บทที่ 10 คนรอที่ไม่ได้ซื่อสัตย์
คำถามทำให้เขาพูดไม่ออก เพียงเท่านั้นหล่อนก็เข้าใจ อบเชยแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง เพราะจนถึงตอนนี้ ความรู้สึกเจ็บมันก็ยังตอกย้ำซ้ำ ๆ บอกตัวเองว่ายังทำตามที่เขาต้องการไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจคนที่หมดใจ แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยมีใจเลยต่างหาก ในขณะที่หล่อนนั้นให้ไปเต็มร้อย
“ไม่ต้องตอบก็ได้ค่ะ” มือเรียวหยิบเอกสารขึ้นมาเก็บใส่ซอง “เชยขอเวลา”
“นานแค่ไหน”
“ยังไม่รู้ค่ะ”
“อบเชย ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ยืดเยื้อจนทุกคนลำบาก คุณจะเอาเวลาไปอีกเดือนหรืออีกสามเดือน มันก็ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่ผมตัดสินใจแล้ว”
อบเชยเห็นเขาแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านสีหน้า หล่อนสบตาเขานิ่งก่อนจะพูดในสิ่งที่ใจคิดออกไป
“เชยไม่ได้ขอเวลาเพื่อให้คุณเปลี่ยนใจค่ะ เชยขอเวลาให้ตัวเองต่างหาก”
หญิงสาวก้มมองแหวนแต่งงานบนมือ
“เมื่อคืนเชยยังคิดว่าตัวเองมีสามี เช้าวันนี้เพิ่งรู้ว่าสามีมีเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว และกำลังนับวันกลับไปหาเขา คุณให้เชยทำความเข้าใจชีวิตตัวเองก่อนเถอะค่ะ”
เมื่อเขาไม่ได้โต้แย้งอะไรอีก อบเชยจึงลุกขึ้น หยิบซองเอกสารมาถือไว้
“คุณไม่เอาปากกาไปเหรอ”
“เชยให้คุณแล้วค่ะ คุณบอกว่าจะใช้”
หล่อนยิ้มบาง ๆ มองผู้ชายที่เคยบอกตัวเองว่ารักเขามากมายเหลือเกิน รักจนยอมเป็นคนที่เขาต้องการ ทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวหล่อน หรือว่าของขวัญนั่น
“ใช้เซ็นเรื่องอื่นบ้างนะคะ อย่างน้อยเชยจะได้รู้สึกว่า ของขวัญครบรอบแต่งงานไม่ได้เกิดมาเพื่อเซ็นใบหย่าอย่างเดียว”
แล้วหล่อนก็เดินจากไป ปล่อยให้เขมกรนั่งมองปากกาด้ามสีดำที่สลักตัวอักษร ‘K&O’ ที่จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกหนักอึ้งในอก เกินกว่าจะกล้าหยิบขึ้นมาใช้
หลายชั่วโมงต่อมา คำว่า ‘แมสซาชูเซตส์’ ยังติดอยู่ในหัวของอบเชย หล่อนนั่งอยู่หน้าแล็ปท็อปภายในห้องส่วนตัว เลื่อนเมาส์คลิกดูภาพที่เคยบันทึกไว้จากช่วงใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
ก่อนแต่งงาน หล่อนเดินทางบ่อย เรียกได้ว่าที่ไหนมีนิทรรศการศิลปะ หรือมีเรื่องใดที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีโอกาส หล่อนต้องไปร่วมให้ได้
และครั้งหนึ่งหล่อนเคยอยู่บอสตันหลายเดือน เพื่อร่วมโครงการ ‘ศิลปินพำนัก’ ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์ นักวิชาการ หรือภัณฑารักษ์ ได้เดินทางไปพักอาศัยและทำงานในสถานที่แห่งใหม่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อทดลองแนวคิดใหม่ๆ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับผู้คนหรือชุมชนในพื้นที่นั้นๆ และแน่นอนว่าถ้าพื้นที่นั้น ๆ มีนักเรียนไทย ก็ไม่พ้นจะรวมกลุ่มกัน
ดังนั้นเป็นไปได้ว่าหล่อนอาจเคยรู้จักหรือเคยเห็น ‘รินรดา’ มาก่อน
อบเชยพิมพ์ชื่อรินรดาลงในช่องค้นหาของกลุ่มนักเรียนไทย ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมในบอสตัน ผลการค้นหาหลายรายการปรากฏขึ้น หล่อนเลื่อนดูทีละชื่อ จนกระทั่งภาพหนึ่งทำให้นิ้วหยุดลง
หญิงสาวในรูปสวย ผมยาว แต่งตัวดี โดยเฉพาะดวงตาสวยหวานคู่นั้น ทำให้ความทรงจำค่อย ๆ กลับมา
“รินรดาเหรอ...”
อบเชยขยายรูป บอกตัวเองว่าหล่อนเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหนบ้าง แต่หลายครั้งแน่นอน
นิ้วมือเคลื่อนเมาส์คลิกเปิดแฟ้มภาพช่วงที่อยู่บอสตัน ภาพในงานเลี้ยง ภาพกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนไทย ภาพในงานศิลปะ ภาพในร้านอาหาร เคลื่อนหาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพบภาพหนึ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
เป็นภาพล็อบบี้ของโรงแรมที่หล่อนพักในคืนนั้น ด้านหลังของหล่อนบริเวณหน้าลิฟต์เป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหนุ่มต่างชาติ มือของชายคนนั้นวางอยู่บริเวณเอวของเธอคล้ายกับโอบกอด แม้ภาพจะไม่ชัดนัก เพราะทั้งสองไม่ได้เป็นจุดโฟกัสของกล้อง แต่ก็ยังมองรู้ว่าเป็นใคร
อบเชยจ้องภาพอยู่นาน พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น
คืนนั้นหลังงานรวมตัวของนักเรียนไทย หล่อนกลับถึงที่พักค่อนข้างดึก และมีน้อง ๆ นักเรียนไทยที่พักอยู่ร่วมกันที่นี่ เข้ามาขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก จังหวะนั้นหล่อนเห็นผู้หญิงคนนี้เดินเข้ามาพร้อมชายคนในรูป ทั้งคู่เดินจับมือกัน และรุ่นน้องก็เข้าไปพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาถ่ายรูปด้วยดังเดิม
หล่อนไม่ได้รู้จักคนทั้งคู่ จึงคิดเพียงว่าเป็นคู่รักที่สวยหล่อเหมาะสมกัน และก็แค่นั้น เพราะไม่มีเหตุผลใดต้องจดจำอีก แต่วันรุ่งขึ้น หล่อนก็พบทั้งคู่อีกครั้งที่ล็อบบี้ของโรงแรม
ถึงหล่อนไม่ได้รู้จักชายหญิงคู่นั้น แต่ก็มองรู้ว่านั่นคือคู่รัก ไม่ใช่เพื่อนอย่างแน่นอน เพราะท่วงท่าสนิทสนม สายตาที่มองกันและกัน โดยเฉพาะจังหวะที่ลิฟต์เปิดออกและทั้งคู่เพิ่งผละจูบจากกัน ทั้งหมดนั้นคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
แล้วที่เขมกรบอกว่า รินรดาเพียงไปเรียนต่อเพื่อรอให้ช่วงเวลา 1 ปีนี้ผ่านไป มันใช่เหรอ?
หรือว่าหลังจากนั้นรินรดากับผู้ชายคนนั้นเลิกกัน แล้วกลับมาหาเขมกร
มันก็เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเขมกรบอกเองว่า รักกันมาหลายปีแล้ว
อบเชยค่อย ๆ ปิดฝาแล็ปท็อปลงและถอนใจเบา ๆ บอกตัวเองว่า ไม่ได้รู้สึกสะใจที่คล้ายจะเห็นคำตอบที่ปลายทางว่ารินรดาไม่ได้ซื่อสัตย์กับเขมกร ซึ่งมันต่างจากที่เขมกรไม่เคยซื่อสัตย์กับหล่อน เพราะเขมกรประกาศปาว ๆ ว่าไม่ได้รักหล่อน แต่รักรินรดา
แต่... หล่อนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เหรอ? ในเมื่อตอนนี้บาดแผลหล่อนก็ยังเลือดซิบ
และที่สำคัญ ถ้าไม่ได้เห็นรินรดาคนสำคัญของสามีด้วยตาของตัวเองตรง ๆ หล่อนก็คงปักใจว่าเป็นรินรดาคนเดียวกันไม่ได้
