บทที่ 4 คืนพร่ำรัก
บทที่ 3
คืนพร่ำรัก
สามเดือนผ่านไป...
นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับวาดดาว
แม้นช่วงเวลาจะผ่านพ้นมาร่วมหลายเดือน แต่ความทรมานหัวใจมันยังไม่หายเจ็บปวด ทุก ๆ วันมันยังคงกัดกินหัวใจของชายหนุ่มอยู่เสมอ จากคนที่อ่อนโยน นุ่มนวล ดูสะอาดสะอ้าน ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มเงียบขรึมบ้างก็อารมณ์ร้าย น้อยคนนักที่จะเข้าหน้าติด ใบหน้าชายหนุ่ม รกครึมไปด้วยหนวดเครา กลายร่างเป็นพ่อเลี้ยงเหมราชหน้าโหดที่ลูกน้องทุกคนต่างขยาดกลัว
“พ่อเลี้ยงครับ วันนี้มีลูกค้ามานัดดูเมล็ดกาแฟนะครับ”
“กูจำได้ไอ้ชัย ไม่ได้ความจำสั้น” เหมราชที่อยู่บนหลังเจ้าเพลิงนิลตัวเดิม สายตาทอดมองออกไปยังไร่กาแฟนับพัน ๆ ไร่ห้อมล้อมด้วยภูเขา ลูกใหญ่หันกลับมาตอบศุภชัยลูกน้องคนสนิท แต่มันก็ยังไม่ยอมเดินไปไหนเหมือนต้องการอะไรบางอย่าง
“มึงมีอะไรอีก”
“เอ่อ...ผมว่าพ่อเลี้ยงโกนหนวดสักหน่อยไหมครับ” แม้มันไม่ได้ ดูรกจนน่าเกียจเพราะเหมราชก็จัดแต่งโกนมันออกบ้าง แต่การพบลูกค้าภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญแต่นี่เจ้านายเขาไม่คิดจะโกนหนวดหน่อยหรือ
“กูจะโกนไม่โกนแล้วมึงยุ่งอะไรด้วย กูจะไว้ยาวจนถักเปียกได้ก็เรื่องของกู”
“โถ่...ผมก็ไม่อยากยุ่งหรอกครับ แต่แม่นายสั่งผมมาว่าให้บอกพ่อเลี้ยงโกนหนวดบ้าง” มารดาของชายหนุ่มก็ช่างฝากผิดคนเหลือเกิน คนอย่างเขาจะไปบอกเจ้านายให้โกนหนวดได้อย่างไรในเมื่อคนเป็นแม่อย่างท่านพูดมาขนาดนั้นเหมราชยังไม่ฟังเลย
“กูไม่โกน มึงจะไปไหนก็ไป กูจะไปดูเมล็ดกาแฟฝั่งนู้น” ว่าแล้วก็ควบม้าไปทันที ศุภชัยที่กำลังอ้าปากก็ต้องค้างเติ่งไปตามระเบียบ ยืนเกาหัวแกรก ๆ กับอารมณ์ฉุนเฉียวของเหมราชซึ่งเขาก็เริ่มชินกับมันเสียแล้ว
จะว่าไปแล้วชีวิตเจ้านายเขาก็น่าสงสารมากเหลือเกิน ในค่ำคืน วันแต่งงานกลับเป็นวันที่เจ้าสาวต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ มือข้างที่เคยใช้ได้ปกติยามนี้ก็ต้องรักษาเพราะเกิดจากการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
งานอดิเรกที่รัก...เหมราชทำมันไม่ได้เหมือนดั่งแต่ก่อน เพราะแบบนี้ยิ่งเป็นเหตุผลให้เขาตั้งหน้าตั้งตาและทุ่มเทให้กับงานในไร่กาแฟมากขึ้นกว่าเดิมนับสิบ ๆ เท่าเพื่อให้ตนเองหลงลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับการตามคดีของเจ้าสาว แต่ก็ดูเหมือนว่ามันไม่มีอะไรคืบหน้าเลยสักนิด แม้จะผ่านมาร่วม 3 เดือน...
แถมกลธีร์ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคราวแรกก็หายเข้ากลีบเมฆ ทิ้งน้องมันเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
“พี่ชัยอยู่นี่เอง หอมตามหาเสียทั่วเลยค่ะ” จันทร์หอมในชุดทะมัดทะแมงเดินเข้ามาหาศุภชัยหลังจากเธอเดินตามหาชายรุ่นพี่เสียทั่ว จากการไหว้วานของแม่นายมารดาของเหมราช
“ตามหาพี่เหรอ มีเรื่องอะไรล่ะ?”
“หอมไม่มีหรอกค่ะ แต่ว่าแม่นายมี แม่นายให้หอมมาตามพี่ชัยเพราะบอกว่าโทร ฯ มาพี่ไม่รับ”
“อ้าว จริงรึ สงสัยพี่เผลอปิดเสียงไว้แน่ ๆ เลย” เขาเองก็เพิ่งเจอท่านไปได้ไม่นาน มีเรื่องอะไรให้พูดคุยอย่างนั้นอีกหรือ
“จ้ะ พี่ชัยรีบไปเถอะ แต่เมื่อกี้หอมเหมือนเห็นพ่อเลี้ยง เขาไปไหนแล้วล่ะคะ” ไม่วายถามหาคนตัวโต ใจหนึ่งก็อยากเจอหน้าแต่อีกใจหนึ่งก็คิดเกรงกลัว ตั้งแต่ที่นางนิรมลให้เธอเข้าไปทำงานที่บ้านท่านเพื่อหนีสายตาคนงานในไร่ที่มองเปลี่ยนไปบ้างก็เกลียดชังบ้างก็สงสาร เหมราชก็ไม่กลับมานอนที่บ้านอีกเลย เธออดคิดไม่ได้ว่าเหตุผลมันมาจากเธอ
“ควบม้าไปทางนู้นแล้ว เดี๋ยวสักพักก็กลับสำนักงานแล้วล่ะเพราะมีนัดกับลูกค้าดูเมล็ดกาแฟ” ศุภชัยบอกพรางชี้มือชี้ไม้ไปทางที่เหมราชไป “ว่าแต่พี่ชายเราเถอะ ติดต่อมาบ้างหรือเปล่า”
คำตอบที่ได้จากจันทร์หอมเป็นเพียงการส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมแววตาเศร้าเท่านั้น หญิงสาวเองก็ติดต่อพี่ชายไม่ได้เลย ทุกวันได้แต่เฝ้ารอและภาวนาให้กลธีร์ยังคงปลอดภัย
“อย่าคิดมากนะหอม เดี๋ยวพี่เรามันก็กลับมา”
“ค่ะ หอมจะรอพี่ธีร์”
“ดีมาก...งั้นเดี๋ยวพี่ไปก่อนนะ แม่นายคงรอนานแล้ว” เขาเองก็เอ็นดูจันทร์หอมดั่งน้องสาว สีหน้าสาวเจ้าดูไม่มีความสุขเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ความสดใสที่เคยมีมันจางหายไป
“ค่า” สาวเจ้าโบกมือหย็อย ๆ ฝืนส่งรอยยิ้มให้ชายหนุ่มรุ่นพี่ก่อนที่ตนเองจะย่างก้าวเดินต่อไปเพื่อไปทำหน้าที่ของตน จนป่านนี้แล้ว...พี่ชายเธอหายไปไหน เมื่อไรจะติดต่อกลับมาสักที
“สองเดือนแล้วนะพี่ธีร์ หายไปไหน...เมื่อไรจะกลับมา”
วันเดียวกันหลังจากเหมราชพูดคุยกับลูกค้าเรื่องเมล็ดกาแฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบตรงดิ่งออกจากไร่ทันทีเพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เรื่องสำคัญที่กัดกินหัวใจมาร่วมสามเดือนกว่าและคิดว่ามันจะยังคงยาวนานต่อไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงวันไหนที่ตนต้องทนอยู่กับความทรมานมากมายขนาดนี้...
สำนักงานตำรวจ...
เรียกได้ว่าเป็นสถานที่อันดับต้น ๆ รองจากไร่อิศราก็ว่าได้ หลายเดือนมานี้ชายหนุ่มเฝ้าดูและพยายามตามติดเรื่องคดีความให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่มีทางให้ชีวิตของวาดดาวต้องจบลงแบบนั้นแน่นนอน
ไม่มีทาง...
แต่กว่าจะฝืนกายพาตัวเองมายืนอยู่จุดนี้ได้ก็ยากเย็นเหมือนกัน เขาเสียศูนย์เรื่องของวาดดาวไปนานพอสมควร ทุกวันความทรมานยังคงเจาะลึกหัวใจอยู่ร่ำไป
“เป็นยังไงบ้างไอ้พุฒิ” สิ่งที่ถามเป็นอันดับแรกคือความคืบหน้า แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นเพียงคำตอบเดิม ๆ พุฒิพงษ์ส่ายหน้าหลังจาก เหมราชเข้ามาถามเรื่องคดีถึงในสำนักงานตำรวจ
“เหมือนเดิมเลยว่ะ คนร้ายรอบคอบมากไม่ทิ้งหลักฐานหรืออะไรไว้ให้พวกกูตรวจสอบเลย ที่จะได้ก็มีแต่อาวุธที่มึงเองก็เคยเห็นไปแล้ว” เขาเข้าใจดีว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไร แต่คนร้ายรอบคอบมาก คิดหาวิธีมาอย่างดี ยากที่จะตามตัวเจอ ส่วนลายนิ้วมือน่ะหรือมันก็ไม่เหลือไว้สักนิดเดียว
“มึงไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้กูแล้วเหรอไอ้พุฒิ”
“กูขอโทษว่ะ”
“คดีมันตั้งกี่เดือนเพิ่งจะหาข้อมูลสืบสวนได้แค่นี้เองเหรอวะ! ช่วยทำงานให้มันคุ้มกับภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายหน่อยไม่ได้หรือยังไง!” เดือดดาลจนเกินกว่าจะทนอยู่นิ่ง ๆ ต่อไป ภาษีที่ประชาชนจ่ายไปมันไม่ได้ไปช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานดีขึ้นกว่านี้เลยเหรอ!?
“…เหม กูรู้ว่ามึงโกรธแต่ใจเย็นลงกว่านี้หน่อย”
“จะให้กูใจเย็นได้ยังไง คดีความมันผ่านมากี่เดือนแล้ว กูไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าสักอย่าง ขนาดกูมีเงินมีอำนาจ ตำรวจยังทำงานชุ่ย ๆ แบบนี้ แล้วมึงคิดดูว่าชาวบ้านตาสีตาสาที่ไม่มีอะไรเลยเขาต้องทุกข์ทรมานกับระบบกระบวนการความยุติธรรมของประเทศนี้มากขนาดไหน! กี่ปี ๆ กูก็ยังเห็นเหมือนเดิม ย้ำแม่งอยู่กับที่!”
เหลืออดจริง ๆ ขนาดเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลพอตัว ตำรวจยังทำงานชุ่ย ๆ ดูไม่กระตือรือร้นอะไรสักอย่าง แล้วชาวบ้านประชาชนตาดำ ๆ คนทั่วไปเล่า จะไปคาดหวังอะไรได้
“พวกกูพยายามเต็มที่ไอ้เหม กูสัญญาเลยว่าจะตามจับคนที่ทำ แบบนั้นกับวาดมาให้ได้ กูให้สัญญา”
“กูคิดว่ากูรอมามากเกินพอแล้วว่ะไอ้พุฒิ ถ้าหลายอย่างมันยังเป็นแบบนี้อีก กูคงปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว” แล้วชายหนุ่มก็สาวเท้าก้าวเดินออกมาจากสำนักงานตำรวจทันที เขาทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวเพราะเกรงว่าเดี๋ยวจะได้จุดไฟเผาให้มันสิ้นซากเพราะความสับเพร่าของกลุ่มคนที่ขึ้นชื่อว่าดูแลรักษาความปลอดภัยของประชาชนแต่ทำงานทุเรศเสียยิ่งกว่าอะไร!
สิ่งที่สามารถหักห้ามความคิดถึง ความเจ็บปวดและความทรมานได้เป็นอย่างดีที่สุด คงหนีไม่พ้นน้ำสีอำพันที่เหมราชกระดกดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าลงคอราวกับว่ามันมิได้มีฤทธิ์ใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วช่างขมขื่นเสียเต็มประดา ถึงอย่างนั้นก็คงไม่ขื่นขมเท่าชีวิตเขาตอนนี้หรอกมั้ง กินให้มัน ลืม ๆ ความช้ำจะเป็นไรไป ดีกว่านั่งทนตรอมตรมโหยหาคนรักที่เขาไขว่คว้าเอาไว้ไม่ได้
“ผมว่าพอก่อนดีกว่าไหมครับ พักหลังมานี้พ่อเลี้ยงดื่มเหล้าเหมือนน้ำเปล่าไปแล้วนะครับ” ศุภชัยห่วงใยเจ้านาย หลังจากถูกมัดมือชกให้มานั่งดื่มด้วยกันหน้าบ้านพักตนเองใต้ร่มไม้ใหญ่ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน จนตอนนี้มันคล้อยลาลับไปแล้ว เหมราชก็ยังไม่เลิก กระดกเอา ๆ อย่างเดียว
“กูจากิน เมิงไม่ต้องมายุ่ง!” คนเมาพูดเสียงอ้อแอ้เต็มทน มือนั้น ก็ยังไขว่คว้าขวดสุราไม่ห่างกาย
“เห้อ…งั้นเอาให้เต็มที่เลยครับ เดี๋ยวผมแบกกลับเอง” มันคือหน้าที่ที่ต้องทำทุกครั้งที่เหมราชดื่มกินจนไร้สติ จะปล่อยให้คนตัวโตกลับเองก็เกรงว่าจะโดนไอ้อีหน้าไหนมาดักจับคนเป็นนายไปทำผัว เพราะหลังจากเรื่องราวนั้นก็มีคนอยู่ไม่น้อยที่คิดจะจับเจ้าของไร่ อย่างนางชบาที่เดินนวยนาดถือจานกับแกล้มมาให้เป็นต้น
เหมราชเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี ริมฝีปากก็รับกับใบหน้าหล่อคมสันได้อย่างพอดิบพอดี สัดส่วนมวลกายน่ะหรือแทบไม่ต้องพูดถึง ชายหนุ่มเป็นคนชอบออกกำลังกาย ทั้งกล้ามแขนและกล้ามท้องลอนงามล้วนมีประดับติดตัวจนชายเช่นเขาเองยังอดชื่นชมความสมบูรณ์แบบของร่างกายเหมราชไม่ได้แล้วมีหรือที่หญิงสาวมากหน้าหลายตาจะทนไว้ ไหนจะผิวขาวแต่กร้านแดดเพราะทำงานท่ามกลางแดดร้อน ๆ ของประเทศไทยนี่อีก ยิ่งเพิ่มความเสน่ห์เหลือล้น
“ชบาเอาถั่วมาให้แกล้มเหล้าจ้ะพ่อเลี้ยง” ชบาเดินมาสวมใส่เสื้อสายเดี่ยวกับผ้าถุงสีชมพูแป๊ดลายสดใสถือเอาจานถั่วมาให้คนเป็นนาย กระนั้นไม่วายแอ่นอกออเซาะ ยั่วยวนจนเกินงาม
“ขอบใจ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าพ่อเลี้ยงอยากได้อะไรเพิ่มเรียกชบาได้เลยนะจ๊ะ ชบาพร้อมบริการมาก” ปากว่าตาขยิบเพราะเจ้าตัวนั่งลงเอาตัวเองเบียดเสียดกับเหมราชจนศุภชัยส่ายหัว
“เอ็งจะไปไหนก็ไปเถอะนังชบา ถ้าพ่อเลี้ยงต้องการอะไรข้าจะบอกเอง”
“แต่ฉันจะให้พ่อเลี้ยงบอก”
“แต่กูจะบอกเอง ไปได้แล้วก่อนที่กูจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อเอ็ง รู้อยู่ใช่ไหมว่าตาแสนคงไม่ชอบใจนักกับกิริยาเอ็งแบบนี้”
“โอ้ย ฉันฝากไว้ก่อนเถอะพี่ชัย!” คนอุตส่าห์จะอ่อยเหยื่ออีพี่ชัย ก็ดันทำเสียเรื่องจนได้ ฝากไว้ก่อนเถอะ!
ชบาเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปยังทางที่ตัวเองมาด้วยความ ไม่พอใจ ศุภชัยส่ายหัว ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหญิงสาวคิดจะทำอะไรกับเจ้านายเขา ฝันไปก่อนเถอะนังชบา!
ดวงดาวพราวส่องแสงระยิบเต็มท้องฟ้ามาร่วมสี่ชั่วโมงแต่เหมราชยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มยังคงดื่มด่ำกับขวดสุรา เริงร่าไปกับความช้ำในอกอยู่แม้นั่งจนหัวแทบจะทิ่มแคร่แต่ก็ไม่ลดละความพยายามเสียที มือหนาคว้าแก้วเหล้าสาดลงคอจนนับครั้งไม่ถ้วน
“กลับบ้านเถอะครับพ่อเลี้ยง”
“ม่าย กูม่ายกลาบ”
ศุภชัยส่ายหน้าไม่ไหว ถึงเหมราชจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ต้องพา เจ้าตัวกลับให้ได้ มีหวังถ้าปล่อยให้ดื่มหนักกว่านี้คงได้หัวทิ่มจริง ๆ และเพราะเหมราชตัวสูงกว่าศุภชัยมากนัก ยามจะแบกร่างขึ้นรถแล้วขับพาไปส่งก็ลำบากแสนเข็ญ แล้วไหนจะฝนที่ตั้งเคล้ามาอีก คราวแรกดาวยังเต็มท้องฟ้าไหงมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
‘ตุ้บ!’
กว่าจะพาขึ้นรถได้ต้องปาดเหงื่อไปหลายที จากนั้นขึ้นรถพาขับกลับบ้านหลังใหญ่ไม่พากลับไปบ้านอีกหลัง สภาพเมายับขนาดนี้เขาจะปล่อยให้เจ้านายไปนอนอยู่ที่นั่นคนเดียวได้ยังไง เดี๋ยวได้เดินหน้าทิ่มพื้น หัวโขกอ่างล้างหน้า...บรือ แค่คิดก็เสียว จึงได้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
พอมาถึงบ้านหลังใหญ่เงียบสนิทค่ำคืนนี้แม่นายกับพ่อนาย พวกท่านพากันออกไปร่วมงานสังคมที่ตัวเมืองของจังหวัด จะไม่ไปก็ไม่ได้เพื่อการเป็นหน้าเป็นตาของไร่อิศรา ลำพังจะส่งเหมราชไปก็ไม่ไหว คงไม่ต้องถามหาเหตุผลหรอกว่าเพราะอะไรถึงไม่ให้เหมราชไป ดูสภาพตอนนี้สิ
มันชัดเจนในคำตอบอยู่แล้ว
“ถึงแล้วครับพ่อเลี้ยง” คนทำหน้าที่พลขับหันไปเขย่าแขนคนไม่ได้สติเบา ๆ “เดี๋ยวผมเข้าไปส่งในห้อง”
“เออ เดี๋ยวกูข้าวปายเอง เมิงม่ายต้องยู้งง”
“ครับ ๆ ไม่ยุ่งแล้วครับ” เพราะถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้วจึงคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถึงได้ปล่อยให้เหมราชเปิดประตูเดินโซซัดโซเซเข้าไปด้านในเพียงลำพัง เมื่อเห็นว่าคนเมาปิดประตูบ้านสนิทลงจึงได้ขับรถกลับออกไป
“เสร็จเรียบร้อย”
จันทร์หอมปัดมือกับเสื้อของตัวเอง หลังจากทำงานที่แม่นายมอบหมายให้เรียบร้อย เธอขึ้นมาทำความสะอาดห้องของเหมราชเป็นห้องสุดท้ายความจริงแล้วสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของป้าฝัน แต่วันนี้ท่านเกิดป่วยขึ้นมาหน้าที่นี้จึงตกเป็นของตน
ซึ่งขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้องนอนเพื่อไปเปิดประตูอีกบานโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน เห็นปลายสายแล้วก็ยิ้มออกมาทันที คงจะโทรศัพท์มาเช็คว่าเธอทำงานเสร็จเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง
“ค่ะ ป้าฝัน...เสร็จแล้วค่ะ”
“ค่ะ อ้อตรงนั้นของห้องพ่อเลี้ยงหอมยังไม่ทันได้เช็ดเลยค่ะ เดี๋ยวเช็ดให้ค่ะ...ได้ค่ะ” วางสายจากคนเป็นป้าไปแล้วก็ลืมไปเลยว่าเธอลืมเช็ดตรงซอกบริเวณราวระเบียงไปเสียสนิท จึงได้หันหลังแล้วกลับไปคว้า ผ้าผืนเล็กมาอีกครั้ง
จันทร์หอมตั้งหน้าตั้งตาจัดการซอกมุมอับของราวระเบียงห้องของเหมราชต่อ โดยหารู้ไม่ว่ายามนี้เจ้าของห้องได้เดินโซซัดโซเซเข้ามาเรียบร้อยแล้ว แถมสภาพก็ไม่ต่างกับคนตกถังน้ำเมา
‘โครม!’
เสียงคล้ายคนชนของเรียกขานให้จันทร์หอมสงสัย รีบเดินออกจากระเบียงห้องก็พบว่าไม่ใช่ใครนอกเสียจากเจ้าของไร่ ที่เมาไม่เป็นท่าเดินชนข้าวของจนล้มระเนระนาดไปหมด
“เอ่อ...พ่อเลี้ยงกลับมานอนที่นี่เหรอคะ?” คิดฉงนสงสัยปกติเขานอนที่นี่เสียที่ไหน
“...”
เขาไม่ตอบแต่กลับจ้องมองใบหน้าของจันทร์หอมแทน หญิงสาวจำต้องรีบหลบเลี่ยงสายตาเพราะเธอรู้สึกว่าสายตาเขามันช่างมีผลต่อหัวใจมากเหลือเกินไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน นัยน์ตาของเหมราชมันทำให้ใจนี้หวั่นไหวทุกครั้งที่ได้สบประสาน แม้รู้ว่าเขาเกลียดแต่ใยหัวใจเจ้ากรรม ถึงไม่รักดี
“ถ้าอย่างนั้นหอมขอตัวออกไปก่อนแล้วกันนะคะ” เธอจัดแจงเก็บทุกอย่างรอบตัวและเดินผ่านร่างสูงไป ทว่าเหมราชกลับคว้าต้นแขนของ หญิงสาวเอาไว้ แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมาจนต้องเป็นเธอที่ต้องถามออกไป
“พ่อเลี้ยงมีอะไรจะใช้หอมหรือเปล่าคะ?”
“วาด...” แม้แผ่วเบาแต่จันทร์หอมได้ยินชัดเต็มทั้งสองโสตประสาทหู หัวใจเจ็บจี๊ดขึ้นมาฉับพลัน
“หอมเองค่ะ ไม่ใช่คุณวาด” เธอจะไปเป็นวาดดาวได้อย่างไร ในเมื่อเธอก็คือเธอ หาได้เทียบเทียมเท่าวาดดาว
“ไม่...วาด กลับมาหาผมแล้วใช่ไหมครับ...ผมคิดถึงคุณ” เขาคว้าจันทร์หอมเข้ามากอดเอาไว้ในอก แสดงความโหยหาที่มากล้นออกมา
คำว่า ‘คิดถึง’ มันคงจะทำให้หัวใจของจันทร์หอมโลดแล่นไปแล้วหากว่าคำนี้เหมราชไม่ได้มีไว้ให้วาดดาว
“พ่อเลี้ยงลองมองดูดี ๆ นะคะ หอมไม่ใช่คุณวาด”
“ไม่วาด...อย่าจากผมไปไหนเลยนะคนดี อยู่กับผมเถอะนะ” คราวนี้เหมราชไม่พูดเพียงอย่างเดียวเพราะเขาเดินและดันให้หญิงสาวที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนรักถอยหลังไปจนติดกับขอบเตียง ล้มลงนอนบนเตียงกว้างขนาดคิงส์ไซส์อย่างไม่เป็นท่า
คนตัวโตไม่ปล่อยให้คนที่มองว่าคือคนรักหลบหนีได้ง่าย ๆ ร่างสูงเร่งเข้ามาทาบทับกักขังด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้างเอาไว้ เป่ารดลมหายใจ ร้อน ๆ รดดวงหน้าจันทร์หอมจนเธอขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
“พะ...พ่อเลี้ยงจะทำอะไรคะ?”
“ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกินวาด ทำไมคุณถึงทิ้งให้ผมต้องเจ็บปวดอยู่แบบนี้เพียงลำพังด้วย” หยดน้ำตาของลูกผู้ชายหยดแหมะลงบนใบหน้าของจันทร์หอม ความเสียใจและคราบน้ำตาพรั่งพรูออกมาจากคนฟังจนรู้สึกปวดหนึบที่หัวใจไม่ต่างกัน
“คุณปล่อยให้ผมทรมานหัวใจอย่างนี้ได้ยังไง...”
ความช้ำในอกที่มันล้นเหลือจนเกินจะกักเก็บเอาไว้ ถูกปล่อยออกมา จันทร์หอมเผลอยื่นมือออกไปสัมผัสแผ่วเบาลงบนใบหน้าของเขาก่อนจะปาดหยาดน้ำตาออกเบา ๆ เธอไม่รู้หรอกว่าความขมขื่นของเหมราชมันมากมายแค่ไหน แต่สิ่งที่เธอรับรู้ได้ดีในตอนนี้คงจักเป็นความเสียใจ ความโหยหาที่มันช่างมีมากเหลือเกิน
“หอมเข้าใจว่าพ่อเลี้ยงเจ็บปวด แต่พ่อเลี้ยงอดทนมาได้ขนาดนี้...พ่อเลี้ยงเก่งมากแล้วนะคะ” คำปลอบโยนของเธออาจไม่มีผลใดต่อเขา แต่อย่างน้อยก็อยากชื่นชมความเข้มแข็งของชายหนุ่มที่มีมาก แม้เธอเองก็เจ็บช้ำกับสิ่งที่เขากล่าวหาพี่ชาย ทว่าความทรมานเขาคงมากกว่า
“ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกินวาด คิดถึงมาก...” ทุกสิ่งที่เป็นของ วาดดาวเขาคิดถึงจนแทบจะขาดใจ
“คิดถึงสัมผัสหวาน ๆ จากคุณ กลับมาได้ไหมคนดี กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งได้หรือเปล่า...” เหมราชเอ่ยออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย ดวงใจแกร่งที่แสร้งว่าเข้มแข็งตอนนี้มันอ่อนแอราวกับหยดน้ำน้อย ๆ
เหมราชโน้มตัวเข้าหา เขากกกอดร่างอิ่มของจันทร์หอมเอาไว้ โดยเข้าใจว่าหญิงสาวคือวาดดาว แม้นสาวเจ้าพยายามเรียกคืนสติให้กลับมาและจ้องมองดี ๆ อีกครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล
เรียวปากหยักประกบลงบนอุ้งปากหวานของจันทร์หอมแผ่วเบา คนที่ไม่เคยต้องสัมผัสเช่นนี้ทำอะไรไม่ถูกเรี่ยวแรงที่เธอมีก็ต้านทานเขาเอาไว้ไม่ได้ ไม่อยากปล่อยให้มันเลยตามเลยแต่เธอแทบไร้เรี่ยวแรงยามที่เหมราชประกบปากลงมา...
“เป็นของผมนะครับ วาด...”
คนใต้ร่างปวดหนึบที่หัวใจเมื่อยามนี้เธอกำลังเป็นตัวแทนของใครอีกคน รู้อยู่หรอกว่าการเป็นตัวแทนของใครมันอาจจะเจ็บแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเจ็บมากขนาดนี้
เจ็บราวกับว่ากำลังมีเข็มนับแสนเล่มพร้อมใจพุ่งตรงมาที่อกข้างซ้ายของเธอและปักลึกลงไปจนถึงขั้วหัวใจ...
“หอมไม่ใช่คุณวาดนะคะ พ่อเลี้ยงต้องตั้งสติให้ดีกว่านี้”
“ผมทรมานเหลือเกิน อย่าปฏิเสธกันแบบนี้เลยนะ” ทำไมถึงจ้องแต่ปฏิเสธและเดินไปจากเขา ช่วยอยู่ด้วยกันอีกสักครั้งไม่ได้หรือ ช่วยเดิน เคียงข้างกันแบบแต่ก่อนได้หรือไม่?
“ปะ...ปล่อยหอมไปเถอะ” เธอเองก็ทรมานมากจนอยากจะร้องไห้เหมือนกัน
“...ตอนนี้วาดช่วยเป็นคนบรรเทาความทรมานหัวใจดวงนี้ลงได้ หรือเปล่า ผมเจ็บเหลือเกิน เจ็บจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ...”
“...”
ประโยคนี้ของเหมราชมันกำลังแทรกแซงเข้าในขั้วหัวใจของ หญิงสาว มันกำลังทำให้เธอหยุดชะงักทุกอย่าง เข้าใจดีว่าเหมราชเข้มแข็งกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด จนลืมคิดไปว่าเขาเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนคนอื่นเช่นเดียวกัน
และพอยิ่งได้ฟังแบบนั้นกายสาวที่ต่อต้านยามแรกแปรเปลี่ยนเป็นโอนอ่อนฉับพลัน
เพราะเธอรักเขาเธอจึงไม่อาจทนฟังความจริงจากปากเหมราช เมื่อครู่นี้ได้...
รัก...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาเกลียด
ความจริงข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่เธอก็ไม่อาจเทียบเทียมเท่าเขา วาสนาที่มีต่อกันมันคงน้อยนิดยากเกินกว่าจะเอื้อม แต่หากเธอช่วยบรรเทาทุกข์เขาในค่ำคืนนี้ แล้วหลบหนีไปก่อนที่ชายหนุ่มจะตื่นขึ้นมาพบเจอกับความจริง
มันจะเป็นไปได้อยู่หรือไม่
เธออยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเจ็บปวดเขาจางหายไป ไม่มาก ก็น้อย ไม่ยาวก็สั้นเพียงนิดเดียวก็ยังดี
“ถ้าหอมทำแบบนี้แล้วสามารถแบ่งเบาและแบกรับความเจ็บปวดของพ่อเลี้ยงได้สักเสี้ยวหนึ่ง...”
นัยน์ตาหวานแน่วแน่ เธอตัดสินใจดีแล้วการเป็นตัวแทนของ วาดดาวในค่ำคืนนี้มันคงไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยหากดึงให้คนที่รักบรรเทาความทรมานของหัวใจลงไปได้สักเสี้ยวก็เพียงพอ
“...หอมก็ยินดีค่ะ”
สิ้นประโยคจันทร์หอมก็มิได้ขัดขืนอีกต่อไป เธอปล่อยตัว...ปล่อยใจพร้อมรับกับการเป็นตัวแทนของวาดดาว เตรียมรับสัมผัสแปลกใหม่ที่ เหมราชกำลังหยิบยื่นให้
เธอพร้อม...
หากว่านี่จะเป็นการทำเพื่อคนที่เธอรัก
และในวันรุ่งขึ้น เธอก็จะหายไปจากตรงนี้...ทำเหมือนว่าสิ่งที่ ชายหนุ่มพบพานเป็นเพียงความฝัน ฝันที่เขาหลงระเริงไปกับคนรักที่ชื่อว่าวาดดาว
มิใช่จันทร์หอม...
