บทที่ 6 ปมในใจ

บทที่ 5

ปมในใจ

รุ่งเช้าของวันใหม่จันทร์หอมจับไข้อย่างที่นางนิรมลคาดการณ์เอาไว้ หญิงสาวหนาวสั่นเนื้อตัวร้อนดั่งไฟแม้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาก็ยังพร่ำเพ้อว่าหนาวไม่ขาดปาก

“หอมเอ้ย ลุกขึ้นมากินข้าวสักหน่อยจะได้กินยา” ทอฝันดูแลอยู่ ไม่ห่าง นางเองก็คร่ำเครียดอยู่ไม่น้อย สงสารจันทร์หอมจับใจ คนอะไร    จะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ขนาดนี้

“หอมไม่หิวจ้ะ” น้ำเสียงแผ่วเบาถูกเปล่งออกมา เธอไม่หิวไม่มีแม้กระทั่งเรี่ยวแรงจะหยิบจับช้อนตักอาหารเข้าปาก

“ไม่หิวก็ต้องกิน กินสักหน่อยก็ยังดี”

“หอมไม่อยากจ้ะป้า” จันทร์หอมยังคงปฏิเสธเสียงแผ่ว

“นังหอม อย่าพูดยาก เร็วเข้าเดี๋ยวได้ช็อกตายไปก่อนพอดี”  จันทร์หอมยามจะพูดยากก็ช่างมากเสียจริง

‘ปัง!’

ครั้นอยู่ ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างแรงก่อนจะปรากฏตัวชายร่างสูงเดินเข้ามาภายใน เหมราชสาวท้าตรงดิ่งเข้ามาหา แววตาคมกล้าจ้อง  จันทร์หอมไม่กระพริบตา ทว่ากลับไร้ความรู้สึกที่ใครต่อใครยากจะนึกถึงได้ ความว่างเปล่าจากนัยน์ตาของเหมราชมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความเคืองโกรธที่เคยได้รับก่อนหน้านี้เสียอีก

“ป้าฝันออกไปก่อนครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”

“พ่อเลี้ยง...” จันทร์หอมเบิกตาเธอไม่คิดว่าเขาจะมาในยามนี้

“ค่ะ” ทอฝันยินยอมเดินออกไปด้านนอกห้องของจันทร์หอม     แต่โดยดี ปล่อยให้ชายหนุ่มอยู่กับหญิงสาวเพียงลำพัง

“พะ...พ่อเลี้ยงเข้ามาได้ยังไงคะ” คนป่วยลนลานจะถอยหนี แต่ เหมราชกลับเดินเข้ามาและนั่งลงพร้อมดึงรั้งแขนเอาไว้ ก่อนดึงให้หญิงสาวเข้ามาหาตนเอง

“คำถามโง่ ๆ ฉันไม่คิดว่าเธอจะถามมันออกมานะ” เหมราชไม่พูดเปล่าแต่ชายหนุ่มกลับออกแรงบีบเข้าไปที่ข้อมือของจันทร์หอมด้วยความรู้สึกที่มากมาย และแน่นอนว่ามันไม่มีความยินดีอยู่ในนั้น

“หอม…เจ็บ” แรงกดที่ข้อมือช่างมากล้น เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บบอกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

“แค่นี้มาทำเป็นเจ็บ เธอสำออยเกินไปหรือเปล่าจันทร์หอม” คำพูดแสนเจ็บแต่ชายหนุ่มกลับพูดออกมาอย่างไร้ความรู้สึก

“พ่อเลี้ยงมีอะไรก็รีบ ๆ พูดมาเถอะค่ะ” เรี่ยวแรงเธอแทบไม่มี แต่ยังต้องมานั่งต่อปากต่อคำกับเขา

“เอาไปกินซะ ฉันไม่อยากให้มีบ่วงมารัดคอ” แผงยาถูกยื่นออกไปให้จันทร์หอม สาวเจ้ามองก่อนจะเอื้อมมือไปรับมาแล้วหลุบสายตา เขาจะไม่ยอมให้มีเด็กบริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอันขาด มันเป็นเพียงแค่  ความผิดพลาดหาใช่ความรักที่มี การที่เด็กคนหนึ่งจะเกิดขึ้นมาจะต้องมีความรักของพ่อและแม่เป็นส่วนประกอบสำคัญ มิใช่ความพลาดพลั้งเช่นนี้

และเขาก็ไม่มั่นใจว่าเด็กที่เกิดจากผู้หญิงคนนี้ เขาจะรักได้อย่างเต็มใจ

“หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ”

“กินมันเข้าไป”

“กลัวหอมไม่กินจนต้องอยู่ดูให้แน่ใจเลยเหรอคะ?”

“มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันหรือเปล่า อย่ามัวแต่พูดมากกินมันเข้าไป” เมื่อไม่ทำตามก็ต้องย้ำเตือนอีกครั้ง

จันทร์หอมไม่ว่าความยาวสาวความยืด ในเมื่ออยากให้กินนักก็จะกินมันให้ จะได้จบ ๆ สักที หญิงสาวคว้าแก้วน้ำที่ป้าฝันยกมาให้พร้อมข้าวต้มหมูที่วางอยู่ข้างกัน เมื่อเหมราชเห็นจันทร์หอมกลืนเม็ดยาลงคอเรียบร้อย ชายหนุ่มก็ยืนเต็มความสูง แต่ก็ไม่ลืมพูดเรื่องที่หญิงสาวควรรู้

“เก็บของให้เรียบร้อย เย็นนี้ฉันจะมารับ” บอกแค่นั้นก็เตรียมเดินออกไป แต่คนบนเตียงก็ไม่วายสงสัย

“ไปไหนคะ”

คนที่กำลังจะเดินออกไปเหลียวหลังกลับมามอง นัยน์ตาแข็งกล้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว เหมราชโน้มตัวเข้าหาจันทร์หอม     มือหนาจับปลายคางมนบีบเอาไว้แน่นแล้วกระซิบลงข้างใบหู หญิงสาวพยายามเบนหน้าหนีแต่ก็ทำได้ยาก

“หน้าที่ของเธอแค่ทำตาม ไม่มีสิทธิ์ถาม รู้แค่ว่าไม่พาไปฆ่าก็พอเพราะฉันต้องฆ่าพี่ชายเธอก่อน” เขาสะบัดใบหน้าแรง ๆ และเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ไม่สนใจความเจ็บปวดที่หญิงสาวต้องเผชิญเลยสักนิดเดียว

เหมราชเดินจากไปแล้วหยดน้ำตาของหญิงสาวก็ร่วงหล่นลงมากระทบหลังมืออย่างเก็บกลั้นไม่อยู่ในทันที จะมีสักครั้งไหมที่เหมราชจะคิดทบทวนเรื่องราวพวกนี้อีกครั้ง...

“จะกลับแล้วหรือคะพ่อเลี้ยง” ทอฝันคิดห่วงหญิงสาวคราวลูกที่รักดั่งหลานในไส้ นางเฝ้ารออยู่ด้านนอกถามคนที่เพิ่งเดินออกมา

“ครับ หมดธุระของผมแล้ว” ความเรียบเฉยและเย็นชา เหมราชยังแสดงออกได้เป็นอย่างดี

“เรื่องที่เกิดขึ้นป้าต้องขอโทษพ่อเลี้ยงด้วยนะคะ”

“มันไม่ใช่ความผิดของป้าฝันสักหน่อยครับ อย่ามาขอโทษเลย   อีกอย่างผมก็มีส่วนผิดอยู่ไม่น้อย”

ถ้าเขาไม่เมาเรื่องมันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ เกลียดตัวเองที่หักห้ามอารมณ์ปรารถนาพวกนั้นเอาไว้ไม่ได้จนทำให้เรื่องน่าสมเพชพวกนี้มันเกิดขึ้น แต่แล้วในนาทีต่อมาบทสนทนาระหว่างคนสองวัยเป็นอันต้องถูกขัด      เมื่ออยู่ ๆ ประตูห้องที่ถูกปิดลงก่อนหน้านี้เปิดขึ้นพร้อมร่างคนป่วยวิ่ง พรวดพราดออกมาตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ นาทีต่อมาได้ยินเสียงโก่งคออาเจียนออกมาจนทอฝันต้องวิ่งไปดู

“เป็นอะไรหอม”

“หอม...หอมไม่รู้” เธอตอบแต่ไม่ทันได้จบประโยคดีก็วกกลับไป โก่งคอเข้าหาชักโครกอีกรอบ เหมราชยืนมองดูอยู่ด้านนอกสีหน้าเขาไม่ได้แสดงออกอะไรออกมาเลย มีเพียงแค่สายตาที่มองดูอาการของหญิงสาว โดยมีทอฝันคอยลูบหลังอยู่

หลังจากผ่านพ้นไปได้ราว ๆ เกือบสิบห้านาที สาวเจ้าถูกพามายังห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง อาการจันทร์หอมเริ่มดีขึ้นมาบ้าง ถึงอย่างนั้น  ก็ยังมีพะอืดพะอมอยู่แต่ไม่หนักเท่าครั้งแรก ๆ

“เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง” คำถามนี้ไม่ใช่ใครนอกเสียจากทอฝัน

“นิดหน่อยค่ะ”

“แล้วเป็นแบบนั้นได้ยังไง ตอนแรกก็ยังเห็นดี ๆ อยู่”

“หอมไม่รู้ แต่มันเป็นหลังจากที่พ่อเลี้ยงให้กินยา” เธอพูดก่อนหลบสายตาลงไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขาที่ยืนอยู่ข้างเตียงโดยตรง สายตาและท่าทางของเขาน่ากลัวเกินกว่าตนจะต่อกลอนไหว

“ยา?” ทอฝันใคร่สงสัย ยาอะไรกัน?

“ยาคุมฉุกเฉินน่ะครับ ผมให้จันทร์หอมกินเข้าไป” คำพูดของเขา ยิ่งทำให้คนป่วยตัวชาหนึบ เธอควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ยาคุมหรือคะ?” ท่าทีตกใจไม่ได้มากเพราะอย่างไรนางก็พอจะเดาออกว่าเหมราชคงต้องทำแบบนี้

“ครับ”

“ถ้าอย่างนั้นอาการที่เป็นแบบนี้ก็คงจะมีผลมาจากยาที่พ่อเลี้ยงให้นังหอมมันกินไปนั่นแหละค่ะ”

“ป้าฝันหมายความว่ายังไงครับ”

“หอมมันน่าจะแพ้ยาคุมค่ะ”

กระเป๋าเสื้อผ้าใบไม่เล็กไม่ใหญ่ถูกย้ายเข้ามาภายในบ้านอีกหลังของเจ้าของไร่ที่อยู่ห่างออกมาเกือบท้ายไร่ เจ้าของกระเป๋าอย่างจันทร์หอม  เม้มปากแน่นอย่างคิดประหม่า ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้กับเขาด้วย นึกว่าการจดทะเบียนสมรสกับเหมราชจะเป็นเพียงแค่  ในนามเสียอีก

“จะยืนบื้ออีกนานไหม นู้น! ห้องเธออยู่ทางนู้น เอากระเป๋าไปเก็บแล้วก็ออกมาหาฉัน อย่าชักช้า” เหมราชสั่งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินไปรอยังห้องโถง

ห้องของจันทร์หอมที่เหมราชชี้นิ้วบอกคือห้องด้านล่างฝั่งซ้ายติดกับห้องครัว เป็นห้องเล็ก ๆ ไม่ใหญ่แต่ก็กว้างขวางกว่าห้องพักคนงานที่หญิงสาวเคยอยู่อาศัย ยามก้าวเท้าเข้ามาในห้องอุปกรณ์เครื่องใช้ก็มีครบครัน    อย่างน้อยในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง แม้มันจะไม่มากก็ตามที

จันทร์หอมเร่งวางข้าวของของตัวเอง เธอกอง ๆ มันเอาไว้ก่อนคิดว่าค่อยเข้ามาจัดอีกทีหลังจากไปพบเหมราชเสร็จแล้ว ใจจริงอยากจัดการให้เสร็จสรรพจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแต่ถ้าทำแบบนั้นพายุลูกใหญ่คงตามมา  และคนที่โดนพายุลูกนั้นพัดก็คงไม่พ้นตัวเธอเอง

“ชักช้า” คนนั่งไขว้ห้างรออยู่ในห้องโถงพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

“ขอโทษค่ะ หอมรีบที่สุดแล้ว” ต่อให้รีบแค่ไหนเธอก็ยังคงช้าสำหรับเขาเสมอ

“ที่สุดของเธอมันได้แค่นี้เองเหรอจันทร์หอม” แต่ละประโยค    ช่างเจ็บแสบจนหญิงสาวรู้สึกคันยุบยิบในใจ

“...” จันทร์หอมหลุบสายตาลงต่ำ ลอบถอนหายใจเธอไม่อยากเถียงเขาให้มันเสียเวลา เพราะเถียงไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เผลอ ๆ อาจพาให้เรื่องยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

“พรุ่งนี้ฉันจะพาไปโรง’บาล เตรียมตัวให้พร้อม”

“ไปโรง’บาล ไปทำไมคะ” ไม่วายมีคำถาม ก็เธอสงสัยจะไม่ให้ถามได้อย่างไรขนาดเวลาเรียนครูยังบอกให้ยกมือถามถ้าสงสัย แม้พอตั้งคำถามเข้าจริง ๆ ก็โดนดุว่าไม่ตั้งใจเรียนมานิดหน่อยก็ตามที

“เธอคงรู้ว่าฉันไม่อยากมีลูกที่เกิดจากผู้หญิงแบบเธอ” ผู้หญิงคนนี้ขยันตั้งคำถามจนน่ารำคาญ

คำพูดของเหมราชพอจะทำให้จันทร์หอมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เขาหมายถึงคืออะไร เรื่องพวกนี้คงไม่พ้นเรื่องการคุมกำเนิด ในเมื่อจันทร์หอมกินยาคุมกำเนิดไม่ได้ เหมราชก็จะพาแม่ตัวดีไปฉีดยาคุมที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง ชายหนุ่มไม่ยอมให้ตัวเองต้องมีบ่วงมามัดคอเด็ดขาด

“ค่ะ หอมเข้าใจแล้ว เรื่องแค่นี้ใช่ไหมคะที่พ่อเลี้ยงจะบอกหอม” เธอไม่รอเขาอนุญาตก็พลิกกายหันหลังให้ เตรียมหอบความช้ำกลับห้องตัวเอง

“ฉันยังไม่ได้บอกให้เธอไป อย่าริอาจทำในสิ่งที่ไม่ได้สั่ง” แม้ไม่ได้ดุดันทว่าช่างแข็งกร้าวและน่าเกรงขามจนทำให้คนที่กำลังจะเดินออกไป ต้องหยุดและหันกลับมา

“ค่ะ”

เสียงขานรับสั้น ๆ ของจันทร์หอมสร้างความน่ารำคาญให้กับเหมราชมากโข ผู้หญิงคนนี้มีแต่เรื่องให้น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็น  การกระทำแบบไหนมันก็ดูรกหูรกตาไปหมด

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอต้องเข้าไปทำงานในไร่ตามเดิม”

“แต่แม่นายให้หอมไปทำงานที่บ้านใหญ่นะคะ ถ้าหอมไปทำงาน ในไร่แล้วใครจะทำงานในบ้านใหญ่” ลำพังจะให้ทอฝันทำคนเดียวคงไม่ไหว ท่านเองก็แก่มากแล้ว แม้งานที่นั่นจะไม่หนักมากแต่มีเธอไปช่วยแบ่งเบา มันคงจะดีกว่า

“เดี๋ยวฉันหาคนเข้าไปทำแทนเอง”

“แต่ว่า...”

“ไม่ขัดคำสั่งฉันมันจะตายให้ได้เลยใช่ไหม”

“ขอโทษค่ะ ถ้าพ่อเลี้ยงต้องการแบบนั้นก็แล้วแต่ค่ะ หอมขัดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”

“ประชดฉัน?”

“เปล่าประชดค่ะ ก็ในเมื่อพ่อเลี้ยงบอกแบบนั้น หอมก็ต้องทำตามจะขัดอะไรได้” เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาจะแย้งอะไรเขาได้

“ฮึ! อวดเก่งดีเหมือนกัน อยากรู้จังจะอวดเก่งแบบนี้ต่อไปไหมถ้าฉันหาตัวพี่เธอเจอ” เขาไม่เคยนิ่งนอนใจเรื่องนี้ แต่กลธีร์ก็ช่างหาตัวจับยากเหลือเกิน แม้จะส่งคนไปออกตามหาแต่ก็เงียบไร้ร่องรอย ไม่รู้ว่าไปกบดานอยู่ที่ไหนถึงไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงาก็ไม่มี

“พ่อเลี้ยงอย่าทำอะไรพี่ธีร์นะคะ หอมขอ...พี่ธีร์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นแน่นอน” เรื่องของพี่ชายทำให้ดวงตาใสเศร้าโศกและหวั่นไหวได้ในทันที ท่าทางนิ่งเฉยเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนต่อชายตรงหน้า

“ถ้ามันไม่ได้เกี่ยวข้องแล้วมันจะหายหัวไปแบบนี้เหรอ? มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะเชื่อ”

“พ่อเลี้ยง...” เธอเองก็ปฏิเสธอะไรมากไม่ได้ เมื่อคนที่ยืนยันเรื่องนี้และไขกระจ่างความจริงทั้งหมดได้คือกลธีร์แต่เจ้าตัวก็ดันหายไป เธอเองก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าพี่ชายจะเป็นผู้บริสุทธิ์จริงไหมในเมื่อเจ้าตัวหายหน้าหายตาไปนานไม่ติดต่อกลับมาแบบนี้

“เอาสิ ถ้าอยากขัดคำสั่งฉันก็ไม่ว่า...แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าถ้าฉันเจอมัน มันจะได้กลับมาแบบเป็น ๆ หรือเปล่า” เหมราชกับซาตานนาทีนี้ทั้งสอง  คงไม่มีสถานะไหนที่แตกต่างกัน ในเมื่อเขาพร้อมจะขยี้คนตรงหน้าให้แหลกคามือได้ทุกเมื่อ

“หอม หอมจะทำตามที่พ่อเลี้ยงสั่งทุกอย่างค่ะ ขอแค่อย่าทำอะไรพี่ธีร์เลยนะคะ” สาวเจ้าน้ำตาคลอ ยกมือทั้งสองขึ้นไหว้เขา เธอยอมได้   ทุกอย่างไม่ว่าเหมราชจะให้ทำอะไร แต่ขอเพียงอย่างเดียวคืออย่าทำอะไรพี่ชายเธอเลย...

“ดี...ทนให้ได้จันทร์หอมเพราะนับต่อจากนี้เธอจะไม่ได้อยู่แบบเป็นสุขอีกต่อไป อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้แก้แค้นให้สาสมใจ  เอาให้พี่เธอมันเห็นสภาพเธอแล้วขาดใจตายไปเลย” แล้วเขาก็ลุกเดินผ่านหน้าไม่สนใจว่าหญิงสาวคนนี้จะรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกของจันทร์หอมมิใช่ สิ่งที่เขาควรเก็บมาใส่ใจ จะร้องไห้เสียใจหรือจะแดดิ้นตายมันก็เรื่องของ  เจ้าหล่อนมิใช่ธุระโครงการอะไรของเขา

หลังเหมราชลับสายตาไปแล้ว จันทร์หอมจึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นับต่อจากนี้เธอจะเป็นยังไงสิ่งที่เผชิญอยู่มันจะแย่ไปมากกว่านี้อีกหรือ?  เขาจะทำให้เธอเจ็บทรมานใจจนเจียนตายหรือเปล่า...ถึงอย่างนั้นเธอก็จะยอม หากมันจะช่วยให้พี่ชายอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าจะถึงวันที่ความจริงปรากฏ

ช่วงสายของวันใหม่หลังจากที่จันทร์หอมลงไปทำงานในไร่ได้เพียงสองชั่วโมง ศุภชัยก็วิ่งหน้าตั้งมาหาหญิงสาวบอกว่าเหมราชรอพบอยู่ที่สำนักงาน เพียงเท่านั้นคนถูกเรียกพบก็พอจะรู้แล้วว่าเขาให้เธอไปหาทำไม สิ่งที่เหมราชทำมันถูกต้อง แม้จะรักเขาแต่เธอก็ไม่อยากให้เด็กน้อยตาดำ ๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีแหน่เกิดขึ้นมาท่ามกลางความเกลียดชังของพ่อที่มีต่อแม่ เพราะอย่างไรแล้วคนที่ได้รับผลกระทบนั้นมากที่สุดคงไม่พ้นลูกน้อย

“ขอบคุณพี่ชัยมากนะคะ เดี๋ยวขอหอมเอากระบุงไปเก็บก่อน รบกวนพี่ชัยรอแปบนึงนะคะ”

“ได้ แต่เร็ว ๆ เข้านะหอม พ่อเลี้ยงช่วงนี้ยิ่งอารมณ์จอย ๆ อยู่” จอย ๆ ที่ว่าคือการประชดประชันของลูกน้องคนสนิทพลานให้จันทร์หอมหัวเราะขึ้นมาได้

“ค่า”

หลังจากได้รับเรื่องจากศุภชัยจันทร์หอมก็รีบเอากระบุงไปเก็บแล้วเดินออกมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของศุภชัยที่จอดรออยู่ไม่ไกล ก่อนนาทีต่อมาทั้งสองจะมุ่งหน้าไปยังสำนักงานที่มีซาตานตัวโตรอคอยอยู่

“มาแล้วครับพ่อเลี้ยง” เปิดประตูเข้ามาเจอเจ้าของไร่อิศรานั่งหน้าไม่สบอารมณ์

“ช้าขนาดนี้มึงไม่พามาพรุ่งนี้เลยล่ะ”

“หอมช้าเองค่ะ พี่ชัยเร่งหอมแล้ว” ความผิดมันอยู่ที่เธอไม่ได้อยู่ที่ศุภชัยเลยแม้แต่น้อย เธอยอมให้คนอื่นโดนดุด่าแทนตนไม่ได้

“ก็รู้ตัวเองนิ ไป! ตามมาได้แล้วมัวแต่ชักช้า น่ารำคาญ” เหมราชกระแทกเท้าเดินผ่านหน้าทั้งสองคนไป จันทร์หอมสะดุ้งเล็กน้อยกับท่าทางขึงขังของเขา ต่อจากนี้ไปคงต้องทำตัวให้ชินกับเรื่องพวกนี้สินะ

“รีบตามไปเถอะหอม เดี๋ยวระเบิดจะลงอีก”

“งั้นหอมไปก่อนนะคะ” จันทร์หอมโบกมือบ้ายบาย ส่วนศุภชัยเองก็ทำท่าคล้ายบอกให้หญิงสาวสู้ ๆ

ชื่อของจันทร์หอมถูกเรียกหลังจากที่นั่งรอราว ๆ เกือบยี่สิบนาที เหมราชพาหญิงสาวมาส่งยังโรงพยาบาลส่วนเจ้าตัวก็หายไปไหนหญิงสาว ไม่อาจทราบได้ จันทร์หอมใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อยจะบอกว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ก็ไม่แน่ใจนัก

เมื่อเธอทำตามที่เขาต้องการไม่ได้มันมีเหตุผลหลายประการอยู่ หญิงสาวออกมารอเหมราชที่หน้าโรงพยาบาลมืออิ่มนั้นก็กดโทรศัพท์โทรหาชายหนุ่มไปด้วย ทว่านอกจากเขาจะไม่รับแล้วยังตัดสายเธอทิ้งอีกต่างหาก นี่คงไม่ได้จะทิ้งให้กลับไร่เองใช่ไหม

นานเกือบสองชั่วโมงที่จันทร์หอมยังนั่งรออยู่ที่เดิม จากแสงแดดอ่อน ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแดดเปรี้ยงของเที่ยงวัน เธอก็ยังไม่เห็นเงาของเขา เหมราชหายไปไหนหากจะให้เธอเก็บเองก็ควรจะบอกมิใช่เงียบหายไปแบบนี้ โทรศัพท์ไปก็ไม่รับ แน่นอนว่าจันทร์หอมสามารถหารถกลับไร่อิศราได้แต่ที่ยังอยู่ตรงนี้เพียงเพราะกลัวเขาจะโกรธถ้าวนรถกลับมาแล้วไม่เจอ อีกอย่างไม่อยากทะเลาะกับเขาในภายหลัง

แค่สองชั่วโมงมันก็นานจนเกินพอแล้ว เขาคงลืมไปแล้วว่าพาเธอมาทำอะไร จันทร์หอมสืบเท้าเดินออกจากอาณาเขตของโรงพยาบาลตรงไปยังรถโดยสารที่อยู่ห่างออกไปราว ๆ ห้าร้อยเมตร แต่ยังไม่ทันได้เดินถึงที่หมายดีก็มีรถมาจอดปาดหน้าจนหัวใจแทบร่วงลงไปที่ตาตุ่ม

“ขึ้นมา” กระจกถูกเลื่อนลงปรากฏใบหน้าคนใจร้าย

หญิงสาวไม่พูดได้แต่เดินอ้อมหน้ารถไปขึ้นอีกฝั่ง ภายในรถเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองคนเท่านั้น จันทร์หอมคาดการณ์จาก สีหน้าของเหมราชแล้วเขาคงมีเรื่องอะไรให้คิดและดูเหมือนจะเครียดและหนักใจดังนั้นตนเองจึงเลือกอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ เข้าไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ทว่าระหว่างทางพอเริ่มเข้าเขตของถนนโล่ง ๆ ไหล่ทางมีเพียงทุ่งหญ้าและต้นไม้ขึ้นรกความเร็วรถมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เหมราชเหยียบคันเร่งจนแทบมิด วิวทิวทัศน์ด้านนอกที่มองเห็นผ่านกระจกผ่านตาไปอย่างรวดเร็วจนจันทร์หอมแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือต้นไม้อันไหนคือต้นหญ้าสูง

หัวใจหญิงสาวเริ่มกระวนกระวายรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมา เธอไม่ชอบความเร็ว ยิ่งเป็นความเร็วที่เกิดจากการเหยียบคันเร่งและตนนั่งอยู่ในรถด้วยแล้วยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ คนนั่งข้างคนขับเริ่มจุกแน่นที่อกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ลมหายใจติดขัด รู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง บรรยากาศมันน่ากลัวจนต้องปิดเปลือกตาและร้องขอเขาให้ชะลอความเร็ว

“พะ...พ่อเลี้ยงคะ ช้ากว่านี้ได้ไหม หอมกลัว” เธอบอกสิ่งที่ตัวเองรับไม่ไหวออกไปมือกำชายเสื้อของตัวเองเอาไว้แน่น สาเหตุการกลัวเรื่องแบบนี้มันมาจากอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พี่ชายเล่าให้ฟังว่าพ่อกับแม่จากไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอจึงเกรงกลัวเรื่องพวกนี้    มาโดยตลอด

มันเสมือนปมที่ติดลึกอยู่ในใจคลายไม่ออก

“เธอกลัวตายด้วยเหรอจันทร์หอม”

“พ่อเลี้ยง หอมขอร้อง” น้ำเสียงคนกลัวสั่นเครือ

“ห้ะ! ฉันถามว่าเธอกลัวตายด้วยเหรอ!” เสียงเข้มตะโกนกร้าวจนหญิงสาวสะดุ้งเนื้อตัวตัวสั่นเทา ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ลดความเร็วตามประสงค์ของจันทร์หอมยังคงต้องหน้าตั้งตาขับด้วยความเร็วต่อไป ความโกธาตอนนี้มันมากจนชายหนุ่มเก็บซ้อนเอาไว้ไม่อยู่

ก่อนหน้านี้หลังจากที่ส่งจันทร์หอมไว้ที่โรงพยาบาล ตัวเองก็รีบขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพื่อไปสอบถามความคืบหน้าจากนักสืบเอกชนที่ตนเป็นคนจ้างให้ตามสืบเรื่องคดีของ   วาดดาว ทว่าสิ่งที่ได้มันยังเหมือนเดิม เรื่องนี้แทบไม่มีข้อมูลอะไรคล้ายถูกปิดเงียบซึ่งหากเป็นแบบนั้นเขาไม่มีทางยอมแน่

และนอกจากเรื่องของวาดดาวแล้ว เรื่องของกลธีร์ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผล แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังหาตัวมันไม่เจอ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เงียบมากขนาดนี้ แทบไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่บางทีควรติดต่อน้องสาวอย่างจันทร์หอมกลับมาบ้าง หรือไม่มันก็ติดต่อกลับมาแต่เขาอาจไม่รู้

“พ่อเลี้ยงหอมกลัว ขอร้องนะคะ ได้โปรด” หยดน้ำตาร่วงแหมะลงบนหลังมือของคนกลัว เธอไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยสักนิด มันหวนคำนึงให้คิดถึงวันวาน แม้เธอจะจำไม่ได้ทว่ามันก็ยังเจ็บปวดอยู่ในหัวใจ เสมือนว่ามันเป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัวจากเรื่องร้ายทุกครั้งที่ไม่ว่าใครต่อใครจะ ขับรถเร็วเธอเลือกจะร้องขอให้ผ่อนปรนตลอด

แต่กับเหมราช เขาไม่คิดฟัง...

ชายหนุ่มยังคงขับต่อไปอย่างคิดสะใจต่อความกลัวของหญิงสาว  ยิ่งจันทร์หอมร้องไห้ทรมานมากเท่าไรเขายิ่งได้ใจมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งดวงตาแกร่งแอบเหลียวมองคนข้างกันเริ่มเห็นว่าอาการของคนกลัวคล้าย  ไม่สู้ดี จันทร์หอมเริ่มเป่าปากเพื่อควบคุมการหายใจแสนลำบากของตัวเอง  มืออีกข้างหนึ่งก็ทุบแรงลงไปยังกลางหน้าอกเพราะมันจุกแน่นจนทรมาน

เอี๊ยด!

ในที่สุดรถยนต์ก็ถูกเหยียบเบรกและจอดนิ่ง นัยน์ตาจันทร์หอมพร่างพราวไปด้วยหยดน้ำตาหันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ ข้างแก้มก็เปรอะเปื้อนน้ำตามิแพ้กัน ความทรมานใจของเธอมันเป็นของหวานอันโอชะของเขาหรือ ถึงได้ไม่เห็นใจกันแบบนี้

“เก็บน้ำตาเอาไว้ร้องไห้ในวันที่ฉันลากคอพี่ชายเธอมาฆ่าต่อหน้าดีกว่าจันทร์หอม วันนั้นน่าเสียน้ำตากว่าเยอะ”

“...” สิ่งที่จันทร์หอมโต้ตอบมีเพียงสายตาแสนเศร้า ต่อให้พูดอะไรไปเขาก็ไม่ฟังทั้งนั้น สู้อยู่เงียบ ๆ คงดีกว่า

“เจอแค่นี้ไปใบ้กินเลยหรือไง!”

“หอมจะกลับไร่” หากให้นั่งรถไปกับเขา สู้เธอเดินเท้าเอาดีกว่า แม้มันอีกไกลกว่าจะถึงแต่ก็ดีกว่านั่งอยู่ในรถกับซาตานแบบเขา

“ฮึ! มีปัญญาเหรอ” น้ำเสียงและสีหน้าช่างเหยียดหยาม

“มีค่ะ” ตอบแค่นั้นก็หันไปเปิดประตูออก ทว่าเพียงเปิดได้แค่   นิดเดียวอยู่ ๆ ก็มีเสียงบางอย่างแทรกเข้ามาที่โสตประสาทหู

‘ปัง!’

การกระทำของเหมราชเร็วเท่าความคิด เขารีบดึงประตูรถฝั่งของจันทร์หอมให้ปิดเข้ามาดังเดิมและเคลื่อนตัวรถโดยทันที เสียงปริศนาที่ดังขึ้น ชายหนุ่มรู้ว่ามันคืออะไรแล้วถ้าหูเขามันไม่เสียก็พอจะรู้ว่าสิ่งนี้คือเสียงปืน

“บ้าฉิบ!” พ่อเลี้ยงหนุ่มสถบลั่นเมื่อไม่ทันได้ตั้งตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“พะ...พ่อเลี้ยง” จันทร์หอมตื่นตระหนกกับเสียงดังเมื่อครู่และอารมณ์ของเขา นาทีนี้เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะตกใจกลัวกับสิ่งไหนก่อนดี

“ถ้ากลัวก็นั่งหลับตาไป คราวนี้ถ้าช้าไม่เธอก็ฉันอาจได้ไปนอนในโลงหรือไม่ก็ทั้งคู่!” ขณะพูดก็ค้นหาปืนขนาดพกที่เขามักเก็บเอาไว้ในรถไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เหมราชคว้าปืนออกมาแล้วเปิดกระจกฝั่งตัวเอง ยิงโต้ตอบกลับไป

‘ปัง! ปัง!’

เหมราชเหนี่ยวไกปืนสวนกลับไป ขณะเดียวกันผู้ชายใส่ชุดดำทั้งตัวสวมหมวกกันน็อคปกคลุมทั้งหัวยังคงเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่  ขับตามและถือปืนเล็งเป้าหมายมาที่เหมราชเช่นเดียวกัน

‘ปัง!’

“ก้มหัวลง!” สายตามองถนนมือข้างหนึ่งบังคับพวงมาลัยรถ   ส่วนอีกข้างก็ยิงใส่อีกฝ่ายไม่ยั้ง ก่อนจะหันไปสั่งคนนั่งเงียบปิดหูและหลับตาแน่นให้ก้มหัวลงเพราะเกรงว่าหญิงสาวอาจโดนลูกหลงจากกระสุนปืนได้

จันทร์หอมทำตามอย่างว่าง่าย แม้กลัวจนสุดใจเนื้อตัวสั่นเทาแต่เธอก็ไม่ปริปาก ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ซ่อนความกลัวเอาไว้ รถยนต์ยังคงแล่นต่อไปทว่าก็ยากในการควบคุม รถของชายหนุ่มส่ายไปส่ายมาเนื่องจากต้องคอยหลบวิถีกระสุนที่สาดกระหน่ำเข้ามาไม่ยั้ง เหมราชโต้ตอบคืนอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรับผลัดกันสู้ จนไม่ทันได้ลอบมองถนนเบื้องหน้าให้ดี

“พ่อเลี้ยงระวังค่ะ!” จันทร์หอมแอบเงยหน้าขึ้นมาพอดีทันเห็นทิศทางของรถเริ่มเซถลาไปข้างทางก่อนที่มันจะชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง

‘โครม!’

ยังดีที่แรงกระแทกไม่ได้มากแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่นั่งข้างคนขับอย่างจันทร์หอมหัวกระแทกเข้าที่คอนโทรลหน้ารถจนเลือดไหลซึมออกมาบริเวณขมับด้านขวา แต่ไม่มีเวลาให้เจ็บตัวนานเมื่อเหมราชสั่งให้รีบลงจากรถ

“เราจะไปไหนคะพ่อเลี้ยง”

“ไม่ต้องถามมาก แค่วิ่งตามมาก็พอ” เหมราชคว้าข้อมือคนตัวเล็กว่าไว้ทันทีหลังจากลงมาจากรถได้ สายตาคมเคร่งเครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า จันทร์หอมไม่ถามอะไรไปมากกว่านี้เธอปิดปากเงียบและเร่งฝีเท้าตามพ่อเลี้ยงหนุ่มเข้าไปภายในป่าที่ขึ้นรก ผ่านไปร่วมเกือบสิบนาทีทั้งสองยังคงวิ่งต่อไป ผ่านต้นหญ้าและต้นไม้นับสิบ ๆ ต้น เรียกได้ว่าทั้งชายหนุ่มหญิงสาวต่างพากันวิ่งสุดชีวิต

พงหญ้านับไม่ถ้วนถูกเหยียบให้ล้มก่อนจะเด้งคืนขึ้นมาอีกครั้ง  ฟากฝั่งคนร้ายยังคงวิ่งไล่ตามมาและยิงใส่ไม่หยุด เหมราชเองก็ยิงสวนคืนเช่นกัน ทว่าครั้งนี้เขาดันพลาด

‘ปัง!’

“แม่งเอ้ย!”

กระสุนเจาะเข้าบริเวณต้นแขนของเหมราชจนเขาเกือบเสียหลัก เช่นนั้นจึงต้องรีบวิ่งให้ไวยิ่งขึ้นไปอีก จันทร์หอมยังคงโดนลากให้วิ่งมาด้วยกัน หญิงสาวสับเท้าตามไม่เอ่ยสิ่งใดก่อนเหมราชจะหาที่หลบภัย     เป็นหลังต้นไม้ใหญ่ แม้จันทร์หอมจะไม่ได้ร้องตะโกนก้องออกมาแต่นัยน์ตา ก็บ่งบอกว่ากลัวสุดใจ

เสียงฝีเท้าคนร้ายจากคราแรกวิ่งก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเดินเพื่อตามหาคนทั้งสอง ต้นหญ้าและพืชพันธุ์หลายชนิดถูกเหยียบให้จมดิน เหมราชเร่งคว้าจันทร์หอมเข้ามาไว้ในอ้อมอกกอดหญิงสาวเอาไว้ ทั้งสองคนซ่อนตัวและพยายามเงียบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่คนประสงค์ร้ายก็ยังคงย่างก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ เหมราชเตรียมกระสุนปืนนัดสุดท้ายเอาไว้เพื่อหวังว่าหากมันโผล่หน้ามาเขาจะยิงแสกหน้ามันทันที

และก่อนที่จะได้ทำสิ่งนั้น อยู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเกิดดังขึ้นเสียก่อน มันกดรับและกรอกเสียง เพียงไม่นานก็ล่าถอยย้อนกลับออกไป จุดเดิมและขี่มอเตอร์ไซค์หายไป

“มันไปแล้ว”

เขาเอ่ยพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและผละให้จันทร์หอมออกห่างจากกายอย่างนึกรังเกียจไม่เหมือนกับตอนที่คว้าเข้าไปกอด คนโดนดันให้ออกห่างถึงกลับสะดุ้ง แอบน้อยใจในการกระทำของเขาเล็กน้อยหลังจากที่เหมราชผลักเธอให้ออกห่างกายเขา แต่ก็เลือกที่จะไม่เก็บมาใส่ใจ

“ขะ...แขนพ่อเลี้ยงโดนยิง เรารีบไปหาหมอกันดีกว่านะคะ” เหลือบไปเห็นเลือดไหลออกมาจากต้นแขนของเขาก็ตกใจ ไม่คิดว่าเหมราชจะโดนยิงจึงลนลานอยากรีบพาคนตัวโตไปรักษา โดยคิดลืมบาดแผลของตนเองไป

“ไม่ต้องมาห่วงฉัน ห่วงตัวเองก่อนเถอะเลือดไหลจนจะอาบหน้า อยู่แล้ว” มันไม่ได้มากเท่าที่เขาบอกแต่ก็ไม่น้อย เลือดสีแดงฉานไหลเป็นทางยาวลงมา ก่อนที่จะห่วงเขาหัดห่วงตัวเองก่อนน่าจะดีกว่า

“เอ่อ...พ่อเลี้ยงจะทำอะไรคะ” ถามอย่างไม่เข้าใจเมื่ออยู่ ๆ เขาก็ยื่นมือข้างที่ไม่เจ็บออกมา

“อยู่นิ่ง ๆ ฉันจะดูแผลให้”

“หอมไม่เป็นอะไรค่ะ”

“หุบปาก”

เหมราชจับเข้าที่ปลายคางมนแล้วพลิกซ้ายพลิกขวาเพื่อพิจารณาขนาดของแผลที่ขมับว่ามันกว้างน้อยหรือใหญ่มากแค่ไหนใบหน้าของ    เหมราชยื่นเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ลมหายใจของเขาเป่ารดลงใบหน้า หัวใจของจันทร์หอมอดเต้นโครมครามไม่ได้แต่ก่อนจะได้เตลิดไปไกล

เขาก็ปล่อยมือจากคางมนเรียกคืนสติของหญิงสวเสียก่อน        ผลปรากฏจากการพิจารณาคร่าว ๆ ให้ผลว่าบาดแผลจันทร์หอมมิได้ลึกมาก แต่อย่างไรก็น่าเป็นห่วง ควรให้หมอได้ทำการรักษาหากปล่อยไว้อาจเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อได้

“เดี๋ยวโทรให้ชัยพาไปโรง’บาล”

“แล้ว...พ่อเลี้ยงละคะ”

“ฉันก็จะไปเหมือนกัน ยังไม่อยากตายก่อนได้ฆ่าพี่ชายเธอ” เขาแสดงออกชัดเจนว่าสิ่งที่พูดนั้นคือความสัตย์จริง

“...”

ประโยคเมื่อครู่ของเหมราชทำให้คนที่เอาแต่พูดจ้อเมื่อครู่     ต้องสงบปากสงบคำและนั่งเงียบ แม้ดวงตาก็ไม่กล้าสบประสาน ทุกครั้งที่ชายหนุ่มพูดถึงพี่ชายจันทร์หอมแววตาเขาวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธและความคับแค้นที่สุ่มราวกับมีไฟร้อนอยู่ในอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป