลายชนิดซึ่งวางอยู่มุมห้อง เสียงไอเบา ๆ ดังมาจากห้องด้านใน
ลลินสังเกตสายตาของเขา จึงกล่าวขึ้น“แม่ฉันพักอยู่ในห้องค่ะ ท่านยังสื่อสารไม่สะดวก หากเราจะพูดเรื่องที่อาจกระทบจิตใจ ขอให้ลดเสียงลงด้วย”
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ขอร้อง แต่เป็นการกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจน
สายฟ้านั่งลงบนโซฟาเดี่ยว ส่วนลลินเลือกนั่งฝั่งตรงข้าม อารัญขอตัวออกไปรอด้านนอกเพื่อให้ทั้งคู่สนทนาเป็นการส่วนตัวทันทีที่ประตูปิดลง สายฟ้าก็วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ
“ผมจะพูดตรง ๆ เพราะคิดว่าเราทั้งคู่คงไม่ต้องการเสียเวลากับการเสแสร้ง ผมไม่ได้ต้องการแต่งงาน และผมเชื่อว่าคุณเองก็คงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ยอมพิจารณาข้อเสนอนี้”
“คุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันกำลังพิจารณา”
“ถ้าคุณไม่สนใจจริง คุณคงปฏิเสธคุณอารัญตั้งแต่ได้รับจดหมาย และคงไม่ยอมให้ผมนั่งอยู่ตรงนี้”
“การยอมฟัง ไม่ได้แปลว่าจะยอมรับ”
“ผมทราบ เพราะฉะนั้นผมจึงเตรียมข้อเสนอที่ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ”
สายฟ้าเปิดแฟ้มแล้วเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าเธอ
“สัญญาสมรสระยะเวลาสามปี เราจะจดทะเบียนอย่างถูกต้องและจัดงานแต่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของบริษัท คุณจะได้รับเงินสามสิบล้านบาททันทีหลังจดทะเบียน ผมจะชำระหนี้บ้านทั้งหมด รับผิดชอบค่ารักษามารดาของคุณโดยไม่มีวงเงิน และจัดหาทีมแพทย์ที่ดีที่สุดให้ ส่วนเงินช่วยเหลือหรือหนี้สินที่เคยมีกับครอบครัวผมจะถือว่าสิ้นสุดทั้งหมด”
ลลินก้มมองตัวเลขในเอกสารโดยไม่หยิบขึ้นมาอ่าน สามสิบล้านบาทมากพอให้เธอกับมารดาใช้ชีวิตอย่างสบายไปตลอดหลายปี ค่ารักษาทุกอย่างจะไม่เป็นภาระอีกต่อไป และบ้านซึ่งกำลังถูกธนาคารติดตามหนี้จะไม่ถูกยึดข้อเสนอของเขาสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่เธอกำลังเผชิญอยู่แต่ถ้อยคำของผู้ชายตรงหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตีราคาเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“คุณเตรียมตัวเลขได้รวดเร็วดีกว่าที่ฉันคิดนะคะ”
“ผมไม่เสนอสิ่งใดโดยไม่ประเมินมูลค่า”
“แล้วคุณประเมินได้อย่างไรว่าการแต่งงานกับคุณสามปีมีมูลค่าสามสิบล้าน ไม่มากหรือน้อยกว่านั้น”
“เงินจำนวนนี้มากพอทำให้คุณกับมารดาไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีก และมากกว่ารายได้ที่คุณจะหาได้จากการทำงานในช่วงสามปีหลายเท่า”
“คุณจึงคิดว่าฉันควรดีใจและรีบเซ็นทันที”
“ผมคิดว่าคนมีเหตุผลย่อมพิจารณาว่าข้อเสนอนี้เป็นประโยชน์”
ลลินเงยหน้าขึ้นมองเขา
“คุณรู้หรือยังคะว่าฉันต้องทำอะไรบ้างหลังแต่งงาน”
“ทำหน้าที่ภรรยาต่อหน้าสังคม ออกงานกับผมตามความจำเป็น และไม่สร้างเรื่องเสียหายต่อบริษัท ส่วนชีวิตส่วนตัวเราจะแยกจากกัน คุณจะมีพื้นที่ของคุณ ผมมีพื้นที่ของผม เมื่อครบสามปีเราจะหย่าโดยไม่มีข้อผูกพัน”
“แล้วหากคุณมีผู้หญิงคนอื่นระหว่างแต่งงาน”
สายฟ้านิ่งไปเพียงเล็กน้อย
“เรื่องส่วนตัวของผมจะไม่กระทบกับสถานะของคุณ”
“นั่นไม่ใช่คำตอบค่ะ”
“คุณต้องการคำตอบแบบไหน”
“ฉันต้องการรู้ว่าในช่วงที่ฉันถูกบังคับให้แสดงเป็นภรรยาที่ดี คุณจะมีสิทธิ์ทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลกต่อหน้าสังคมหรือไม่ หากคุณมีผู้หญิงคนอื่นและข่าวหลุดออกมา คนที่ถูกถามย่อมเป็นฉัน คนที่ต้องยืนยิ้มข้างคุณย่อมเป็นฉัน และคนที่ต้องรับสายตาสมเพชจากคนทั้งงานก็คือฉัน ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียว”
