บทที่ 7 เสี้ยวความรู้สึก
บทที่ 6
เสี้ยวความรู้สึก
เหมราชและจันทร์หอมถูกนำตัวมาโรงพยาบาลโดยมีศุภชัยขับรถ มาส่งในเวลาต่อมา ทั้งสองได้เข้ารับการรักษาอย่างฉุกเฉิน ยังดีที่บาดแผลของทั้งสองมิใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่ทำให้ถึงชีวิตจึงสามารถกลับไปรักษาตัว ที่บ้านต่อได้
คนเจ็บกลับมาถึงไร่อิศราเกือบ ๆ สี่โมงเย็น เหมราชให้ศุภชัยมาส่งตนเองและจันทร์หอมที่บ้านที่ใช้พักอาศัยไม่ใช่บ้านใหญ่ที่บิดามารดาอยู่ เนื่องจากเขาไม่อยากให้พวกท่านต้องเป็นห่วงหรือกังวลใจในเรื่องที่เกิดขึ้นแถมยังสั่งให้ลูกน้องคนสนิทปิดปิดปากให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ มาถึงจันทร์หอมก็แยกตัวเข้าห้องของตัวเองไป
“พ่อเลี้ยงจะไม่บอกแม่นายกับพ่อนายจริง ๆ เหรอครับ”
“กูไม่อยากให้พวกเขาเป็นห่วง”
“แล้วเรื่องนี้ล่ะครับ พ่อเลี้ยงคิดว่าเป็นใคร” เท่าที่รู้คือเจ้านายเขาไม่มีศัตรูที่ไหน หากมีก็คงไม่กล้าเล่นงานแรงขนาดนี้ แล้วใครล่ะที่บังอาจมากระตุกหนวดเสืออย่างเหมราช
“ตอนนี้กูคิดไม่ออกว่ามันเป็นใคร” แต่รับรองว่าหากคิดออกเขาไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่ “มึงกลับไปเถอะ กูว่าจะพักสักหน่อย ขอบใจมาก”
“แล้วหอมล่ะครับ”
“ทำไม”
“พ่อเลี้ยงจะไม่ถามเจ้าตัวสักหน่อยเหรอครับว่าเจ็บไหม เป็นอะไรหรือเปล่า” ถึงจะไปทำแผลด้วยแต่เหมราชก็มิได้แสดงความห่วงใยใด ๆ ต่อจันทร์หอมเลย พอมาคิด ๆ ก็นึกสงสารหญิงสาวที่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออก
“ทำไมกูต้องถาม ตอนกลับมามึงก็ยังเห็นแม่นั่นเดินได้ยังไม่ตายนิ”
“โถ่...พ่อเลี้ยงครับ”
“กลับไปได้แล้ว ก่อนที่มึงจะเจ็บตัวอีกคน”
“ครับไปแล้วครับ”
“เดี๋ยว” เหมราชเรียกไว้ ศุภชัยก็หยุดชะงักในทันที
“แม่นั่นเป็นอะไรถึงกลัวความเร็ว”
“ใครครับ?”
“ไอ้เหี้ยชัย”
“อ้อครับ ๆ” เขาพยักหน้ารัว ๆ รีบตอบคำถามเหมราชอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าหากยังกวนประสาทอยู่แบบนี้ ตัวเองจะได้กินบาทาเบื้องล่างของเจ้านายเป็นอาหาร
“เมื่อตอนหอมอายุสิบสองมีอุบัติเหตุเกิดกับครอบครัวครับ ตอนนั้น ธีร์มันบอกว่าหอมนั่งรถไปกับพ่อแม่ด้วย ท่านสองคนไม่รอดแต่หอมรอด” น้ำเสียงของศุภชัยเริ่มติดเศร้าเมื่อเริ่มพูดเรื่องของจันทร์หอม
“พูดต่อสิวะ” เหมราชเร่งเมื่อลูกน้องเงียบไป
“พอรักษาตัวก็เริ่มกลัวความเร็วไปเลยเห็นว่าสาหัสจนกระทบ กระเทือนถึงจิตใจด้วยครับ นี่ก็นานกว่าจะกลับมานั่งรถได้บางครั้งเวลาเจออุบัติเหตุหรืออะไรทำนองนั้นก็อาจช็อกไปก็มีครับ” จะว่าไปก็สงสาร จันทร์หอมบาดแผลในจิตใจมันคงจะมากจนยากรักษา
“อืม” ยอมรับว่าเขาคาดไม่ถึงกับคำตอบ ไม่คิดว่ามันจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“แค่นี้เหรอครับ”
“มึงอยากโดนจริง ๆ ใช่ไหม”
“ไม่ครับ ๆ ผมไปแล้ว”
สุดท้ายศุภชัยต้องยอมล่าถอยออกไป ขืนเขายุ่งและกวนประสาทเจ้านายมากกว่านี้มีหวังตัวเองนี่แหละจะได้โดนดีแทน เอาเป็นว่าเขาจะคอยเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยจันทร์หอมอย่างเงียบ ๆ แล้วกัน
หลังจากศุภชัยออกไป เหมราชก็ทิ้งตัวลงบนโซฟามือนวดคลึงขมับทั้งสองข้างของตัวเอง ตอนนี้เขาคิดไม่ออกเลยว่าคนที่มันคิดลอบทำร้าย ตนนั้นเป็นใคร แต่ที่แน่นอนว่าอาจเกี่ยวกับเรื่องที่เขากำลังทำอยู่
ด้านของจันทร์หอมหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลหญิงสาวก็แยกตัวเข้ามาในห้องของตัวเองทันที หญิงสาวล้มตัวลงนอนโดยทันทีเพราะความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ได้รับ ทำให้เธอสิ้นไร้เรี่ยวแรงและปิดเปลือกตาลงในเวลาต่อมา
จันทร์หอมสะดุ้งตื่นในเวลาสามทุ่มสิบห้านาที หลังจากหลับใหลไปเกือบห้าชั่วโมงเพราะความอ่อนเพลียและความระทมจากบาดแผล สายตาสอดส่องผ่านความมืดมิดภายในห้องก่อนค่อย ๆ ยันกายลุกออกจากที่นอนขนาดเล็กรู้สึกมึนหัวและเจ็บแผลอยู่ไม่น้อยจนเดินแทบไม่เป็นทาง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามประคับประคองตัวเองเปิดประตูออกไป จุดหมายปลายทางคือห้องครัว
เรียวเท้าชะงักกึก เมื่อเห็นว่าใครอยู่ในห้องครัว เจ้าของไร่ตัวโตสวมเพียงกางเกงวอร์มขาจั๊มสีเทาเนื้อตัวท่อนบนเปลือยเปล่าเผยมวลกายและ มัดกล้ามให้คนที่มาใหม่ได้เห็นชัดทรงผมก็ไม่ได้เซ็ทอย่างที่เคยเห็นทุกวัน จันทร์หอมลอบสังเกตจากกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกวางอยู่บนเคาน์เตอร์ คาดเดาเอาไว้ว่าเขาน่าจะเพิ่งทำแผลเสร็จหมาด ๆ
เหมราชมองมาด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนเขาจะเดินเอากล่องยา เข้าไปเก็บที่เดิม จันทร์หอมทำตัวไม่ถูก ไม่รู้เวลานี้ตัวเองควรวางตัวอย่างไรจึงได้เดินผ่านหน้าเขาไปยังตู้เย็นที่อยู่ข้างชายหนุ่ม
“นึกว่าตายแล้ว” อยากจะขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นแต่พอเจอหน้าแล้วดันไปนึกถึงพี่ชายเจ้าตัว เขากลับพูดคำนั้นไม่ลง
“ยังหรอกค่ะ หอมรอพี่ธีร์กลับมาอยู่” น้ำเสียงเรียบ ๆ นิ่ง ๆ ราวกับไร้ความรู้สึกถูกเปล่งออกมา ความจริงเธอควรจะชินชากับความด้านชา และใจร้ายของเหมราชที่มีให้ได้แล้ว แต่ไม่เลย...เธอไม่เคยชินกับมันเลย แม้สักครั้งก็ไม่เคย
“อยู่กับฉันอย่าต่อปากต่อคำให้มันมากจันทร์หอม”
“หอมตอบตามมารยาทเวลามีคนถามค่ะ”
‘ปึก!’
ทันทีที่จันทร์หอมพูดประโยคเมื่อครู่จบเขาก็ผลักให้หลังหญิงสาวชนเข้ากับตู้เย็นแรง ๆ จนเกิดเสียงดัง แม้จะเจ็บจนแทบจุก นิ่วหน้าด้วยความเจ็บแต่เจ้าตัวก็ไม่เปล่งเสียงหรือแสดงอาการใด ๆ ออกมา มีเพียงสายตาที่จ้องมองเขา
“...”
“อย่ามาทำอวดดีกับฉัน”
“พอเถอะค่ะ พ่อเลี้ยงกำลังเจ็บอยู่ควรนอนพัก อย่ามาเสียเวลาทะเลาะกับหอมดีกว่า” รีบห้ามสถานการณ์เพราะเกรงว่ามันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เวลานี้มีปากเสียงกันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำเขาเองก็บาดเจ็บ อย่าเอาเวลาพักผ่อนมาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้จะดีกว่า
“ฉันไม่ได้ขอให้เธอออกความเห็น”
“ไม่ใช่ความเห็นค่ะ แต่เป็นประโยคบอกเล่า” มองเขาไม่วางตา แม้สายตาเหมราชจะน่ากลัวแต่จันทร์หอมก็ต้องทำใจดีสู้เสือเข้าไว้ “แล้วก็กรุณาหลบด้วยค่ะ หอมจะไปหาอะไรกิน”
เหตุผลที่เข้ามาในห้องครัวมันไม่มีอะไรมากนักหรอกนอกเสียจากท้องของเธอมันกำลังประท้วงจนแทบจะดังก้องไปทั้งห้อง แต่ดูเหมือนว่า เหมราชจะไม่ยินยอมทำตามคำร้องขอหญิงสาวง่ายๆ เขาไม่ขยับเขยื้อนกักขังคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ ไม่พอแค่นั้นยังโน้มหน้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ลมหายใจชายหนุ่มเป่ารดต้นคอจนสาวเจ้าขนลุกซู่
“พ่อเลี้ยง…ถอยออกไป” มืออิ่มพยายามดันแผงหน้าอกเปลือยของชายหนุ่ม ทว่ามันดูเหมือนจะไม่ได้ผลสักนิดเดียว
เหมราชฟังจันทร์หอมเสียที่ไหน เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกโด่งสันสัมผัสกับซอกคอขาวรับรู้ถึงกลิ่นหอมที่เขาไม่เคยได้กลิ่นจากที่ไหน ร่างสูงสูดดมความหอมแปลกใหม่เข้าเต็มปอด ซุกไซ้อย่างรุกล้ำก่อนไล้เลียลงไปถึงทรวงอกสร่างที่ไร้การปกปิดของบราเซียร์มีเพียงแค่เสื้อยืดตัวยาวสีขาวบาง ๆ ปิดกั้นเอาไว้
คนโดนรังแกได้แต่ยืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้คนตัวโตทำตามที่ใจต้องการ ถึงอย่างไรเธอก็ต้านทานเขาไม่ได้ และคิดว่าบางทีหากเธอไม่โต้ตอบเขาอาจจะหยุดเอง
แต่เปล่าเลย…
เมื่อในนาทีต่อมา มือหนาเริ่มล้วงเข้าไปใต้เสื้อสาป บีบขย้ำเนื้อนวลนูนทั้งสองข้าง ทั้งยังสะกิดเม็ดบัวทั้งสองและวนเวียนอยู่กับมันหลายนาที เขาลูบไล้ทุกสัดส่วนของร่างกายหญิงสาว กรีดนิ้วไปตามเอวคอดแล้วขึ้นมาวกวนอยู่ที่ทรวงอกอีกครั้ง จันทร์หอมแทบขาดใจเมื่อความรู้สึกอะไร ๆ เข้าปะทะร่าง ร่างกายที่มีแรงขึ้นมาได้ไม่นาน ตอนนี้ก็แทบไร้แรงควบคุม ไปโดยปริยาย
รู้ตัวอีกทีมือซุกซนชายหนุ่มวนเวียนอยู่ขอบกางเกงนอนตัวโปรด นาทีต่อมาเหมราชล่วงล้ำเข้าไปเกี่ยวตวัดผ่านปราการอีกชั้น นิ้วยาวร้อน ๆ สัมผัสเนื้อหนังมังสาและตัวตนของจันทร์หอมเข้าเต็ม ๆ เขาลูบคลำและบดคลึงปลายนิ้วเข้ากับกลีบดอกไม้ช่ำ จนหญิงสาวสมองพร่าเบลออ่อนระทวยแรง
แต่ก่อนที่จะหมดแรงล้มพับไปก่อน เหมราชได้ผลักกายออกห่างสายตามองมาอย่างเย้ยยันและแสนรังเกียจ
“ฮึ! พี่เธอคงภูมิใจมากที่น้องสาวทำตัวง่ายขนาดนี้” สิ่งที่พ่นออกมาจากปากชายหนุ่มไม่พ้นคำดูถูก
“…” ที่เขาทำแบบนั้นเพราะต้องการให้เธออับอายใช่ไหม? แน่นอนว่าเขาทำมันสำเร็จ
“ค่ะ…หอมมันง่ายและชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดจะหยุดที่ผู้ชายคนเดียว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองให้ใครต่อใครเข้ามาทำเรื่องบนเตียงด้วยกัน มันน่าสนุกดีนะคะ พ่อเลี้ยงว่าไหม?”
“ทุเรศ!” ได้ยินคำพูดจากปากของจันทร์หอมมันแทบทำให้เขาอารมณ์เสีย ปฏิกิริยาที่เขาต้องการจากจันทร์หอมมันต้องไม่ใช่แบบนี้
“คนเราเกิดมามีแค่ชีวิตเดียว มีของดีก็ต้องใช้มันให้คุ้มหน่อยสิคะแบ่ง ๆ กันใช้ ไม่อย่างนั้นเสียดายของแย่” แววตาแน่วแน่แม้เจ็บปวด เธอจะเผยความอ่อนแอให้เขาเห็นไม่ได้ จะไม่ให้เหมราชรู้ว่าการกระทำของเขามีผลต่อจิตใจเธอมากแค่ไหน แม้เจ็บจนหัวใจร้าวรานก็ต้องแสร้งว่าไม่เป็นอะไร
“จันทร์หอม!”
“หอมขอตัวนะคะ ขอไปล้างตัวเผื่อผู้ชายคนอื่นไว้ก่อน”
เธอไม่รอให้เขาอนุญาตหรือพูดอะไรมากกว่านั้นก็รีบจ้ำเท้าออกมาทันที หากฝืนอยู่ตรงนั้นต่อไปมีหวังว่าน้ำตาคงไหลพราก ข้าวที่จะตกถึงท้องก็เป็นอันต้องลืมมันไป จันทร์หอมเร่งปิดประตูและลงกลอนแม้จะได้ยินเสียงทุ้มกร้าวตะโกนไล่หลังพร้อมทุบประตูในเวลาต่อมาก็ไม่สนใจ เธอปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับความช้ำ ร้องไห้และกอดเข่าตัวเองเอาไว้บนเตียงเล็ก เพียงลำพัง…
ส่วนเหมราชเองก็อารมณ์เสียหนัก ทั้งเรื่องที่จันทร์หอมพูดและ การกระทำเมื่อครู่ของตัวเอง เขาไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่เพิ่งทำกับคนตัวเล็ก จะว่าไปแล้วมันก็มีผลจนเขาเกือบควบคุมตัวไม่ได้และหลงระเริงไปกับมันเหมือนกัน คราแรกที่คิดเพียงอยากแกล้ง กลับกลายเป็นว่าเป็นฝ่ายเขาเสียเองที่เกือบหยุดมันไม่ได้
หลังจากวันเกิดเหตุสามวัน นางนิรมลจัดการพาลูกชายตัวดีและจันทร์หอมไปจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขต ครั้นเรื่องแผลที่ปรากฏอยู่บนขมับของจันทร์หอมมิอาจปกปิดนางได้ หญิงสาวจึงโป้คำปดบอกไปว่าตัวเองซุ่มซ่ามแล้วเกิดล้มหัวชนขอบโต๊ะ ส่วนเหมราชเพราะบาดแผลเขาอยู่ใต้ร่มผ้านางนิรมลจึงไม่ได้เคลือบแคลงใด ๆ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเรื่องที่เหมราชและจันทร์หอมเปลี่ยนสถานะกันถูกแพร่งพรายออกไปจนคนงานทั้งไร่อิศรารับรู้กันเกือบทุกคน แม้หลายคนจะสงสัยแต่ก็ไม่อาจตั้งคำถามเพราะอย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้านายไม่คิด ก้าวก่าย ส่วนคนที่เกลียดชังและโกรธเคืองก็มีแม้ไม่มากแต่มันก็ทำให้ จันทร์หอมลำบากใจอยู่ไม่น้อย
“พวกมึงโว้ย มาดูหน้าอีคนหน้าด้านคิดยกหางตัวเองเป็นเมียพ่อเลี้ยงดิวะ พี่เป็นฆาตกรไม่พอ น้องมันยังเป็นอีตัวอีก” ชบาเป็นแกนนำการด่าทอหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังตักแกงเขียวหวานลงถ้วยเอาไว้เสิร์ฟให้พนักงานคนอื่น ๆ จันทร์หอมมองไปยังชบาอย่างไม่พอใจ
หญิงสาวคิดว่าระหว่างเธอกับชบาต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันตั้งแต่ชาติปางก่อนแน่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ถึงได้จงเกลียดจงชัง จองล้างจองผลาญเธอมากขนาดนี้ เอะอะเจอหน้าเป็นจะตบอย่างเดียว จันทร์หอมคิดอย่าง เบื่อหน่าย ซึ่งทุกครั้งก็ไม่เคยสวนคืนแม้ใจลึก ๆ อยากสั่งสอนให้หลาบจำ แต่ก็ไม่อยากเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เอาเนื้อไปแลกกับหนังให้เสียเวลา ทว่ามาวันนี้ความอดทนของคนมันก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
“ทำไม มองหน้ากูทำไม คิดเหรอว่าพอมึงได้เป็นเมียพ่อเลี้ยงแล้วกูจะกลัว ก็แค่เมียบำเรอละหว้า ทุเรศ!”
‘ปึก!’
จันทร์หอมวางทัพพีตักแกงกระทบลงหม้อเสียงดัง สายตาบ่งบอกว่าเธอไม่พอใจกับคำพูดไร้สมองของชบา
“ก็ยังดีกว่าใครบางคนที่คิดจับพ่อเลี้ยงทำผัว แต่เขาไม่เอา” เธอ เขาก็ไม่เอาเหมือนกันแต่ดันจับพลัดจับผลูมาอยู่ในสถานะนี้จนได้
“อีหอม!”
“ทำไม! อย่าคิดว่าหอมไม่กล้านะพี่ชบา เข้ามาสิแม่จะเอาทัพพีฟาดหน้าให้ เอาให้พูดไม่ได้ไปสามวันแปดวันเลย อยากโดนก็เข้ามา”จันทร์หอมเอาทัพพีตักแกงขึ้นชี้หน้าชบาอย่างไม่เกรงกลัว คิดหรือว่าเธอจะปล่อยให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว มีมือมีเท้าเหมือนกันตบมาตบกลับ ด่ามาด่ากลับ
“หน็อย กล้านักนะมึง ลองแดกรสฝ่ามือกูหน่อยเป็นไง” ฝ่ามือของชบาง้างขึ้นหมายตบเข้าที่ใบหน้าของจันทร์หอม แต่ดันมีมือปริศนามาห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ฉันว่าเจ้านายเธอคงไม่จ้างเธอให้มาทะเลาะวิวาท์แบบนี้หรอกนะชบา” ชายมาใหม่สะบัดมือชบาทันทีหลังจากห้ามปรามการทะเลาะวิวาท์นี้ลง
“แต่หอมมันหาเรื่องชบาก่อน” คนผิดยังโบ้ยความผิดไปให้ จันทร์หอม
“เท่าที่ฉันฟังมาฉันว่าน่าจะเป็นเธอมากกว่านะที่เริ่มก่อน”
ชบาหน้าถอดสีเถียงไม่ออก ดังนั้นจึงได้เดินกระฟัดกระเฟียดออกไป ขืนอยู่ตรงนี้นานนางได้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บไปมากกว่านี้แน่ แต่ก่อนจะไปก็ไม่วายส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายจันทร์หอมอย่างเอาเรื่อง
จันทร์หอมถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าจะเกิดสงครามขนาดย่อมที่นี่ซะแล้ว ปกติเธอกับชบาก็ไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร พอมีเรื่องระหว่างเธอกับเหมราชเกิดขึ้นหญิงสาวก็ยิ่งเกลียดขี้หน้ากันเข้าไปอีก
“ขอบคุณคุณภัทรมากเลยนะคะ” จันทร์หอมขอบคุณภวิศเพื่อนสนิทอีกคนของเหมราชที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลา
ภวิศเจ้าของไร่พันแสงดาวไร่ชาขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ชายหนุ่มเป็นชายรูปหล่อไม่แพ้เหมราชและพุฒิพงษ์ ร่างกายสมบูรณ์แบบตามฉบับคนชอบออกกำลังกาย เขาเป็นเพื่อนสนิทกับเหมราชและพุฒิพงษ์มานานมักแวะเวียนเข้ามาสังสรรกันบ่อยครั้ง แต่มีพักหลังมานี้ที่ดูท่าทางงานจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลา
“ไม่เป็นไร แล้วนี่ไอ้เหมมันไปไหนถึงให้เมียมาทำงานงก ๆ แบบนี้” เรื่องนี้ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะรู้เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน เวลามีอะไร ก็บอกกล่าวให้รับรู้
“อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะคุณภัทร...คุณภัทรมาหาพ่อเลี้ยงเหรอคะ” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะคิดว่าพูดเรื่องนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์
“ใช่ แต่ไม่เจอมันเลยคิดว่าน่าจะอยู่ที่โรงอาหารแล้วก็ไม่มีเหมือนเดิม ไม่รู้มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
“สงสัยเข้าไปในไร่รึเปล่าคะ”
“อาจจะใช่ แต่ตอนนี้ฉันว่าเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” เขาว่าพลางลูบท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามวิถีคนชอบออกกำลังกายเบา ๆ
“หอมยังทำงานอยู่เลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไปกันเถอะ”
ภวิศชักชวนสุดท้ายจันทร์หอมก็ยินยอมตามเพื่อนสนิทของสามีไป ทั้งสองเข้าไปภายในร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ภายในไร่อิศราเพื่อเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ซึ่งในแต่ละรอบการเยี่ยมชมเหมราชจะจัดให้เหล่านักท่องเที่ยวเข้ามาเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น
“อยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ ฉันเลี้ยงเอง”
“คุณภัทรสั่งเลยค่ะ หอมเกรงใจ” จันทร์หอมยื่นหนังสือเมนูส่งไปให้คนตัวโตตรงหน้า
“เอาน่า เลือกเลย” แต่ภวิศก็ยังให้จันทร์หอมเลือกเช่นเดิม
“ก็ได้ค่ะ งั้นเอาพะแนงกุ้ง ผัดผักรวมหมูแล้วก็...”
“ปูผัดผงกะหรี่” เก้าอี้ข้าง ๆ จันทร์หอมถูกคนมาใหม่หย่อนก้นลงนั่งพร้อมบอกเมนูที่ทำให้คนฟังอย่างจันทร์หอมต้องหยุดนิ่ง เธอรู้ดีว่าเขาพูดแบบนั้นหมายถึงอะไร จันทร์หอมชะงักไปเสี้ยววินาทีก่อนจะยิ้ม
“ได้ค่ะ กำลังอยากกินอยู่พอดี” หญิงสาวมองหน้าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของตัวเอง แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร “หอมสั่งมาแค่นี้นะคะคุณภัทร มีอะไรที่คุณภัทรอยากกินไหมคะ เดี๋ยวหอมจะเดินไปบอกที่เคาน์เตอร์ให้” เธอคุ้นเคยที่นี่ดี หลายอย่างไม่จำเป็นต้องให้พนักงานในร้านมาทำเพราะจันทร์หอมจัดการหน้าที่นั้นได้
“ไม่แล้วล่ะ เอาเท่าที่เธอกับไอ้เหมสั่งแล้วกัน”
“ค่ะ” จากนั้นก็ลุกขึ้นไปสั่งอาหาร
“กูตามหามึงซะทั่วหายหัวไปไหนมา” ภวิศทักเจ้าของไร่ที่อยู่ดี ๆ มันก็โผล่หัวมาทั้ง ๆ ที่เขาตามหามันทั่วแต่ไม่เจอ
“กูก็ไม่คิดเหมือนกันว่ากูจะมาเจอมึงอยู่กับเมียกู” เขาพูดกับภวิศในขณะที่สายตาก็มองไปยังจันทร์หอมที่กำลังเดินมา หญิงสาวนั่งลงที่เดิมและนิ่งเงียบไม่สบตากับเขา
“เต็มปากเต็มคำเลยนะมึง”
“แล้วมึงมีอะไร” เหมราชไม่สนใจคำถามของภวิศแม้แต่น้อย แล้วเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าจันทร์หอมจะรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า
“ก็แค่แวะมาหาเฉย ๆ ไม่ได้เหรอวะ”
“คนอย่างมึงไม่มีธุระไม่โผล่หัวมาหรอก” เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี ทำไมเขาจะไม่รู้ทันมัน
“ได้ข่าวว่ามึงโดนลอบยิง” ภวิศเลิกเล่นและเข้าเรื่องทันที
“มึงรู้...ไอ้ชัย” เขากำลังจะถามว่ารู้ได้อย่างไรแต่ดันนึงขึ้นมาได้ว่ามีลูกน้องปากสว่างอยู่คนหนึ่ง เขากำชับให้มันไม่บอกพ่อกับแม่แต่มันก็ไม่วายไปบอกภวิศ แล้วก็คิดว่าคงไม่รอดพ้นหูของพุฒิพงษ์อีกคน
“ชัยมันก็แค่ห่วงมึง ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้กูไม่บอกคุณลุงกับคุณป้าหรอก...แล้วนี่เป็นไง หอมก็โดนลูกหลงด้วยเหรอ”
“อืม” เหมราชตอบ
“กูถามหอม” คำพูดของภวิศทำให้คนตัวโตมองค้อนแต่ชายหนุ่มสนใจที่ไหน เหมราชมองตาขุ่น
“ค่ะคุณภัทร”
“แล้วเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไหนมาให้ฉันดูสิ” เขาขยับเก้าอี้ตัวเองเข้าหาจันทร์หอม ยื่นหน้าเข้าใกล้คล้ายมองหาบาดแผลเอื้อมมือหมายจะจับขมับ จันทร์หอมคล้ายจะหลีกหนีแต่ก็ได้สัญญาณขยิบตาจากคนที่เคารพราวกับเป็นพี่อีกคนให้อยู่นิ่ง ๆ
“มองขนาดนั้นมึงหิ้วกลับไปตรวจที่บ้านด้วยเลยไหม” แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็โดนไอ้เพื่อนสุดรักแดกดัน ภวิศลอบยิ้มที่มุมปากมองเห็นกันเพียงเขาและจันทร์หอมก่อนผละกายออกห่าง
ร่างสูงพูดกับเพื่อนพลางหันไปจ้องมองคนนั่งเงียบอีกคนไปด้วย ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดมากขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อชีวิตเขาสักนิด
ส่วนจันทร์หอมยามเห็นว่าเหมราชมองมาอย่างคาดโทษสาวเจ้า ทำได้เพียงหลบสายตาไปทางอื่นไม่อยากมองแววตาซาตานของเขา
“ก็กูเป็นห่วงน้อง เห็นมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยงไม่เห็นเจ็บเห็นไข้ พอมาอยู่กับมึงถึงขั้นโดนไล่ยิง...ฉันว่าฉันพาเธอไปทำบุญดีกว่าไหมหอม เผื่อจะหมดเคราะห์หมดโศก” ภวิศพูดกับเหมราชก่อนจะหันไปชักชวนจันทร์หอมทำบุญด้วยกัน คนที่โดนหาว่าเป็นต้นเหตุก็ตวัดสายตาน่ากลัวมองเพื่อน
จันทร์หอมยิ้มให้ภวิศแม้ว่าจะมีชั่วครู่หนึ่งที่เหมราชส่งสายตา อย่างเอาเรื่องมาที่เธอแต่ก็มิได้สนใจ เธอยำเกรงเขาในแค่บางเรื่องไม่ใช่ ทุกเรื่องที่ต้องกลัว
“แล้วแต่คุณภัทรเลยค่ะ หอมก็อยากไปทำบุญบ้างเหมือนกัน”
“ดีสิ เดี๋ยวเอาไว้ฉันว่างแล้วจะพาไป”
“เธอไม่ทำงานหรือยังไงจันทร์หอม” เหมราชไม่อยากจะฟังบทสนทนาไก่ กา ของเพื่อนจึงชิงตัดบทดื้อ ๆ
“กูเป็นคนพาหอมโดดงานเอง มีอย่างที่ไหนวะเป็นเมียเจ้าของไร่แล้วยังต้องทำงานอีก”
“เป็นเมียแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น”
“ใจดำฉิบหาย”
“กูใจดำได้มากกว่าที่มึงคิดไอ้ภัทร” ประโยคนี้เหมราชไม่ได้มองไปที่ภวิศ ทว่าสายตาชายหนุ่มกลับเพ่งเล็งไปยังจันทร์หอมจนเริ่มรู้สึกอึดอัด
“หอมขอตัวก่อนนะคะคุณภัทร ลืมไปว่ายังมีงานที่ต้องทำอีก” หากอยู่ต่อไปก็จะขัดหูขัดตาแล้วอาจได้ปะทะคารมณ์กัน เช่นนั้นเธอจึงเลือกเดินถอยออกไปมันคงดีกว่า
“อ้าว แล้วข้าว”
“ไม่เป็นไรค่ะ เชิญคุณภัทรกินให้อร่อยนะคะ ขอบคุณที่พาหอมมาเลี้ยงอาหาร” จันทร์หอมลุกขึ้นและเดินออกไปโดยทันที เพียงประตูปิดลงเสียงถอนลมหายใจก็ดังออกมา เธอโล่งอกที่ไม่ต้องก่อสงครามกับเหมราชภายในนั้น
“มึงนี่นะไอ้เหม” หลังจากหญิงสาวหนึ่งเดียวออกไป ภวิศก็หันมาค้อนใส่เพื่อนที่นั่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งนั้น
“ทำไม กูทำอะไร”
“หอมเป็นเมียมึงนะเว้ย ช่วยใจดีกับเขาหน่อย”
“เมียที่กูไม่เคยต้องการ”
“แต่มึงก็ได้มาแล้ว อย่าลืมว่าเป็นเพราะตัวมึงเอง” เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ของเพื่อนเขาเรื่องราวถึงเลยเถิดมาถึงขั้นนี้
“มึงคิดว่ากูควรดีใจที่ได้ผู้หญิงคนนั้นมาเป็นเมียเหรอ มึงคิดว่ากูสมควรยินดีที่ได้น้องสาวของคนที่ฆ่าเจ้าสาวกูมาเป็นคู่ชีวิตอย่างนั้นเหรอ ไอ้ภัทร”
“หอมกับธีร์คือคนละคนกัน อีกอย่างเราก็ยังหาหลักฐานมาจับไม่ได้ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นดีกว่า”
“แต่กูเชื่อไปแล้ว” เหมราชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาหันหลังและเดินออกไปโดยไม่คิดสนใจคำพูดของภวิศที่พร่ำออกมาเมื่อครู่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์เขาจะเชื่ออยู่แบบนี้ว่า กลธีร์เป็นฆาตกร...
ฆาตกรที่เขาต้องจับมันมาให้ได้
