บทที่ 9 ไม่รู้จะแต่งกับใคร
เพียงไม่นานรถก็จอดที่ท่ารถ ซึ่งโสรยามีประทีปซึ่งเป็นบิดาขับรถมารอรับอยู่แล้ว ส่วนดาหวันก็มีหมึกหรือชื่อจริงว่าพิทยาซึ่งเป็นว่าที่เจ้าบ่าวยืนยิ้มร่าจนเห็นฟันสีขาวลอยมาแต่ไกลรอรับอยู่เช่นกัน
“สวัสดีค่ะพ่อ” โสรยากับดาหวันยกมือไหว้ประทีปแทบจะพร้อมกัน ประทีปรับไหว้ดาหวัน ก่อนจะหันไปโอบกอดบุตรสาวคนเดียวของตน แล้วหันไปทักทายกับพิทยาอยู่สองสามคำ ดาหวันยิ้มไม่หุบเมื่อได้เจอหน้าคนรัก ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอก็เช่นกัน ยิ้มจนหน้าบานเป็นจานเชิง ก่อนจะเข้ามากุลีกุจอช่วยหอบหิ้วสัมภาระที่ดาหวันถือมา แล้วต่างก็แยกย้ายไปยังรถของตัวเอง
โสรยาสังเกตว่าพิทยาเพื่อนรุ่นพี่ตอนเรียนชั้นประถมของเธอดูร่างกายกำยำล่ำสันขึ้นกว่าเดิมมาก สีหน้าก็ดูอิ่มเอิบแจ่มใสขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้ว่าผิวพรรณจะยังดำคล้ำอยู่เช่นเดิมก็ตาม และตอนนี้เขาก็มีรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่สีขาวมารับเพื่อนของเธอ
เมื่อรถจอดที่หน้าบ้านสองชั้นหลังใหญ่ สมฤดีผู้เป็นมารดาของเธอก็รีบเดินปรี่เข้ามารับ โสรยายกมือไหว้แม่อย่างอ่อนน้อม ก่อนที่จะโผเข้ากอดอย่างดีใจ ที่นาน ๆ จะได้กลับมาบ้านสักที
“เข้าบ้านเถอะลูก ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมากินข้าวเช้าด้วยกัน” สมฤดีบอกกับบุตรสาวเมื่อกอดรัดทักทายกันจนคลายคิดถึง พลางช่วยหิ้วกระเป๋าใบเล็ก ส่วนประทีปหิ้วกระเป๋าใหญ่ตามเข้ามาในบ้านแล้วเอาขึ้นไปส่งให้ถึงห้องนอนชั้นบน
“โห ห้องสะอาดเอี่ยมเลย แม่แต่งห้องใหม่เหรอคะ” โสรยากวาดสายตาดูห้องที่ตัวเองนอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างจนแปลกตา
“แม่เขาเห่อ เห็นเราจะกลับ เลยเข้ามาปัดกวาดห้องรอทุกวัน” ประทีปตอบแทน ก่อนที่สมฤดีจะชี้ไปยังม่านสีชมพูกลีบบัว
“ส่วนม่านนั่นน่ะ พ่อเขาไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่ สั่งให้แม่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เดือนที่แล้ว ตอนแม่บอกว่าโซ่จะกลับบ้านนั่นล่ะลูก” โสรยาหัวเราะขำกับการ บลั๊พกันเองระหว่างพ่อกับแม่ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
“เอาเถอะ แม่ก็ลงไปจัดโต๊ะรอเถอะ ลูกมาเหนื่อย ๆ จะได้กินข้าวกินปลา” ประทีปหันไปบอกกับภรรยา ก่อนที่จะเดินลงไปข้างล่าง ปล่อยให้บุตรสาวได้อาบน้ำแต่งตัวใหม่
โสรยาใช้เวลาอาบน้ำอาบท่าเพียงไม่นานก็ลงมาจากห้องในชุดเสื้อยืดเนื้อดีสีขาวกับกางเกงยีน หญิงสาวทรุดนั่งลงที่โต๊ะรับประทานอาหารซึ่งบิดากับมารดานั่งรออยู่แล้ว หญิงสาวกวาดสายตามองอาหารหลายอย่างซึ่งล้วนแต่เป็นของชอบของตัวเองทั้งนั้น
“น่ากินจังเลยแม่ มีคั่วกลิ้งด้วย” โสรยานั่งลงฝั่งตรงข้ามมารดา
“กินเยอะ ๆ เลยลูก นี่ก็ขาหมูใบชะมวงที่โซ่ชอบกินไง พ่อเขาไปเก็บใบชะมวงในสวนมาให้เมื่อเช้านี้ แม่ก็เลยต้มไว้ให้” สมฤดีกุลีกุจอตักใส่จานข้าวให้ลูกสาว พลางคะยั้นคะยอให้กิน
“แม่ไม่ต้องตักให้โซ่ก็ได้ แม่กินเถอะ รับรองว่าบนโต๊ะนี้โซ่ฟาดไม่เหลือแน่” เห็นอาหารตรงหน้าแล้วเธอถึงกับลืมอ้วนไปชั่วขณะ สองผัวเมียได้แต่ยิ้มแป้น เพราะนาน ๆ ลูกสาวคนเดียวจะมาอยู่ด้วยราวหนึ่งสัปดาห์ ทำให้บรรยากาศภายในบ้านสดชื่นสดใสไปหมด
“วันมะรืนก็งานแต่งงานหนูหวันแล้ว พ่อจะใส่ซองเท่าไหร่ล่ะ” สมฤดีเอ่ยปากถามสามี
“ก็คงไม่ต่ำกว่าสองพันล่ะแม่ หนูหวันเขาเพื่อนสนิทลูกเรา ให้น้อยกว่านี้ก็น่าเกลียด ไหนจะไอ้ทับพ่อหนูหวันก็เป็นเพื่อนสนิทกับพ่อเสียด้วย ลำดวนแม่หนูหวันก็เป็นเพื่อนสมัยเรียน ป.6 ของแม่ไม่ใช่รึ” ประทีปตอบพลางย้อนความหลังไปด้วย สมฤดีตอบกลับเสียงนุ่มนวล
“จ้า แม่ก็ว่าจะใส่ซองช่วยงานเขาสักพันเหมือนกัน เดือนนี้คนแต่งงานกันเยอะ หาเงินจะไม่พอใส่ซองกันแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องไปงานบวชลูกชายแม่เดือนเขาอีก คงต้องช่วยงานเขาสักสี่ซ้าห้าร้อยก็ยังดี” สมฤดีว่าพลางตักอาหารใส่จานตัวเอง
“ก็ไม่ต้องไปสิแม่ หยุด ๆ บ้างก็ได้ โทร.มาหาทีไรเจอแม่อยู่ในงานเลี้ยงทุกที เดือนนี้เป็นสิบงานแล้วมั้ง” โสรยาว่าก่อนจะตักอาหารใส่ปาก
“ไม่ได้หรอกลูก เราไม่ไปก็น่าเกลียดแย่ เขาแจกซองมาแล้ว เผื่อเรามีงานเขาจะได้มาช่วยเราบ้าง ถ้าเราไม่ไปช่วยงานใครเลย แล้วใครเขาจะมาช่วยเราล่ะลูก” สมฤดีให้เหตุผลหากแต่คนลูกทำหน้าเบ้
“โธ่ บ้านเราจะมีงานอะไรให้จัดล่ะแม่ โซ่ก็เป็นลูกคนเดียว บ้านอื่นเขามีลูกสาวลูกชายกันเป็นโขยง เดี๋ยวแต่ง เดี๋ยวบวช เราไปทุกงานก็ขาดทุนตายสิแม่”
“โซ่อย่าคิดอย่างนั้นสิลูก เกิดพ่อตายแม่ตายขึ้นมา ใครจะมาช่วยงานหนูล่ะ อย่าคิดอะไรสั้น ๆ คนเราต้องช่วยเหลือกันในยามมีชีวิตอยู่ ต่อไปเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น” คำพูดของมารดาทำให้คนเป็นลูกถึงกับทำสีหน้าตกใจ
“ไม่เอานะแม่ โซ่ไม่พูดเรื่องตาย”
“งั้นโซ่ ก็แต่งงานแต่งการซะสิลูก บ้านเราจะได้จัดงานบ้างไง” สมฤดีบอกยิ้ม ๆ ส่วนคนเป็นลูกสาวอึ้งไปชั่ววินาทีก่อนจะปฏิเสธลั่น
“หึ ไม่เอาหรอกแม่ โซ่ยังไม่มีแฟนไม่รู้จะแต่งกับใคร” หญิงสาวส่ายหน้ายิก สมฤดีหันไปมองหน้าสามี
