บทที่ 7 จนมุม
“โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๋ แรงนะคะน้องวิกานดา แต่ไม่มีวันนั้นหรอกนะคะ เพราะพี่จะอยู่ไปจนถึงวันสุดท้ายที่น้องวิกานดาถูกไล่ออกนั่นล่ะค่ะ วันนั้นพี่คงจะได้เดินสวยๆ ออกไปจากออฟฟิศอย่างมีความสุข” โสรยาหัวเราะอย่างสะใจก่อนจะยิ้มหวานให้ แล้วก็สะบัดหน้าเชิด เดินโยกย้ายส่ายสะโพกเข้าไปในลิฟต์ ท่ามกลางสายตามองค้างของสองสาวที่อยู่ข้างหลัง
หลังจากที่เธอนั่งลงบนโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที หญิงสาวลังเลนิดหนึ่งเกรงว่าจะเป็นสายจากบริษัททวงหนี้บัตรเครดิตที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้น เพราะเป็นโทรศัพท์ของที่ทำงานทำให้เธอหลีกเลี่ยงที่จะรับไม่ได้ ก่อนที่จะได้ยินเสียงทักทายมาตั้งแต่เธอยังไม่กรอกเสียงลงไป
“สวัสดีครับ ขอเรียนสายคุณโสรยา กิตติขจร ครับผม”
คนรับสายนิ่งไปนิดหนึ่งทำหน้าเลิกลั่กไม่กล้าตอบกลับ ก่อนจะบีบจมูกตัวเองแล้วถามกลับเสียงอู้อี้
“เอ่อ ไม่ทราบว่าจากที่ไหนคะ”
“ผม คงวัฒน์ จากบริษัท มาสเตอร์ ฟิล์ม ครับผม” คนปลายสายถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะตอบกลับไปเสียงอู้อี้เช่นเดิม
“รอสักครู่นะคะ ดิฉันเป็นแม่บ้านค่ะ คุณโสรยากำลังเดินมาพอดี”
“ครับผม” ต้นสายตอบกลับมาเสียงนุ่มนวล คนปลายสายทำเสียงอู้อี้ตะโกนเรียก
“คุณโสรยาคะ คุณคงวัฒน์โทร.มาค่ะ” ก่อนจะปล่อยมือจากจมูก แล้ววางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วใช้เสียงปกติของตัวเองตอบกลับตัวเองอีกครั้ง
“จ้า พี่ละไม รอแป้บนะคะ” ตอบกลับเสียงหวานเหมือนกับว่าเพิ่งจะเดินมาถึง แอบอ้างชื่อแม่บ้านที่ตัวเองสนิทสนม พลางเอามือตบอก
“โอย หัวใจจะวายตาย” พึมพำเบา ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มหวานแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะ โสรยารับสาย คุณป้อม คงวัฒน์ ผู้กำกับโฆษณาของ มาสเตอร์ ฟิล์มใช่ไหมคะ” ทักทายกลับไปเสียงอ่อนเสียงหวาน เพราะเธอเพิ่งติดต่อไปที่บริษัท มาสเตอร์ ฟิล์ม ซึ่งเป็นบริษัทผลิตโฆษณาชั้นนำเพื่อผลิตโฆษณาชิ้นต่อไปของบริษัทเมื่อก่อนวันหยุดยาวที่ผ่านมา
วันนี้ทั้งวันโสรยาทำงานอย่างหวาดระแวงเพราะกลัวว่าจะมีสายจากบริษัทบัตรเครดิตโทร.มาทวงหนี้ซึ่งตอนนี้เธอยังไม่มีจ่าย ส่วนเงินที่เหลืออยู่ตอนนี้คือเงินในบัตรเครดิตที่เธอจะต้องเก็บไว้ใช้จนถึงสิ้นเดือน
เพราะถึงจะจ่ายขั้นต่ำของใบอื่นๆ ไปก็ไม่แน่ใจว่าจะกดมาใช้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เนื่องจากวงเงินเต็มทุกใบ หญิงสาวจึงต้องเก็บเงินในบัตรใบสุดท้ายที่ยังกดเงินมาใช้ได้ไว้อย่างเหนียวแน่น
เธอต้องการจะรอเงินเดือนห้าหมื่นกว่าบาทที่จะโอนเข้าบัญชีตอนสิ้นเดือนเท่านั้นแล้วเธอจะจ่ายหนี้ขั้นต่ำของบัตรเครดิตทุกใบ แต่ในเวลานี้มันเพิ่งผ่านครึ่งเดือนมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบกว่าวัน ซึ่งตอนนี้เธอเริ่มจะจนมุมมากขึ้นทุกที
หลายวันมาแล้วที่โสรยาใช้ชีวิตด้วยใจระทึก ต้องคอยหลบไม่รับสายเจ้าหน้าที่บัตรเครดิตที่จะโทร.มาทวง มันคงถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเอาใบแจ้งหนี้ทุกใบมาคำนวณยอดค้างชำระทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีหนี้อยู่เท่าไหร่ เพราะคิดว่าเงินเดือนของเธอตั้งห้าหมื่นบาทเพียงพอที่จะชำระหนี้ขั้นต่ำของบัตรเครดิตได้อยู่แล้ว
โสรยาเอาซองใบแจ้งหนี้ทั้งหมดขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะกลางระหว่างนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องพัก เธอดูละครไปพลาง ก้มมองยอดหนี้บัตรเครดิตแต่ละใบที่ได้วงเงินมากกว่าใบละแสนบาทซึ่งเธอมีอยู่เกือบสิบใบและทุกใบมียอดค้างชำระเกือบเต็มวงเงินแทบทุกใบ เมื่อคำนวณคร่าว ๆ ดูแล้วเธอมีหนี้เกือบล้านบาท แล้วยังไม่รวมค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดอีกเดือนละเกือบหมื่นบาท
“ทำไมมันเยอะขนาดนี้วะ” บ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะหันไปมองเพื่อนที่กำลังเก็บข้าวของบรรจุลงในกล่องใบใหญ่ เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ดาหวันก็ต้องย้ายกลับไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ข้าวของพวกนี้เธอจะต้องส่งกลับไปทางไปรษณีย์จึงรีบจัดส่งไปตั้งแต่เนิ่น ๆ คำนวณว่าเมื่อกลับไปถึงบ้าน จะได้มีข้าวของเหล่านี้รออยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว
โสรยาเริ่มครุ่นคิดถึงชีวิตของตัวเอง ในเมื่อเพื่อนก็มีเป้าหมายใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ในเวลานี้ทำไมชีวิตของเธอกลับกำลังเข้าสู่ทางตัน จะขอเงินพ่อแม่แบบเมื่อก่อนก็ไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะวันก่อนที่แม่ของเธอโทร.มา เธอเพิ่งจะบอกว่าบริษัทปรับเงินเดือนขึ้นให้เป็นห้าหมื่นกว่า แม่ของเธอดีอกดีใจยกใหญ่ พร้อมกับคำพูดที่วาดหวังว่าเธอคงจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น จึงไม่กล้าเอ่ยปากให้รู้
เธอจนมุมจริง ๆ แล้วหรือนี่... หญิงสาวได้แต่ถามตัวเองในใจ
