บทที่ 8 งานเลี้ยง

บทที่ 7

งานเลี้ยง

งานเลี้ยงฉลองครบรอบสี่สิบเจ็ดปีของไร่อิศราถูกจัดขึ้นใน       สองสัปดาห์ถัดมา พนักงานทุกฝ่ายภายในไร่ล้วนต่างตั้งตารองานนี้กันทุกคน เพราะนอกจากจะได้ทำบุญครั้งใหญ่ให้กับไร่ในรอบปีแล้ว เหล่าคนงานยังได้เลี้ยงฉลองให้สมกับที่เหนื่อยมาตลอดทั้งปีอีกด้วย

“พี่จะเข้าไปซื้อของในเมือง หอมจะไปกับพี่ไหม” ศุภชัยชักชวน จันทร์หอมที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจัดสถานที่สำหรับงานเลี้ยงเย็นนี้ ความเป็นจริงหน้าที่เหล่านี้มันไม่ใช่หน้าที่หญิงสาวด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะเหมราชที่สั่งให้ทำ สาวเจ้าจึงขัดไม่ได้

“พ่อเลี้ยงเขาให้หอมไปได้เหรอคะ” คนที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการติดธงงานวัดหลากสี เพื่อจัดตกแต่งลานกว้างข้างต้นไม้ใหญ่ใกล้โรงคั่วเมล็ดกาแฟหันมาถามด้วยความสงสัย

“พ่อเลี้ยงไม่อยู่ ออกไปข้างนอกกับพ่อนายแล้วก็แม่นาย น่าจะนานกว่าจะกลับ”

“งั้นหอมไปด้วยค่ะ แต่ขอติดธงนี้ให้เสร็จก่อน แปบนึงนะคะ” เหลือเพียงแค่หนึ่งเส้นเท่านั้น งานนี้ก็จะเสร็จสิ้น จันทร์หอมปีนขึ้นบันได ขึ้นไปเกี่ยวรัดเชือกกับเสาไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ก่อนจะกลับลงมา หญิงสาวทำงานนี้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

ศุภชัยพาจันทร์หอมมายังห้างสรรพสินค้าชื่อดัง สองคนช่วยกันเลือกซื้อสินค้าทั้งขนม นม เนย มากมายเพื่อนำไปจัดงานเลี้ยงในเย็นวันนี้

“พี่ชัยแน่ใจนะคะ ว่าพ่อเลี้ยงจะไม่รู้” เธอไม่อยากให้ศุภชัยต้องมาลำบากหรือเดือดร้อนเพราะเธอ

“พี่ก็ชักไม่แน่ใจแล้วสิ แต่หอมไม่ต้องกังวลไปหรอกพี่เป็นคนอาสาพามาเอง” เขายิ้มแกมหัวเราะเพื่อให้จันทร์หอมคิดคลายกังวลกับเรื่องนี้ “เราซื้อของครบหมดแล้ว หอมอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่า”

“หอมอยากไปดูหนังสือที่ร้านหนังสืออีกชั้นน่ะค่ะ”

“ได้ งั้นเดี๋ยวพี่ไปรอที่รถนะ”

“ค่า เดี๋ยวหอมจะรีบซื้อรีบกลับนะคะ”

นาน ๆ ทีจะได้ออกมาหญิงสาวจึงอยากเลือกหาหนังสือสักเล่มไปไว้อ่าน อย่างน้อย ๆ มันก็พอจะช่วยเป็นเพื่อนคลายความเหงาได้บ้างไม่มาก  ก็น้อย จันทร์หอมเดินเลือกซื้อหนังสือหลายต่อหลายเล่มก็ยังไม่มีเรื่องไหนถูกใจเสียที เล่มแล้วเล่มเล่าที่ถูกสับเปลี่ยนและหมุนเวียนกันมา แต่สุดท้าย ก็ต้องวางมันลงที่เดิม

“ไม่มีเล่มถูกใจเลยเหรอ” นายตำรวจหนุ่มในชุดลำลองเดินเข้ามาทักทายคนคุ้นหน้าคุ้นตา

“คุณพุฒิ” เจ้าของเสียงทำให้จันทร์หอมละความสนใจจากหนังสือแล้วหันไปมองด้านหลังพบว่าเป็นเพื่อนสนิทของเหมราช

“ฉันเห็นเธอหยิบหนังสือจนจะครบทุกเล่มในร้าน แต่ก็ไม่เห็นมี เล่มไหนได้เป็นผู้โชคดี”

“หอมไม่รู้ว่าจะอ่านเล่มไหนดีค่ะ เลือกไม่ถูก”

“ให้ฉันช่วยเลือกเอาไหม”

“ดีเลยค่ะ”

ทั้งพุฒิพงษ์และจันทร์หอมต่างชวนกันเรื่องหาหนังสือที่ถูกใจ   สองคนนี้สนิทกันพอสมควรเพราะต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่ชอบคล้าย ๆ กัน หนังสือ...คือจุดเชื่อมโยงบ้างก็เอามาพูดคุยแรกเปลี่ยน บ้างก็ยืมกันอ่าน

“เรื่องนี้น่าสนใจหอม” พุฒิพงษ์ชูหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นให้หญิงสาวดูก่อนสาวเท้าเข้าไปหา

“เรื่องไหนคะ”

“A Question of Doubt”

“เหมือนหอมเคยได้ยินเลยค่ะ” ถ้าจำไม่ผิดเหมือนหนังสือเล่มนี้ จะเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่ถูกเขียนขึ้นโดยตัวของฆาตกรเอง เขาเขียนและบรรยายเรื่องราวสุดแสนน่าโหดร้ายสะเทือนใจผ่านออกมาเป็นตัวหนังสือ

“ฉันก็เคยได้ยิน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน เธอเองก็ลองเอาไปอ่านแล้วมาเล่าให้ฉันฟังสิว่ามันเป็นยังไง”

“เกรงว่าคงนานกว่าหอมจะอ่านจบน่ะสิคะ ภาษาอังกฤษทั้งเล่มขนาดนี้”

“เอาน่า ถือว่าฝึกภาษาเดี๋ยวฉันซื้อเล่มนี้ให้”

“จริงเหรอคะ” หญิงสาวตาลุกวาว

“จริงสิ แต่เธอต้องมาเล่าให้ฉันฟังด้วยนะ”

“ได้ค่ะ แต่นานหน่อยนะคะ”

“ฉันรอได้”

พุฒิพงษ์จ่ายค่าหนังสือให้จันทร์หอมตามที่กล่าวไว้จริง ๆ แต่ก็มีข้อแม้ว่าต้องมาเล่าให้ชายหนุ่มฟังด้วยว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร นอกจากหนังสือที่พุฒิพงษ์เสนอแล้วก็ยังมีหนังสือนิยายอีกประมาณสองเล่ม        ซึ่งชายหนุ่มก็อาสาชำระเงินให้อีกเหมือนเดิม

“ขอบคุณมากนะคะคุณพุฒิ”

“ไม่เป็นไร อ่านให้สนุก แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ากำลังมียักษ์มองตาขลึงมาทางเรา” สิ่งที่พุฒิพงษ์บอกทำให้จันทร์หอมเหลียวตาไปมอง พบว่า   เหมราชกำลังยืนนิ่งมองมาที่เธอกับเพื่อนของเขา

“ฉันกลับก่อนนะ” พุฒิพงษ์โบกมือบ้ายบายให้จันทร์หอมสายตาบอกเป็นนัย ๆ ว่าโชคดีนะ และเดินไปหาเพื่อนสนิทอย่างเหมราชตบลง  บนบ่าแกร่งไปหนึ่งทีแล้วเดินจากไป

“สนุกมากไหม”

“...” จันทร์หอมเลือกปิดปากเงียบและเดินผ่านเขาไปทว่าก็ไม่วายโดนมือหนาดึงรั้งแขนเอาไว้

“ฉันถามจันทร์หอม”

“ค่ะ สนุกดี”

“ไอ้ชัยอยู่ไหน”

“หอมขอพี่ชัยมาเอง”

เหมราชเหลียวมองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น เขาเดินลากจูงหญิงสาวออกมาจากห้างพลางล้วงโทรศัพท์ออกมาแล้วต่อสายหาศุภชัย เพื่อถามว่าเจ้าตัวอยู่ไหน

“กูเพิ่งรู้ว่ามึงเป็นเจ้านายกู” มาถึงเหมราชสะบัดข้อมือจันทร์หอมให้หลุดออกจนสาวเจ้าเซถลาเพราะไม่ทันตั้งตัว

“ขอโทษครับ แต่ผมเห็นว่าของเยอะก็เลยให้หอมมาช่วยซื้อ” เรียกได้ว่าเป็นคำแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ แต่ช่างประไรอะไรอ้างได้ก็อ้างไปก่อนนาทีนี้

“คนอื่นมีเยอะแยะ ทำไมต้องแม่นี่”

“โถ่ พ่อเลี้ยงครับผมก็พาหอมมาทำงานนะไม่ได้พาไปเที่ยวเล่น”

“เสือก” คนไม่พอใจมองค้อน “มึงรีบไสหัวกลับไร่ไปเลยก่อนที่จะโดนดี”

“ค้าบ ไปแล้วครับ...หอมขึ้นรถเร็ว” ศุภชัยรีบชักชวนจันทร์หอมขึ้นไปภายในรถอย่างเร็วไวและพุ่งทะยานสู่ถนนเบื้องหน้า ก่อนที่จะโดนเจ้านายอย่างเหมราชสวดยับมากกว่านี้

ฟากฝั่งคนอารมณ์เสียเดินกลับไปยังรถตนเองแล้วขับออกไป ขณะเดียวกันสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมายังเจ้าของไร่ สายตานี้เป็นของพุฒิพงษ์เขามองเพื่อนด้วยความรู้สึกหลากหลาย เรื่องราวพวกนี้เขาต้องจบมันให้ได้ มือหนาล้วงเข้าไปในกางเกงและติดต่อหาใครบางคน กรอกเสียงสนทนา ตามสายเมื่อปลายทางกดรับเรียบร้อย

“ได้เรื่องอะไรบ้าง” ปลายบทสนทนาร่าวยาวในสิ่งที่ตนหามาได้ ทว่ามันกลับไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มประสงค์

“ไม่...คุณต้องหากลธีร์ให้พบก่อนที่เพื่อนผมจะเจอ” เขาบอกในสิ่ง ที่ต้องการ หากช้ากว่าเหมราชมันคงไม่เป็นการณ์ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตามตัวของกลธีร์ให้พบ

“ผมไม่ต้องการคำว่าจะทำให้ได้เพราะคุณต้องทำให้ได้” กดตัดสายไปแล้ว ความคิดมากมายไหลเวียนอยู่ในหัว พุฒิพงษ์ทั้งประหม่าและกระตือรือร้นกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนวินาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นอีกหน และครั้งนี้มันทำให้เขาไม่อยากกดรับ

เรียวเท้าก้าวเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่บ้านหลังที่เขาไม่อยากเข้ามาเหยียบมากที่สุดเพราะมันมีร่องรอยความเจ็บปวดของมารดาหลงเหลือเอาไว้เป็นจำนวนมาก เขาทำใจกับเรื่องเหล่านั้นไม่ได้

“มีอะไรครับ” พุฒิพงษ์ไม่รีรอ เขาต้องการคำตอบโดยเร็วที่สุด รู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มทีกับการได้ยืนอยู่ที่นี่ จ้องมองบิดาของตัวเองกำลังนั่งคั่วผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้า วัยไม่ได้มากไปกว่าเขาเลย ทั้งสองโอบกอด จูบและหอมอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ไม่อายสายตาคนมอง

“ใจคอแกจะไม่ยกมือไหว้ฉันเลยรึไง” คนเป็นพ่ออย่างพงศกรมองลูกชายเพียงคนเดียวที่เดินเข้ามาภายในห้องโถง

“ผมว่าไม่จำเป็น พ่อมีอะไรก็รีบพูดมาผมมีงานต้องทำ” พุฒิพงษ์พูดอย่างไม่ใยดี สายตาชายหนุ่มแทบไม่มองคนที่ขึ้นชื่อว่าพ่อด้วยซ้ำ

“คดีของเจ้าสาวเจ้าเหมฉันจะโอนไปให้หน่วยงานอื่น” พงศกรเป็นนายตำรวจยศสูงทำงานและดำรงตำแหน่งมานานเป็นที่น่ายกย่องของเหล่าตำรวจในสำนักงานหรือแม้แต่คนอื่น ๆ

“ไม่ได้ ผมไม่ยอม!” พุฒิพงษ์เค้นเสียงขึ้นทันทีที่พงศกรพูดจบ เขาทุ่มเทกับคดีนี้มากจะไม่มีทางให้ผู้ชายตรงหน้าโอนคดีไปให้ใครอื่นเด็ดขาด!

“แกคิดเหรอว่าคนอย่างแกจะทำอะไรได้”

“ก็คนอย่างผมไม่ใช่เหรอครับที่จับลูกน้องพ่อเข้าคุก”

เคยมีลูกน้องคนสนิทใต้บังคับบัญชาของพงศกรถูกเขาจับขึ้นศาลและเข้าคุกไปเพราะยักยอกเงินและฉ้อโกง โดยในครั้งนั้นบิดาเห็นแก่ความดีงามที่อีกฝ่ายทำให้มาตลอดเลยไม่คิดอยากลงโทษ ทว่าเขากลับปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้ พุฒิพงษ์รวบรวมหลักฐานและจัดการขั้นเด็ดขาด จนอีกฝ่ายหมดหนทาง ทำให้พ่อเขาต้องสูญสียลูกน้องมือดีไปหนึ่งคน

“ไอ้พุฒิ!”

“โถ่...อย่าทะเลาะกับคุณพุฒิเลยนะคะคุณท่าน” ผู้หญิงใบหน้าสวยริมฝีปากเคลือบไปด้วยลิปสติกสีแดงสดพูดขึ้นราวกับว่าเธอต้องการให้   สองพ่อลูกจบศึกสงครามกัน

“อย่ามายุ่งเรื่องคนอื่น”

“ไอ้พุฒิพูดจากับนาราเขาดี ๆ หน่อย!”

“เหอะ! เชิญพ่อพูดดีไปคนเดียวเถอะ ให้ผมพูดแล้วมันสะอิดสะเอียน” สายตาดูถูกของพุฒิพงษ์มองผู้หญิงข้างกายบิดาตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้หญิงคนนี้เป็นสาเหตุทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกจนมารดาต้องล้มป่วยและจากไป ไม่มีวันที่เขาจะพูดดีกับคนพวกนี้

“แล้วถ้าพ่อโอนคดีของวาดให้คนอื่น ผมไม่อยู่เฉยแน่และขอให้รู้ไว้ว่าผมทำอะไรได้มากกว่าที่พ่อคิด” พุฒิพงษ์สาวเท้าออกมาโดยทันที หากได้อยู่นานกว่านี้เรื่องราวระหว่างเขากับบิดาคงใหญ่โต

“คุณพุฒิคะ” เสียงใสดังไล่มาจากด้านหลังมือที่กำลังเปิดประตูรถหลุดชะงักแล้วหันไปหาต้นตอของเสียง ผู้หญิงใบหน้าจิ้มลิ้มวิ่งตรงมา     เผยรอยยิ้มสดใสแต่ช่างผิดกับคนที่ถูกเรียก เขาไม่เคยคิดอยากญาติดีกับ พวกเหลือขอพวกนี้

“หนูทำบัวลอยไข่หวานมาให้ค่ะ เห็นคุณท่านบอกว่าคุณพุฒิชอบ” นิสิตาหญิงสาววัยยี่สิบปีวิ่งหน้าตั้งมาพร้อมบัวลอยไข่หวานที่บรรจุอยู่ในกล่องยื่นส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้า

“เก็บเอาไว้ให้น้าเธอกินเถอะ ฉันกระเดือกไม่ลง!” นอกจากจะไม่ใยดีกับสิ่งที่หญิงสาวหยิบยื่นให้ เขายังพูดจากระแทกแดกดันจนพลอยให้คน หวังดีหน้าเจื่อน ถึงกระนั้นเขารู้สึกผิดเสียที่ไหน ชายหนุ่มหันหลังกลับสอดตัวเข้าไปภายในรถก่อนพุ่งทะยานออกไป

คนหวังดีทำของโปรดเขามาให้ได้แต่ยืนหน้าหงอย ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนเวลาผ่านไปเท่าไรพุฒิพงษ์ก็ยังคงเกลียดขี้หน้าเธอเสมอ...

จันทร์หอมจำต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อในการจัดงานเลี้ยงฉลอง คนงานทุกคนต่างช่วยกันจัดสรรปันส่วนหน้าที่ของแต่ละคนแต่เห็นทีว่าคนที่จะได้ทำงานหนักที่สุดคงไม่พ้นจันทร์หอม ในเมื่อหลังจากกลับมา เขาเดินเข้ามาประกาศกร้าวถึงหน้าที่ที่หญิงสาวต้องทำ โดยมิให้ใครช่วยเด็ดขาด

“ไหวไหมหอม” สาวรุ่นพี่ถามคนที่กำลังจัดแจงเตรียมนำเนื้อที่หมักจนได้ที่แล้วลงเตาย่าง ซึ่งมอง ๆ ดูแล้วก็น่าจะเกินสิบกิโลกรัมได้

“ไหวค่ะพี่ใจ” สาวเจ้ายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ยิ้มส่งให้จิตใจ

“ให้พี่ช่วยไหม มันเยอะมากเลยคงนานกว่าจะเสร็จ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหอมทำเองดีกว่า พี่ใจไปสนุกกับคนอื่นเถอะค่ะ” อย่าให้ถึงคราวเธอเอาคืนบ้างเถอะ เดี๋ยวแม่จะจัดให้สาสมเลยคอยดู!

งานเลี้ยงในช่วงค่ำคืนครึกครื้นขึ้นเสียงเพลงถูกเปิดสร้างบรรยากาศ สนุกสนาน คนงานมากมายที่เหนื่อยอ่อนกับการทำงานมาหลายเดือนต่างทยอยแวะเวียนเข้ามาดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ งานครบรอบไร่อิศราในทุกปีเหมราชจะจัดอย่างยิ่งใหญ่เสมอ เขาทุ่มทุนให้กับเหล่าลูกน้องของตนไม่อั้นเพื่อเป็นการตอบแทนความเหนื่อยล้าและความทุ่มเทที่มีให้กันมาตลอด

พื้นที่ลานกว้างใกล้กับโรงคั่วเมล็ดกาแฟคือสถานที่ที่ถูกเลือกจัดงาน เหมราชส่งไม้ต่อให้ศุภชัยเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ส่วนตัวเองขับรถออกไป   ทำธุระยังสำนักงานที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นขึ้นชายหนุ่มก็ไม่มีกระจิตกระใจใด ๆ จะเฉลิมฉลอง แม้ความสำเร็จนั้นมันจะหอมหวานมากเพียงใด แต่กลับไร้คนรักคนคอยให้กำลังใจข้างกาย

มันจะไปมีความหมายอะไร...

ไม่หรอก...เขาทนฝืนตัวเองให้มีความสุขไม่ได้ แม้ว่าจะพยายาม  แค่ไหน แต่หัวใจมันก็ยังจมอยู่กับความเจ็บช้ำไม่จางหาย หากบอกว่าเขา  โง่งม ฝั่งใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ก็อยากให้ลองมาเป็นตนดู แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันยากเย็นมากขนาดไหน

กว่าจะผันผ่านไปได้ในแต่ละวันหัวใจมันทรมานสุดเหลือล้ำ

กว่าจะได้ร่วมสนุกกับคนอื่นก็ปาไปเกือบสามชั่วโมง จันทร์หอมเสร็จสิ้นหน้าที่ของตัวเองเธอก็มานั่งจิบน้ำอัดลมอยู่บริเวณเก้าอี้หินอ่อน ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอพอจะสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้าอยู่บ้าง        มันครื้นเครงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย ได้นั่งมองพี่พนักงานหลายต่อหลายคนโยกย้ายส่ายสะโพกกันสนุกสนาน บ้างก็ถือแก้วที่มีแอลกอฮอล์ฤทธิ์แรง   มาชนแก้วหรือบ้างก็ชักชวนกันไปเต้นออกกำลังด้วยกัน

เรียกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลงลืมความหม่นหมองในหัวใจไปได้เยอะ รอยยิ้มที่นาน ๆ ครั้งจะได้เห็นก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ต้องฝืน

“หอมว่าหอมเหนื่อยแล้วค่ะพี่จอย ไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวรุ่นพี่ชักชวนเธอไปโยกย้ายออกสเต็ปด้วยกันนานเกือบยี่สิบนาทีหลังจากเห็นนั่งหงอยเหงาเพียงลำพัง คนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้จึงได้ยกธงขาวขอยอมแพ้หลังจากผ่านไปไม่นาน เธอเหนื่อยจริง ๆ ไม่คิดว่าแค่ออกกำลังเต้นนิดหน่อยจะเหนื่อยหอบขนาดนี้

“เดี๋ยวขอหอมไปนั่งพักตรงนู้นก่อนนะคะ” เธอชี้ไปที่โต๊ะหินอ่อนที่ตั้งเยื้องออกไปโบกมือพักยก

“ตามใจ ๆ พักเสร็จแล้วมาต่อนะหอม กำลังสนุกเลย ดีเจเปิดเพลงถูกใจพี่มาก สงสัยต้องตบรางวัลให้สักหน่อย” จริยาพูดอย่างถูกใจกับเพลง ที่ดีเจประจำงานในคืนวันนี้เปิดขึ้น มันคึกคักช่างน่าโยกเอวส่ายหัวไม่มีหยุด

“หอมไม่น่าไหวแล้วค่ะ แค่นี้ก็หายใจหายคอไม่ทันแล้ว สู้พี่จอยไม่ได้เลย” ขนาดเธอแค่โยกตัวไปมายังเหนื่อยขนาดนี้แต่กลับจริยาทั้งเดิน ทั้งเต้นทั้งกระโดดชวนเธอโยกย้ายนั่นมาครบแต่พลังยังล้นเหลือ

“สมัยพี่สาว ๆ พี่เป็นขาแดนซ์ประจำตำบลเลยนะ เต้นแค่นี้จิ๊บจ้อยมาก”

“ถ้าขนาดตำบลหอมแพ้ตั้งแต่ก้าวเท้าแล้วค่ะ” ว่าแล้วก็หัวเราะไปด้วย ระดับเธอจะเอาอะไรไปสู้กับขาแดนซ์ประจำตำบลอย่างจริยากัน

“ไม่ลองไม่รู้จ้ะ ไป ๆ ไปนั่งพัก พักเสร็จก็มาสนุกกันต่อ” จริยาดันหลังจริยาให้รีบไปพักจะได้กลับมาสนุกกับเธอต่อเร็ว ๆ

“ค่า เดี๋ยวหอมมานะคะ” โบกมือย้อย ๆ แล้วเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะหินอ่อนพักให้ตัวเองได้หายใจหายคอ พื้นที่ที่เธอเลือกมานั่งมันเงียบและแอบปลีกวิเวกนิดหน่อยแต่ก็สงบดี

สายตาคู่คมคู่หนึ่งจ้องมองการกระทำของจันทร์หอมหลังจากที่เห็นสาวเจ้าเดินไปนั่งอยู่เพียงลำพังตรงโต๊ะหินอ่อน จากที่พูดคุยสนุกสนานกับเพื่อนร่วมอาชีพบนแคร่ไม้ไผ่ก็จำต้องลุกและเดินเลี่ยงออกมา หยิบแก้วที่มีน้ำอัดลมมาก่อนสาวเท้าไปทางหญิงสาวที่ตนหมายปองเอาไว้

“น้องหอม” รอยยิ้มเป็นมิตรถูกส่งมาให้สาวรุ่นน้อง

“อ้าว พี่กานต์มีอะไรกับหอมหรือเปล่าคะ” จากที่คิดว่าจะมานั่งสงบ ๆ คนเดียว ตอนนี้มันคงจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว

“พี่เอาน้ำมาให้น้องหอมน่ะครับ เห็นว่าไปเต้นมาเหนื่อย ๆ ยังไม่เห็นดื่มน้ำเลย”

“อ้อ...ขอบคุณพี่กานต์มากเลยนะคะ แต่เดี๋ยวหอมไปเอาเองก็ได้ค่ะ เกรงใจ”

“ไม่เป็นอะไรเลยน้องหอม พี่เต็มใจ รับไปสิน้ำกำลังเย็น ๆ เลย” กิจการยื่นส่งน้ำในมือให้จันทร์หอมแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้หญิงสาว จนสาวเจ้ายากจะปฏิเสธ เพียงน้ำแก้วเดียวเธอรับมามันคงจะไม่เป็นอะไร

“ขอบคุณค่ะ” สุดท้ายเธอก็ต้องรับแก้วน้ำอัดลมมาดื่มเพื่อให้กิจการไม่ตอแย เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่าชายหนุ่มคิดอย่างไร แต่เพียงแค่ว่าหัวใจตนมันไม่มีที่ว่างพอสำหรับใครอีกแล้วเพราะ...

เหมราชกอบกุมมันเอาไว้ทั้งหมด

“เรื่องไอ้ธีร์เป็นยังไงบ้างมันติดต่อน้องหอมมาบ้างหรือเปล่า” กิจการเริ่มต่อบทสนทนาพร้อมหย่อนกายลงนั่งข้างกันกับจันทร์หอม      จนหญิงสาวต้องค่อย ๆ ขยับกายเว้นระยะห่าง ถามถึงกลธีร์อย่างใคร่รู้

“ไม่เลยค่ะ” เธอก็ไม่รู้จะตอบอะไรไปมากกว่านี้ เมื่อพี่ชายยังเงียบหาย

“พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่าธีร์มันจะทำเรื่องแบบนั้น แต่มันก็ไม่น่าหนีไปแบบนี้” ชายหนุ่มพูดเสียงปนเศร้า

“ค่ะ หอมก็เชื่อว่าพี่ธีร์ไม่ได้ทำแต่พ่อเลี้ยงเขาไม่เชื่อ”

“จริงด้วยสิ พี่ลืมไปเลยว่าก่อนที่ธีร์มันจะไปจากไร่มันฝากบางอย่างไว้กับพี่แล้วมันก็บอกว่าอย่าเพิ่งบอกหอมเพราะมันสำคัญมากเห็นว่าเกี่ยวกับคดี อีกอย่างพี่มีเรื่องอยากบอกหอมด้วย”

“มีเรื่องอยากบอกหอมเหรอคะ? แล้วพี่ธีร์ฝากอะไรไว้กับพี่กานต์” ดวงตาเศร้าเบิกกว้างอยากรู้อย่างเห็นในสิ่งที่กิจการบอก มืออิ่มวางแก้วลงบนโต๊ะและกอบกุมมือของเพื่อนพี่เอาไว้ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพี่ชายตอนนี้เรียกความสนใจของจันทร์หอมได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะใจในทุกวันเฝ้าแต่ภาวนาให้ได้พบเจอ

“พี่ยังไม่เคยเปิดดูเลย น้องหอมอยากดูไหม”

“อยากค่ะ ตอนนี้ของพวกนั้นอยู่ที่ไหนคะ” เพราะกิจการสนิทกับพี่ชายระดับหนึ่ง เธอจึงวางใจว่ากลธีร์อาจฝากของไว้กับชายตรงหน้าจริง ๆ

“ตอนนี้อยู่ที่ห้องพี่ ถ้าจะดูก็คงต้องไปดูที่นั่น”

“ตอนนี้เหรอคะ?”

“ใช่ เพราะพรุ่งนี้พี่ลางานไปทำธุระอีกหลายวันกว่าจะกลับ แต่ถ้าน้องหอมรอได้จะไปวันอื่นก็ได้” ใจตนอยากให้เป็นวันนี้ ของที่ให้ดูมันไม่มีอะไรหรอกแค่ข้ออ้างเท่านั้น

จันทร์หอมครุ่นคิดไปชั่วครู่ เธอกำลังคิดว่าจะไปตอนนี้เลยหรือว่าจะรอไปวันอื่นดี ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบให้ตัวเอง อยู่ ๆ ข้อมือก็โดนฉุดรั้ง ให้ลุกขึ้น หันไปมองก็เห็นว่าเป็นผู้ชายตัวโตทำหน้านิ่งตาขวางมายังเธอ

“พ่อเลี้ยง” หญิงสาวเรียกเขาแผ่วเบา

“มากับฉัน” เหมราชไม่ฟังคำคัดค้านหรือคำตอบของจันทร์หอม แม้เพียงสักนิด เขาดึงเธอให้เดินออกไปจากตรงนั้น

“พ่อเลี้ยงครับ”

“นายคงไม่อยากให้คนอื่นหมดสนุกใช่ไหม?” ชายหนุ่มถามเสียงเยือกเย็นจนกิจการเสียวสันหลังวาบ จำเป็นต้องยอมถดถอยกายออกไปจากตรงนี้

กิจการเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่ได้แสดงท่าทีออกมาให้เหมราชเห็น กลับพ่นลมหายใจหงุดหงิดออกมาเพียงลำพัง คอยดูเขาเถอะต้องจับจันทร์หอมทำเมียให้ได้สักวัน!

“หอมยังคุยกับพี่กานต์อยู่นะ ปล่อย” เธอยังคุยกับกิจการเรื่องพี่ชายไม่ทันได้ความเลย เขาจะพาเธอไหน

“หุบปาก”

“คำก็หุบปากสองคำก็หุบปาก หอมมีปากนะ ไม่ให้พูดจะให้ทำอะไร โอ๊ย!” เขาเห็นเธอเป็นคนบ้างไหมเนี่ย อยากจะลากก็ลาก อยากจะพาไปไหนก็ไป ไม่ถามความสมัครใจสักนิดเดียว

หญิงสาวถูกจับยัดเข้าไปภายในรถ พอจะเปิดประตูหนีก็โดนดวงตาคมกล้ามองมาอย่างน่ากลัว เป็นนัย ๆ ว่าหากก้าวออกมาเพียงก้าวเดียวจะได้เห็นดีกัน กระนั้นหญิงสาวจึงยอมสงบศึกแต่โดยดี แต่แล้วจู่ ๆ อาการบางอย่างก็เกิดหมุนเวียนขึ้นในกาย คล้ายมีสิ่งผิดปกติ รู้สึกร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็น  มาก่อน

ขับรถออกมาจากงานได้สักพัก จันทร์หอมที่เมื่อครู่ยังปากเก่งตอนนี้หญิงสาวนั่งเงียบไม่ต่อปากต่อคำเหมือนที่ผ่านมา

“เป็นอะไร นั่งรถกับฉันแล้วมันจะตายรึไง”

“...” มีแค่ความเงียบที่หญิงสาวหยิบยื่นให้เขา เหมราชจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เธอพยายามอดกลั้นมากแค่ไหน

“จันทร์หอม ฉันถาม!” คราวนี้ชายหนุ่มกดเสียงเข้มไม่พอใจ   เขาไม่ชอบเวลาที่ถามใครไปแล้วไม่ได้คำตอบกลับมา มันดูเป็นการ          ไร้มารยาทและน่ารังเกียจที่สุด

“พ่อเลี้ยง...หอมร้อน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป