บทที่ 11 ศิลปินที่เขาคลั่งไคล้

ภายในห้องรับรองของร้านอาหารสุดหรูริมเจ้าพระยา ในบรรยากาศโรแมนติกที่มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ รินรดานั่งอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามกับเขมกร

“เมื่อเช้าเป็นยังไงบ้างคะ”

เขมกรมองหญิงสาวตรงหน้าที่ส่งคำถามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หนึ่งปีที่ห่างกันไม่ได้ทำให้รินรดาเปลี่ยนไปมากนัก หล่อนยังสวยสวย แต่งตัวเก๋ ดูดี และยังมีวิธีพูดที่ไม่ทำให้เขารู้สึกถูกกดดัน สิ่งนี้ต่างหากที่เขาคุ้นเคย

“อบเชยยังไม่เซ็น”

สีหน้าของรินรดาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนราวกับว่า ไม่เป็นไร แต่เขามองรู้ว่าหล่อนกำลังเก็บก้อนเสียใจเอาไว้ให้ลึก

“เธอไม่ยอมหย่าหรือคะ”

“เธอขอเวลา”

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มอ่อน ๆ จะระบายบนใบหน้าอีกครั้ง

“ถ้าเป็นริน รินก็คงต้องการเวลาเหมือนกันค่ะ”

“รินไม่โกรธเหรอ”

“โกรธทำไมล่ะคะ ในเมื่อเธอไม่รู้เรื่องข้อตกลงนั้น จริง ๆ แล้ว คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือเธอนะคะ ไม่ใช่ริน”

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขมกรผ่อนคลายลง ดวงตาเปี่ยมรักมองคนฝั่งตรงกันข้าม และรินรดาก็ยื่นมือข้ามโต๊ะมาแตะมือเขา

“เขมคะ รินรอเขมมาตั้งนาน อีกแค่ไม่กี่วัน ไม่ทำให้รินตายหรอกค่ะ เขมอย่าเร่งเธอจนเกินไปเลย”

“แต่ผมไม่อยากให้รินต้องรออีก”

รินรดายิ้มน้อย ๆ กุมฝ่ามือของเขมกรแน่นขึ้นอีก ให้เขารู้ว่าหล่อนอยากถลาเข้าสู่อ้อมกอดเขาอย่างมากมาย แต่สถานการณ์สมรสของเขายังอยู่ ซึ่งหล่อนไม่อาจก้าวข้ามไปได้

“รินรู้ค่ะ แต่รินรอเพราะรินเลือกเอง ต่างจากคุณอบเชยที่เธอไม่เคยรู้ ดังนั้น เขมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องรินเลยนะคะ ถือว่าให้เวลาคุณอบเชยเธอได้คิดก่อน”

เขมกรมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างพึงพอใจ นี่ล่ะคือสิ่งที่เขารักในตัวรินรดา หล่อนมีความเข้าใจ มีเหตุผล รู้จังหวะว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด และรู้จักที่จะรอคอยเพื่อดอกผลที่งดงาม

เพราะในวัยของคนโตที่ไม่ใช่วัยหนุ่มสาวในวันวาน การครองคู่ที่หมายถึงการแต่งงานไปจนถึงการจดทะเบียนสมรส ทั้งหมดต้องประเมินสถานการณ์ความเหมาะสม ไม่ต่างจากการลงทุนที่ต้องประเมินความคุ้มค่าในสิ่งนั้น ๆ ซึ่งเขากับรินรดาเองก็รู้ว่า ทั้งหมดที่เสียไป มันจะคุ้มค่าแน่นอน

“วิทยานิพนธ์เป็นยังไงบ้าง”

“ใกล้แล้วค่ะ อาจต้องบินกลับไปอีกสองสามรอบ แต่ส่วนใหญ่ทำจากที่นี่ได้”

รินรดาตอบอย่างลื่นไหล ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นจิบ

“พอรินเรียนจบ ทุกอย่างของเขมก็คงเรียบร้อยพอดี เรา... จะได้เริ่มต้นกันนะคะ”

“ครับ”

เขมกรพยักหน้าและเปลี่ยนมากุมมือรินรดาด้วยความรัก โดยไม่มีโอกาสได้เห็นว่ามืออีกข้างของรินรดาที่วางไว้บนหน้าตักกำโทรศัพท์มือถือแน่น บนหน้าจอสว่างวาบแสดงสายเรียกเข้านับสิบสาย กับข้อความใหม่ที่เพิ่งส่งเข้ามา ซึ่งรินรดาไม่มีทางที่จะเปิดออกอ่าน

ด้านในสำนักงานกฎหมาย เตชน์ยืนอยู่หน้าภาพวาดภายในห้องทำงานของตัวเอง ตั้งแต่เมื่อคืน เขากลับมามองมันบ่อยกว่าปกติ ทั้งที่ผลงานชิ้นนี้อยู่กับเขามาแล้ว 4 ปี

ก่อนหน้านี้เจ้าของภาพเป็นเพียงศิลปินท่านหนึ่งซึ่งเขาติดตามผลงานหรืออาจจะเรียกว่าคลั่งไคล้ผลงานของเธอก็ได้ เพราะเขายังคงติดตามผลงานของเธอ และอยากหามาครอบครอง ยิ่งปัจจุบันภาพวาดของเธอมีมูลค่ามหาศาล มีนักสะสมงานศิลปะมาติดต่อของซื้อชิ้นงานของเธอต่อจากเขา อยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะขาย มีแต่อยากได้เพิ่มมากขึ้น

และพอรู้จากแกลเลอรีว่าเธอหายเงียบไป และอาจเลิกวาดภาพ เพียงเพราะไปมีครอบครัว ความรู้สึกของเขานั้นคือเสียดาย ที่จะไม่ได้เห็นภาพวาดใหม่ ๆ ที่สื่อถึงพลังชีวิตได้มากมายแบบนี้อีกแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตของเธอจะมีวันมาบรรจบกับเขา

จนกระทั่งเมื่อวานที่เขมกรส่งร่างข้อตกลงการหย่ามาให้ดู เพราะต้องการให้ช่วยตรวจเงื่อนไขบางส่วน ให้สมเหตุสมผล และเจตนาของเพื่อนคือ ต้องการให้เงื่อนไข หรืออาจเรียกได้ว่า ‘สัญญาการหย่า’ รัดกุมที่สุด

เขาเปิดเอกสารออกอ่านตามหน้าที่ แค่เห็นชื่อของภรรยาเพื่อน ยอมรับว่าใจสั่น เพราะชื่อนี้ติดตรึงอยู่ทุกความรู้สึก ไม่ต่างจากแฟนคลับที่อยากรู้เรื่องราวของศิลปินในดวงใจ แม้จะไม่เคยเห็นหน้า ไม่ได้ใกล้ชิด แต่แค่ได้ยินว่ามีคนชื่อเหมือน ก็กระตุ้นต่อมโหยหาได้แล้ว และยิ่งเป็นชื่อภรรยาของเพื่อนที่ขึ้นชื่อว่าเก็บตัว ชอบอยู่แต่บ้าน ความเป็นไปได้ยิ่งไม่มี

แต่เมื่อเขมกรยืนยืนว่าเธอคือ ‘อบเชย วรนันท์’ ยอมรับว่าความรู้สึกแวบแรกคือ โกรธ

ใช่... เขาโกรธเขมกร เพราะที่เขารับรู้มาก็คือ ภรรยาของเขมกรเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ชอบอยู่บ้าน ไม่ค่อยออกสังคม ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยพบภรรยาของเพื่อนสักครั้ง ตอนที่เขมกรแต่งงาน ช่วงนั้นเขาอยู่ต่างประเทศเพื่อทำคดีให้ลูกค้ารายใหญ่ และตามปกติก็ไม่สนใจข่าวสังคมอยู่แล้ว

หลังจากกลับมา เขาเพียงรู้ว่าเพื่อนแต่งงานแล้ว พบกันแต่ละครั้งก็เป็นแค่เรื่องธุรกิจ

เขมกรไม่ใช่ผู้ชายประเภทนั่งเล่าเรื่องภรรยา ส่วนเขาเองก็เคยถามเรื่องบ้านคนอื่น อาจเพราะโต ๆ กันแล้ว ทำงานก็มาก เรื่องส่วนตัวหากเพื่อนอยากเล่าก็คงพูดออกมาเอง

และนั่นทำให้เขาพลาด... หรือเปล่า

“อบเชย...”

ชื่อหลุดออกจากปากเบา ๆ เตชน์มองภาพตรงหน้าดั่งจะทะลุเข้าไปเห็นศิลปินได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป