บทที่ 3 จุดเปลี่ยนแปลง

     เกือบสองทุ่มกว่าโสรยากลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ซึ่งดาหวันนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา หญิงสาวปรายตาดูเพื่อนที่หิ้วถุงกระดาษพะรุงพะรังเข้ามาก็ได้แต่ส่ายหน้า

         “ดูอะไรอยู่ไอ้หวัน” ถามพลางนั่งลงบนโซฟายาวตัวเดียวกัน วางถุงกระดาษไว้บนโซฟาตัวเล็กแล้วจ้องมองดูจอโทรทัศน์

         “ดูข่าว แล้วแกได้อะไรมาอีกล่ะไอ้โซ่ ขนาดไม่มีเงินยังหิ้วกลับมาอีกสองสามถุง” ถามพลางมองไปยังถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

         “รองเท้ากีฬา มันใส่เดินป่าได้ด้วยนะแก เผื่อทริปหน้าไปเที่ยวกันอีกฉันจะได้ใส่ไง แกลองสวมดูสิใส่แล้วเดินเบ๊าเบา คู่เก่าฉันว่ามันหนักไป แล้วนี่เข็มขัดหนังแท้เชียวนะแก จะซื้อมาใส่กับกางเกงยีนส์ตัวใหม่มันลดราคาเหลือแค่พันห้าเอง ฉันก็เลยเอามาด้วยเลย จะได้ใส่ไปงานแต่งงานแกต้นเดือนหน้าไงไอ้หวัน” ดาหวันเลิกคิ้วให้กับสารพัดเหตุผลในการซื้อที่ยกมาอ้าง ก่อนจะรีบท้วงเมื่อเหตุผลสุดท้ายมันเกี่ยวข้องกับตัวของเธอ

         “เฮ้ย งานแต่งงานฉันแกต้องใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาวสิ ไม่ใช่กางเกงยีนส์” เพื่อนสาวโวยวาย

         “โธ่ ก็ใส่ชุดนี้ออกจากกรุงเทพฯ ไง แล้วไปใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาวที่โน่น เออ จริงด้วยสิฉันยังไม่ได้ซื้อชุดเพื่อนเจ้าสาวเลย ไว้ใกล้วันงานแกไปช่วยฉันเลือกหน่อยแล้วกัน ไหนจะรองเท้าส้นสูง แต่งหน้าทำผมอีกสารพัด” คนที่จะเป็นเพื่อนเจ้าสาววางแผน

         “แกไม่ต้องซื้อใหม่หรอกชุดเพื่อนเจ้าสาวเช่าเอาก็ได้ ใส่วันเดียวเอง จะซื้อทำไม รองเท้าส้นสูงของแกก็มีตั้งเยอะแยะไม่เห็นต้องซื้อใหม่ให้เปลืองเลย ก็ไปเช่าที่ร้านเช่าชุดแต่งงานนั่นล่ะ งานแต่งงานฉันแค่เล็ก ๆ เอง แกไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกไอ้โซ่ หรือไม่ก็ชุดเก่า ๆ ของแกนี่ล่ะ ฉันเห็นแกก็มีชุดไปงานเลี้ยงเยอะแยะไป ไม่เห็นต้องซื้อใหม่” คนเป็นเจ้าสาวว่า แต่เพื่อนเจ้าสาวส่ายหน้ายิก

         “ได้ยังไงล่ะไอ้หวัน งานแต่งงานเพื่อนรักที่สุดในชีวิตของฉัน จะให้ฉันแต่งแบบอนาถาได้ยังไง มันต้องของใหม่เท่านั้น แล้วถามจริง ๆ เถอะ แกตัดสินใจแน่แล้วเหรอที่จะแต่งงานกับพี่หมึกน่ะ” โสรยานึกถึงชายหนุ่มรุ่นพี่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาที่ต่างจังหวัดมาด้วยกันแล้วอดถามไม่ได้

เพราะภาพสุดท้ายที่เธอเห็นเมื่อหลายปีก่อน หลังจากที่ดาหวันเรียนจบปริญญาตรีที่ต่างจังหวัด เธอก็ไปรับเพื่อนมาทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ ดาหวันแนะนำให้เธอรู้จักกับคนรักก็คือพิทยาหรือนายหมึกที่กำลังพูดถึง เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบต้น ๆ ตอนนั้นนายหมึกที่เธอเคยเห็นในตอนเด็กโตขึ้นมากมีรูปร่างผอมสูงผิวคล้ำจนถึงขั้นดำ ทำงานเป็นช่างก่อสร้างและฐานะไม่ค่อยดีนัก

ในขณะที่โสรยาจบชั้นประถมศึกษาก็เข้ามาเรียนชั้นมัธยมที่กรุงเทพมหานคร นาน ๆ ถึงจะได้กลับบ้านสักครั้งหนึ่ง และไม่เคยจะได้อยู่นานสักที จึงไม่เคยเจอตัวพิทยาซึ่งเป็นคนรักของเพื่อนอีกเลย

“อือ ก็คบกันมาตั้งแต่อายุ 18 นี่ก็สิบปีเข้าไปแล้ว ฉันอยากแต่งตั้งนานแล้ว แต่พี่หมึกเขารอสร้างฐานะก่อน บอกว่าไม่อยากเอาฉันไปลำบากด้วย” ดาหวันเล่า ดวงตาคู่สวยของเธอเต็มอิ่มไปด้วยความสุข

“แล้วนี่เขาสร้างฐานะได้แล้วเหรอ เห็นคราวก่อนได้ยินแม่บอกว่าเขาขับสามล้อรับซื้อของเก่าอยู่แถวบ้าน” โสรยาถามขึ้น

“ตอนนี้พี่หมึกเขาซื้อรถกระบะมือสองแล้ว ซื้อของเก่าเสร็จก็ไปรับซื้อน้ำยาง ก้อนยางด้วย เห็นบอกว่ามีอะไรจะเซอร์ไพรส์ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่หมึกเขาเปลี่ยนไปขนาดไหน ไม่ค่อยได้โทร.คุยกันหรอก พี่เขายุ่ง ๆ ทั้งวัน” ดาหวันว่า

“โห รับซื้อน้ำยาง ก้อนยาง เหม็นหึ่งไปทั้งคันรถแกจะไปอยู่แบบนั้นได้เหรอหวัน” โสรยาถามอย่างตรงไปตรงมาเพราะอาชีพกรีดยางและรับซื้อยางพารานั้นเป็นอาชีพหลักของบ้านเธอที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ทำให้เธอจินตนาการได้อย่างชัดเจนว่าอาชีพนั้นมันไม่ได้สวยงามหรูหราเลยแม้แต่น้อย แล้วเพื่อนของเธอก็หน้าตาสะสวย น่าจะเลือกผู้ชายฐานะดี ๆ ใน กทม. ได้อย่างสบาย ๆ

“ก็ฉันรักพี่หมึกนี่ เขาเป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่กินเหล้า ไม่เจ้าชู้ ถึงไม่หล่อสำหรับแกแต่เขาก็หล่อสำหรับฉันก็แล้วกันล่ะวะไอ้โซ่ ว่าแต่แกเถอะเมื่อไหร่จะคิดเรื่องแต่งงานแต่งการกับเขามั่ง นี่แกก็อายุย่างยี่สิบเก้าแล้วนะ”

“โธ่ แค่ยี่สิบแปดกว่า ๆ เอง ฉันยังมีโอกาสเป็นโสดได้อีกนาน ยังสนุกไม่อิ่มเลย เรื่องอะไรจะหาบ่วงมาผูกคอ แกจะแต่งก็แต่งไปคนเดียวเถอะ ฉันยังสนุกกับชีวิตโสดอยู่”

“ก็ตามใจแก ฉันว่าจะเข้านอนแล้วล่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงานอีก ช่วงนี้งานฉันยุ่งมากต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อนที่ฉันจะลาออก” คิดถึงงานบัญชีที่เธอทำอยู่ดาหวันถึงกับถอนใจหนักเพราะเธอต้องเร่งจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อไม่ให้มีปัญหาตกค้างไปยังเจ้าหน้าที่บัญชีคนต่อไปที่จะมารับงานต่อจากเธอ

“เฮ้ย แกจะลาออกจากงานเลยเหรอ แต่งงานก็กลับมาทำงานต่อได้นี่” โสรยาเบิกตากว้าง เธอไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนสำหรับความเปลี่ยนแปลง และการลาออกจากงานของเพื่อน ก็หมายความว่าเพื่อนของเธอจะต้องย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างจังหวัดอย่างแม่นมั่น และนั่นทำให้เธอต้องจ่ายค่าเช่าห้องนี้คนเดียว ทั้งที่ตอนนี้ยังมีหนี้สินอยู่อีกกระบุงโกย

“ฉันแต่งงานแล้วนะไอ้โซ่ ฉันก็ต้องไปอยู่กับพี่หมึกสิ ไม่งั้นฉันจะแต่งทำไมล่ะ พี่หมึกบอกว่าให้ฉันไปอยู่กับเขา แล้วช่วยกันทำงานสร้างฐานะ เผื่อมีลูก ลูกจะได้ไม่ลำบาก พี่หมึกเขาว่าแบบนั้น ฉันก็ว่าดีอยู่นะ ฉันอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งนานยังเก็บเงินได้ไม่เท่าไหร่เลย ที่นี่ค่าใช้จ่ายเยอะ กลับไปอยู่ที่บ้านถึงเงินเดือนไม่ถึงสามหมื่นแต่ค่าใช้จ่ายไม่มากดีกว่า”

“แล้วฉันล่ะ...” โสรยาทำท่าซังกะตาย

“แกกลัวว่าจะจ่ายค่าห้องนี้ไม่ไหวใช่ไหมล่ะ ที่จริงแกก็ย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนต์ได้นี่ ราคาสามสี่พันก็อยู่ได้สบาย ๆ ไม่เห็นต้องอยู่ที่นี่เลย เปลืองเงินเปล่าๆ แถมยังได้เงินล่วงหน้าที่จ่ายไปสามเดือนคืนมาด้วย” ดาหวันหาทางออกให้

“โอย ไม่เอาหรอก คนเขาก็ต้องคิดว่าฉันตกอับสิ อยู่ ๆ ก็ต้องย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนต์ราคาถูก ๆ แกคิดดูสิว่าที่นี่เขาให้เช่ากันเดือนละสองสามหมื่นเป็นอย่างต่ำนะ แต่พี่กวางให้เราเช่าแค่เดือนละแปดพันนี่ก็ถูกแสนถูกแล้ว ถ้าต้องย้ายออก ข้าวของฉันเยอะแยะคงไปอยู่ห้องเล็ก ๆ แบบนั้นไม่ได้หรอก” คนเป็นเพื่อนถอนหายใจอีกครั้งอย่างหมดคำพูด

“ตามใจแก แต่ฉันคงจะย้ายกลับสิ้นเดือนนี้ล่ะ เพราะข้าวของฉันไม่ได้เยอะแยะอะไร มีแค่เสื้อผ้าสองสามกระเป๋าก็ขนกลับขึ้นรถทัวร์ได้ ส่วนข้าวของอย่างอื่นที่ขนกลับไม่หมดก็แพ็คส่งไปรษณีย์” คนเป็นเพื่อนเล่าแผนการ

“ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ” คนที่กำลังจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวพึมพำอย่างอึ้ง ๆ 

“อือ ก็ฉันไม่ได้ซื้ออะไรมาเก็บไว้ให้เป็นภาระมากมายอย่างแกนี่ จะย้ายไปไหนมาไหนก็เลยไม่ต้องยุ่งยากอะไรมาก” ดาหวันตอบพลางมองเพื่อนที่กำลังกวาดสายตามองทรัพย์สมบัติของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นตู้ โต๊ะ เตียง โซฟา ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าของห้องมีของเก่าให้ใช้บางส่วน แต่เนื่องจากเธอชอบซื้อข้าวของเพิ่มขึ้นเสมอ จึงต้องซื้อตู้เพิ่มเพื่อเก็บของอีกสองใบ เตียงนอนเก่าที่เจ้าของห้องมีให้ เธอก็บอกว่ามันไม่สวยอยากได้ของใหม่ จึงคืนของเดิมให้เจ้าของห้องไป แล้วเธอก็ไปซื้อมาใหม่

โซฟาก็เช่นเดียวกัน เธอบอกว่ามันเชยไป เธอไปเห็นโซฟาดีไซน์เก๋ในงานเฟอร์นิเจอร์แฟร์ที่เมืองทองธานีเธอก็เลยซื้อมาเปลี่ยน และถ้าหากจะย้ายของพวกนี้ไปหาห้องเช่าราคาถูกแค่สามสี่พันบาทต่อเดือน เธอเชื่อว่ามันไม่มีวันจะบรรจุข้าวของทั้งหมดนี้ลงไปในห้องเดียวกันได้แน่

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอจะไม่มีวันย้ายออกไปจากที่นี่เด็ดขาด เพราะที่นี่ทำให้เธอได้เดินปะปนอยู่กับกลุ่มคนที่มีระดับฐานะดี ไม่ว่าจะดารา นายแบบ นางแบบ นักธุรกิจ บรรดาเซเลปทั้งหลายต่างก็อาศัยอยู่ที่นี่ทั้งนั้น ให้เธอไปอยู่ปะปนกับบรรดาชาวบ้านร้านตลาดที่ตะโกนโหวกเหวกในย่านห้องเช่าราคาถูกเธอทำใจไม่ได้อย่างแน่นอน

“ฉันคงไม่ย้ายไปไหนหรอก ฉันกะว่าจะหาเพื่อนมาอยู่ช่วยแชร์ค่าห้องดูก่อน” เมื่อคิดสะระตะแล้วเธอก็ตัดสินใจได้ว่าจะสิงสถิตย์อยู่ที่นี่ต่อไป ไม่มีวันขยับขยายไปอยู่ที่อื่นเป็นแน่

“ก็ดีเหมือนกัน ฉันก็ไม่อยากทิ้งแกหรอกนะโซ่ แต่อายุฉันก็มากขึ้นทุกที ควรจะมีจุดหมายปลายทางของตัวเอง ไหนจะพ่อแม่ของฉันก็ไม่ได้มีฐานะดีอย่างบ้านแก แถมยังสุขภาพก็ไม่ค่อยจะดีกันทั้งคู่ ถ้าฉันแต่งงานแล้วไปอยู่กับพี่หมึกจะได้อยู่ใกล้พ่อใกล้แม่ด้วย” ดาหวันอธิบาย

“อือ ฉันเข้าใจ แกจะไปนอนก็ไปเถอะ เดี๋ยวฉันดูละครจบแล้วค่อยเข้านอน” โสรยาตอบด้วยน้ำเสียงหงอยเหงา

ดาหวันมองเพื่อนอย่างเห็นใจ แต่เธอก็ต้องมีชีวิตของตัวเองเช่นกัน แม้ไม่อยากทิ้ง แต่เมื่อช่วงหนึ่งของชีวิตดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนแปลง ก็ฝืนที่จะไม่ให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป