บทที่ 5 ผมจะดูแลให้
ณ บ้านวิริยะกิจ
นายเกริก วิริยะกิจ ชายวัยเจ็ดสิบห้าปีซึ่งอดีตเคยเป็นศัลยแพทย์ฝ่าตัดสมองฝีมือเยี่ยม ป้จจุบันได้เกษียนอายุแล้วมาเป็นทำธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงสมองยี่ห้อไบรท์ที่กำลังติดตลาดอยู่ในเวลานี้
ท่านกำลังนั่งร่วมรับประทานอาหารเช้ากับภรรยา บุตรสาวและบุตรชายสายตาของอดีตนายแพทย์มองไปยังบุตรชายและบุตรสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารอย่างรีบเร่งเพื่อจะได้ออกไปทำงานในตอนเช้า
พันธนาเป็นบุตรชายคนโตทำงานเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ในมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อในด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์มากมายของประเทศ
และพันธนาเองก็เรียนจบมาจากที่นั่นด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะไปเรียนต่อเมืองนอกจนจบระดับปริญญาเอก แล้วมาทำงานเป็นอาจารย์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบสองปีแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้แต่งงาน
ในขณะที่พัสพรบุตรสาวคนเล็กอายุยี่สิบเจ็ดเรียนจบด้านเภสัชกร ตอนกลางวันทำงานที่โรงพยาบาลเอกชน และทำธุรกิจร้านขายยาควบคู่กันไปด้วย
“ธนา” ท่านเอ่ยเรียกบุตรชาย
“ครับ คุณพ่อ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากชามข้าวต้มที่กำลังก้มหน้าก้มตากิน เขาหันไปมองบิดา คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเพื่อรอฟังคำที่บิดาจะพูด
“เดือนหน้า พ่ออยากให้ลูกเข้าไปดูแลที่บริษัทแทนพ่อจะได้ไหม”
“ทำไมหรือครับคุณพ่อ หรือว่าหมอ...” เขาถามไม่ทันจบบิดาก็แทรกขึ้น
“ใช่ หมอบอกให้พ่อพักผ่อน พ่อเองก็เป็นหมอมาก่อน ไม่อยากฝืนคำสั่งหมอ เขาบอกให้พัก พ่อก็ว่าจะพักสักหน่อย อาการปวดหลังจากอุบัติเหตุคราวก่อนมันกำเริบขึ้นมาอีก ให้พ่อไปนั่งทำงานนาน ๆ ประเดี๋ยวจะเป็นหนัก”
“โธ่ คุณพ่อครับ อายุคุณพ่อก็ใช่ว่าจะน้อยแล้ว พักเถอะครับ ผมก็บอกหลายครั้งแล้วว่าไม่เห็นต้องไปทำธุรกิจอะไรเลย คุณพ่ออยู่กับบ้านเฉย ๆ ก็ได้ ยังจะดิ้นรนไปทำอีก” บุตรชายว่า
“ก็กว่าพ่อจะได้สูตรของไบรท์มาผลิตเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมอง พ่อค้นคว้าวิจัยอยู่หลายปี จะทิ้งไปก็เสียดาย” ท่านตอบบุตรชาย ซึ่งก็คือคำตอบเดิมๆ ที่เคยตอบมาหลายครั้ง จนคนเป็นบุตรชายอดอมยิ้มไม่ได้
“ครับ เอาเป็นว่าผมจะไปดูแลให้ อาจจะไปได้ไม่เต็มเวลา แต่ผมจะจัดสรรค์เวลาที่จะไปสอนหนังสือ และไปดูแลธุรกิจให้ลงตัว คุณพ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ” เขารับคำ ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มนวลของมารดาจะเอ่ยขึ้น
“แล้วเย็นนี้ว่างไหมลูก แม่จะชวนหนูกันทิรามากินข้าวที่บ้าน ลูกรู้จักคุณดวงแขเพื่อนแม่ใช่ไหม หนูกันเพิ่งกลับจากอเมริกาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” ละอองดาวผู้เป็นมารดาของเขาหันมาถาม พันธนาเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง เขาอยากจะถอนหายใจแรง ๆ แต่มันเป็นมารยาทที่ไม่ควรทำในเวลานี้เพราะอาจจะทำให้แม่ของเขาเสียใจที่ความหวังดีของท่านถูกตอบแทนด้วยความรำคาญ
“เกรงว่าจะไม่ว่างครับคุณแม่ วันนี้มีประชุมร่วมกับคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ผมไม่แน่ใจว่าจะเลิกประชุมตอนกี่โมง” เขาเอางานมาเป็นข้ออ้างอีกเช่นเคย ด้วยมารดามักจะหาเรื่องเชิญใครต่อใครที่มีลูกสาวมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านอยู่เสมอ เพื่อให้เขาทำความรู้จักกับหญิงสาวเหล่านั้น และแอบเห็นพ่อของเขาอมยิ้มกับคำตอบที่เขาให้ไป
“จะจับคู่ให้ลูกอีกแล้วรึคุณละออง” ท่านหันไปเย้าแหย่ภรรยา
“โธ่ ก็ถ้าให้ลูกเลือกเอง ดิฉันว่าพี่หมอคงอยู่ไม่ทันได้อุ้มหลานนะสิคะ” ละอองดาวยังคงเรียกสามีว่าพี่หมอ เพราะตอนแต่งงานกันท่านอยู่ในตำแหน่งนายแพทย์ ซึ่งขณะนั้นอายุเกือบสี่สิบปีแล้ว ถึงได้มีบุตรชายคนโตตอนอายุสี่สิบต้น ๆ ในขณะที่ตอนนั้นละอองดาวอายุเพียงยี่สิบแปดและนายแพทย์เกริกเป็นพี่ชายของเพื่อน เธอจึงเรียกว่าพี่หมอมาจนติดปาก
“เอ่อ ผมอิ่มพอดีเลย ขอตัวก่อนนะครับ คุณพ่อ คุณแม่ ไปสายเดี๋ยวรถจะติด” ด็อกเตอร์หนุ่มได้ทีก็รีบขอตัวไปทำงานอย่างไว เพราะหากช้ากว่านี้มารดาของเขาก็ต้องขอนัดวันอื่นอีกเป็นแน่ ก่อนจะหันไปหาน้องสาว
“พี่ไปก่อนนะน้องพัส” มือหนาวางแหมะลงบนศีรษะน้องสาว พัสพรยกมือทำสัญลักษณ์ให้ว่าตกลง เป็นอันรู้กันว่าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนของพี่ชาย เธอจึงไม่คิดจะยื้อเวลาให้ช้าลง ไม่อย่างนั้นแผนการหาพี่สะใภ้ให้เธอของผู้เป็นมารดาจะต้องยืดเยื้อไปอีกนาน
ละอองดาวมองตามหลังบุตรชายที่ก้าวเท้าไปอย่างไม่รีรอก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ได้ดั่งใจ แล้วก้มลงรับประทานอาหารต่อ ซึ่งท่าทางนั้นอดสร้างความขำขันให้กับคนเป็นสามีไม่ได้
