บทที่ 12 ไม่รักก็บอกกันสิ

“อบเชย...”

ชื่อหลุดออกจากปากเบา ๆ เตชน์มองภาพตรงหน้าดั่งจะทะลุเข้าไปเห็นศิลปินได้

เคยคิดหลายครั้งว่า ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสพบศิลปินเจ้าของภาพ เขาอยากถามว่า ตอนวาดสิ่งนี้ เธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธออยากออกจากกรอบ หรือว่าเธอเป็นคนสวมกรอบนี้ให้กับตนเอง

แต่วันนี้โอกาสนั้นกลับอยู่ใกล้กว่าที่เคย แถมยังมาในสถานการณ์ที่เขาไม่ควรรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เพราะเธอกำลังจะหย่ากับเพื่อนของเขา

แต่แล้วความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น ‘เร็ว!’ และ ‘เลวร้าย’ พอให้จะทำให้เตชน์รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สุภาพบุรุษอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด

ถ้าเธอหย่า... เขาจะมีโอกาสได้พบเธอหรือไม่

ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ให้ตัวเอง ส่ายศีรษะไปมา

“นิสัยไม่ดีเลยว่ะ”

แต่จิตอีกฝ่ายหนึ่งกลับตอบอย่างไม่ละอายว่า เขาไม่ได้เป็นคนทำให้ชีวิตแต่งงานนั้นพังเสียหน่อย เขมกรต่างหากที่เลือกทิ้ง ‘เพชร’

แต่อย่างว่า คนที่ไม่เคยรู้คุณค่าของ ‘เพชร’ ก็คงเห็นเป็นแค่ ‘ถ่าน’ ก้อนหนึ่ง

เพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังจะเดินออกมา... ทำไมเขาต้องแกล้งทำเป็นไม่เห็นด้วยเล่า

เตชน์เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบสำเนาร่างข้อตกลงการหย่าที่ให้ผู้ช่วยปริ้นท์ออกมา เพื่ออ่านรายละเอียดอีกครั้ง อย่างช้า ๆ เพราะการอ่านครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนของเขมกร แต่ในฐานะทนาย

ดวงตาคมเข้มกวาดมองรายละเอียดที่ระบุไว้ ทรัพย์สินหลายรายการดูใจกว้าง แต่บางเงื่อนไขกลับถูกเขียนเพื่อให้เขมกรจบเรื่องได้ง่ายเกินไป

เตชน์หยิบปากกาขึ้นมา วงข้อความส่วนหนึ่ง ก่อนจดหมายเหตุไว้ด้านข้างว่า ‘ไม่พอ’

เขาพลิกต่อไปอีกหน้า วงไว้อีกจุดว่า ‘เสียเปรียบ’

และอีกหน้า จดไว้ว่า ‘แก้’

แต่แล้วสายตาก็มาหยุดอยู่ตรงชื่อช่องคู่สัญญา ‘อบเชย วรนันท์’

เขาไม่รู้ว่าหล่อนจะเลือกทนายคนไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนต้องการสู้ หรือเพียงต้องการหย่าให้จบ แล้วเดินออกไป

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้ ถ้าเขมกรอยากหย่าจริง ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

เตชน์เหลือบสายตาขึ้นมองภาพวาดอีกครั้ง รับรู้ได้ถึงความทะยานอยากแปลกประหลาดที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวอยู่ในร่างกายของเขา

อยากเห็นตัวจริง

อยากรู้ว่าหล่อนเหมือนผู้หญิงในภาพหรือไม่

อยากรู้ว่าระยะเวลา 1 ปี ในบ้านของเขมกรทำอะไรกับศิลปินซึ่งเคยวาดสีได้รุนแรงขนาดนี้

และเหนือสิ่งอื่นใด เขาอยากเห็นหล่อนกลับมาวาดอีกครั้ง

เตชน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วเลื่อนไปยังชื่อเขมกร แต่ชะงักไว้ยังไม่กดโทร.ออก เพราะอาจจะเร็วเกินไป ตอนนี้เขายังไม่มีสิทธิ์เข้าไปในเรื่องของคนสองคน

เตชน์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงาน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตรงมุมปาก

“ผมจะหาเหตุผลไปพบคุณ... อบเชย”

ดวงตาคมเข้มสุดจะท้าทายมองภาพบนผนัง ดุจจะฝากคำไปถึงศิลปิน

กลิ่นน้ำมันลินสีดอบอวลอยู่ในห้องจนเกือบทำให้คนที่ไม่คุ้นชินรู้สึกเวียนหัวได้ แต่อบเชยกลับสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นนี้ต่างหาก คือ กลิ่นของชีวิตที่หล่อนเคยลืมไปว่า ตัวเองคิดถึงมากเพียงใด

หญิงสาวยืนอยู่หน้าผืนผ้าใบขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงสาย เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งซึ่งหยิบมาจากกองเสื้อเก่า เปื้อนสีแทบทุกส่วน แขนเสื้อถูกพับขึ้นจนเลยข้อศอก เส้นผมยาวรวบขึ้นอย่างลวก ๆ ด้วยกิ๊บเพียงตัวเดียว ปล่อยปอยผมหลายเส้นให้หลุดลงมาละข้างแก้มและต้นคอ แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจเลย เพราะแม้แต่หน้าตัวเอง อบเชยก็ยังไม่ได้ส่องกระจกตั้งแต่เช้า

หล่อนไม่แต่งหน้า ไม่ใส่ต่างหู ไม่มีสร้อย และแหวนแต่งงานก็ถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างกล่องสีอย่างที่เคยทำทุกครั้งก่อนเริ่มงาน

เมื่อก่อน หล่อนถอดเครื่องประดับเพราะกลัวสีเลอะ วันนี้เหตุผลยังเหมือนเดิม เพียงแต่ทันทีที่แหวนหลุดจากนิ้ว ความรู้สึกเบาแปลก ๆ กลับแล่นผ่านขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ

อบเชยมองมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเบือนหน้า ไม่อยากคิด อย่างน้อยตอนนี้

หญิงสาวจุ่มพู่กันลงในสีแดงเข้ม ก่อนลากมันลงบนผืนผ้าใบอย่างแรง สีแดงฉีกผ่านพื้นสีดำราวกับเปลวไฟกำลังแลบขึ้นจากกองถ่านร้อน ไม่มีแบบร่าง ไม่มีการคำนวณ ไม่มีความคิดว่าจะขายได้หรือไม่ หล่อนเพียงต้องการให้สิ่งที่อยู่ในอกไหลออกมาตามปลายพู่กัน

“คนใจร้าย” คำพึมพำหลุดออกจากปากเบา ๆ

อบเชยคว้าพู่กันอีกด้าม ปาดสีดำทับลงไปบนแดงบางส่วน แล้วบีบสีขาวออกจากหลอดโดยตรง ไม่สนแม้แต่จะผสมบนจานสีให้เรียบร้อย

“ไม่รักก็บอกกันตั้งแต่แรกสิ”

คราวนี้แรงกดของพู่กันหนักขึ้น สีขาวถูกลากเป็นเส้นแตกกระจายอยู่กลางความดำ

“ทำไมต้องให้ฉัน! ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องไม่จริงตั้งหนึ่งปี!”

น้ำตาหยดหนึ่งร่วงอาบแก้ม แต่หล่อนไม่เช็ด มือข้างเดิมยังคงทำงานต่อ

“แล้วทำไม ฉันต้องยอมทิ้งทุกอย่างด้วย”

คราวนี้เสียงแตกพร่า อบเชยถอยออกจากผืนผ้าใบหนึ่งก้าว มองภาพตรงหน้าเหมือนเกลียดมัน

ไม่ใช่... หล่อนไม่ได้เกลียดภาพ หล่อนเกลียดตัวเอง เพราะเขมกรไม่เคยขอให้เลิกวาดภาพ ไม่ได้บังคับให้อยู่บ้าน ไม่เคยพูดว่าห้ามเดินทาง ทุกอย่างเป็นสิ่งที่หล่อนเลือกเอง เพราะอยากเป็นผู้หญิงแบบที่เขาชอบ

เรียบร้อย นุ่มนวล สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ดื้อ ไม่เดินทาง ไม่เอาแต่ใจ และไม่ร้อนแรงเกินกว่าที่ภรรยาของนักธุรกิจใหญ่ควรเป็น

หล่อนพยายามลดตัวเองลงทีละนิด ลดจนคิดว่าความเงียบคือความสุขุม การรอคือความรัก และการยอมทุกอย่างคือความเป็นภรรยาที่ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป