บทที่ 1 ภาพที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่มอง 1
คนที่ไม่เคยเข้าใจศิลปะ ไม่ควรยืนอยู่หน้าภาพวาดนานเกินไป เพราะหากจ้องมองมันนานพอ ภาพบางภาพอาจบังคับให้เราเห็นความจริงที่พยายามหลบหนีมาตลอดชีวิต
‘เขมกร’ เพิ่งเข้าใจประโยคนี้ในวันที่สายเกินไป
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายภายในหอศิลป์ร่วมสมัยใจกลางกรุงเทพฯ รอบตัวเขาเต็มไปด้วยเสียงสนทนาหลากภาษา เสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นบ่งบอกความมีรสนิยมและความให้เกียรติสถานที่
ดวงตาคมเข้มบ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวเองเต็มที่ เหลือบขึ้นมองบนผนังด้านหน้า ที่มีป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนว่า
‘OBCHOEI’
‘THE UNTAMED — SOLO EXHIBITION’
ใต้ชื่อศิลปินมีข้อความภาษาอังกฤษและภาษาไทย บอกเล่าประวัติการจัดแสดงผลงานในปารีส มิลาน โตเกียว ลอนดอน และสิงคโปร์ รวมถึงรางวัลระดับนานาชาติอีกหลายรายการที่เขาไม่เคยรู้จัก
ผู้คนเบียดเสียดกันเพื่อชมผลงานของศิลปินหญิงชาวไทย ผู้ซึ่งนักวิจารณ์หลายสำนักเรียกว่าเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเอเชียในทศวรรษนี้
ชื่อของหล่อนถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘อบเชย’ ชื่อธรรมดาที่เขาเคยได้ยินทุกวัน
ชื่อที่เคยปรากฏอยู่ในทะเบียนสมรสเคียงข้างชื่อของเขา
ชื่อของผู้หญิงที่เคยนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ตื่นเช้ามาจัดเสื้อผ้าให้เขา และยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ในค่ำคืนที่เขากลับดึก
แต่ตลอดหนึ่งปีที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เขมกรไม่เคยรู้เลยว่า ชื่ออบเชยมีความหมายต่อคนอื่นมากเพียงใด
“ขอทางหน่อยค่ะ”
เสียงเจ้าหน้าที่ดังขึ้นด้านหลัง ก่อนกลุ่มนักข่าวจะเคลื่อนผ่านเขาไปยังอีกห้องหนึ่ง
“คุณอบเชยจะให้สัมภาษณ์อีกประมาณสิบห้านาทีนะคะ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไปรอที่ห้องรับรองด้านในค่ะ”
หัวใจของเขมกรกระตุกแรงเพียงได้ยินว่าหล่อนอยู่ใกล้แค่ไหน เขาไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่
การปรากฏตัวในงานนิทรรศการศิลปะไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขา สิ่งที่เขาเข้าใจมีเพียงตัวเลข งบการเงิน การควบรวมกิจการ และผลประโยชน์ที่สามารถวัดมูลค่าออกมาได้อย่างชัดเจน
วันนี้เขามาพบหุ้นส่วนชาวต่างชาติ ซึ่งขอเลื่อนสถานที่นัดหมายมาเป็นหอศิลป์ เพราะภรรยาของฝ่ายนั้นต้องการเข้าชมนิทรรศการนี้ เดิมทีเขมกรตั้งใจจะพูดคุยธุรกิจให้เสร็จ แล้วเดินออกไปโดยไม่สนใจสิ่งใด กระทั่งเห็นชื่อของหล่อน
“คุณเขมกรไม่เคยดูงานของอดีตภรรยาหรือครับ”
คำถามจากหุ้นส่วนทำให้ชายหนุ่มนิ่งไป
“ไม่เคยครับ”
เขาตอบตามตรง ตรงเกินไปเสียจนคนฟังชะงัก
“น่าเสียดายนะครับ ผมกับภรรยาบินมาจากฮ่องกงเพื่องานนี้โดยเฉพาะ งานของคุณอบเชยหาซื้อยากมาก นักสะสมหลายคนรอคอยผลงานชุดใหม่ของเธอมาหลายปี”
เขมกรไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาไม่เคยรู้ว่าหล่อนมีคนรอคอย ไม่เคยรู้ว่ามีใครยอมเดินทางข้ามประเทศเพียงเพื่อมองภาพของหล่อน และไม่เคยรู้เลยว่า... โลกที่อบเชยเคยอยู่ก่อนจะแต่งงานกับเขานั้น กว้างใหญ่เพียงใด
ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีจากคู่สนทนา สายตาจึงตกลงบนภาพวาดขนาดใหญ่ตรงผนังฝั่งตรงข้าม มันเป็นภาพโต๊ะอาหารสำหรับสองคน
โต๊ะยาวสีขาวถูกจัดไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จานกระเบื้องเนื้อดี แก้วไวน์ใส และแจกันดอกไม้ราคาแพงถูกวางอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมราวกับวัดระยะมาแล้วทุกอย่าง
เก้าอี้ตัวหนึ่งมีผู้หญิงสวมชุดสีขาวนั่งอยู่ ส่วนอีกตัวว่างเปล่า ด้านหลังผู้หญิงคนนั้นไม่มีผนัง ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีประตู มีเพียงสีดำสนิทกลืนกินพื้นที่รอบตัวหล่อน
หากมองเพียงผิวเผิน ภาพนั้นไม่ได้งดงาม มันเงียบ ว่างเปล่า ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด เขมกรขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนสายตาจะเลื่อนลงไปยังป้ายชื่อผลงาน
‘ONE-YEAR MARRIAG’
ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
หนึ่งปี... เป็นระยะเวลาที่เขาแต่งงานกับอบเชย และเป็นระยะเวลาที่เขาเคยคิดว่านานพอแล้ว สำหรับการทำหน้าที่สามีให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
“ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดค่ะ”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เขมกรหันไปเห็นภัณฑารักษ์สาวยืนอยู่ หล่อนคงเห็นว่าเขาหยุดมองภาพนี้นานกว่าผลงานชิ้นอื่น จึงเข้ามาอธิบายด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“ศิลปินใช้โต๊ะอาหารแทนชีวิตแต่งงานค่ะ ภายนอกดูสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างสวยงาม แต่เก้าอี้อีกตัวกลับว่างอยู่เสมอ”
เขมกรมองเก้าอี้ตัวนั้นนิ่ง “บางทีผู้ชายในภาพอาจติดงาน” พูดเสียงเรียบ
ทว่าภัณฑารักษ์กลับนิ่งไปเล็กน้อย คล้ายกับไม่แน่ใจว่า เขาพูดจริงหรือประชด
“อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ความหมายของศิลปะเปิดกว้างสำหรับผู้ชมเสมอ”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ”
“เธอกำลังรอค่ะ”
“รออะไร”
หญิงสาวทอดสายตาไปยังภาพ ก่อนตอบเบา ๆ
“รอให้ใครสักคนเห็นว่า เธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น”
คำตอบทำให้บางสิ่งภายในอกของเขมกรเจ็บแปลบ เขาไม่เคยชอบคำพูดที่คลุมเครือ ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนในวงการศิลปะจึงต้องอธิบายความรู้สึกด้วยถ้อยคำซับซ้อน ทั้งที่ทุกสิ่งควรมีเหตุผล มีข้อสรุป และมีหลักฐานรองรับ
แต่ครั้งนี้... เขากลับเข้าใจ
