บทที่ 13 ไม่ได้เลิกแค่หยุด
“หึ! โง่จริง ๆ”
อบเชยหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา ไม่รู้ว่ากำลังด่าเขมกรหรือด่าตัวเองมากกว่ากัน เพราะหากผู้หญิงคนนั้นคือรินรดาจริง รูปลักษณ์ทันสมัย ดีกรีดอกเตอร์ ช่างแตกต่างจากผู้หญิงเรียบร้อยที่หล่อนพยายามปั้นแต่งตัวเองนัก
หญิงสาวหันกลับไปคว้าพู่กันด้ามใหญ่ที่สุด จุ่มสีแดงอีกครั้ง แล้วฟาดมันลงบนผ้าใบแรงจนละอองสีกระเซ็นมาถูกแก้ม
แดง ดำ ทองหม่น ขาว สีทุกอย่างเริ่มปะทะกัน
ไม่กลมกลืน ไม่อ่อนโยน แต่มีชีวิต
อบเชยหยุดมือเมื่อเริ่มหายใจแรง หล่อนยืนมองภาพอยู่นาน มันยังไม่เสร็จ แต่บางอย่างเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว ใจกลางกองสีแดงกับดำมีเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แทบมองไม่เห็น แต่เหมือนเธอคนนั้นกำลังเดินออกมาจากไฟ
หล่อนขยับเข้าไปใกล้ มองภาพนั้น ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะหลุดออกมาอีกครั้ง
“เหมือนฉันเลย”
‘ใส’ แต่ไม่ได้เย็น อาจมองเหมือนน้ำ แต่หากดื่มเข้าไป อาจเผาคอจนร้อนวาบไปทั้งตัว
ความคิดนั้นทำให้อบเชยชะงัก แล้วรอยยิ้มบางก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เสียงเครื่องยนต์คุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าบ้าน บ่งบอกว่าวันนี้เขมกรกลับบ้านเร็วกว่าปกติ แต่ครั้งนี้อบเชยไม่ได้วางพู่กัน แล้วรีบล้างมือเพื่อไปเตรียมตัวต้อนรับเขาอย่างเคย หล่อนเพียงเหลือบมองนาฬิกา เพิ่งห้าโมงครึ่ง แปลว่าวันนี้เขากลับเร็วกว่าปกติเกือบสองชั่วโมง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หล่อนคงรู้สึกดีใจ คงรีบไปถามว่าเหนื่อยไหม อยากดื่มอะไร หรือจะให้เตรียมอาหารเย็นเลยหรือเปล่า
แต่วันนี้... อบเชยกลับหันไปผสมสีต่อ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าห้องในเวลาไม่นาน ประตูเปิด และจากปลายหางตาก็เห็นว่าเขมกรหยุดยืนอยู่ตรงนั้น
แต่สำหรับเขมกร ภาพตรงหน้าทำให้เขาอึ้งไปเล็กน้อย เพราะจากที่แม่บ้านบอกว่าอบเชยอยู่ในห้องเก็บของ ซึ่งเขาเข้าใจมาตลอดว่าเป็นห้องเก็บของจริง ๆ เพราะไม่เคยเฉียดกายเข้ามาใกล้เลย ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน บ้านหลังนี้ถูกซื้อไว้เพื่อเป็นเรือนหอ จากนั้นอบเชยก็ขอสร้างบ้านหลังเล็กในสวน ซึ่งเขาไม่มีอะไรที่ต้องคัดค้าน คิดแค่ว่าอาจเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อบเชยต้องการ และจากที่เห็นก็เป็นเพียงห้องเล็ก ๆ ที่เหมือนเอาตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวหม่นมาตั้งไว้ ดูกลมกลืนไปกับสวน ซึ่งเขาก็รู้จักมันในนาม ‘ห้องเก็บของของอบเชย’
แต่ที่เห็นตอนนี้ ไม่ใช่เลย นี่ไม่ใช่ห้องเก็บของ แต่เป็นสตูดิโอวาดภาพต่างหาก เพราะกลิ่นสี กลิ่นน้ำมันที่ใช้ผสมสีอบอวลตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้ามาด้านในด้วยซ้ำ และภรรยาของเขาก็ยืนอยู่กลางห้อง
ทว่าไม่ใช่อบเชยในแบบที่เขาคุ้นตา หล่อนไม่ได้อยู่ในชุดกระโปรงสีอ่อน ไม่ได้รวบผมอย่างเรียบร้อย ไม่ได้ยืนรอเขาด้วยรอยยิ้ม แต่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวตัวใหญ่ที่เปื้อนสีหลายจุด ปลายขากางเกงม้วนขึ้นจนเห็นข้อเท้าเปลือย เท้าเปล่าเหยียบอยู่บนพื้นซึ่งมีทั้งรอยสี และกระดาษกระจัดกระจายไปทั่ว
ส่วนใบหน้าเสี้ยวที่เห็นนั้น ‘ใส’ เขาบอกตัวเองแบบนั้น เพราะไม่เห็นรอยแต่งแต้มใด ๆ ของเครื่องสำอาง นอกจากบนแก้มมีคราบสีแดง ปลายจมูกก็มีคราบสีขาว เมื่อรวมกับลูกผมที่หลุดรุ่ย ก็ทำให้เขานิ่งมองอยู่หลายวินาทีทีเดียว จนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของหัวใจ จึงรู้ว่าตกอยู่ในภวังค์
“คุณวาดรูปจริง ๆ ด้วย”
ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความแปลกใจหรือสงสัย
อบเชยหันมามองเขา สีหน้าไม่ได้มีแววประชด แต่คิ้วเรียวสวยขยับนิดหนึ่ง
“ค่ะ เชยวาดรูปจริง ๆ”
เขมกรเดินเข้ามาในห้องช้า ๆ สายตากวาดมองผ้าใบหลายชิ้นที่วางพิงผนัง บางภาพดูเก่า บางภาพถูกคลุมไว้ บางภาพมีเพียงโครงร่าง
“ผมนึกว่าคุณเลิกไปแล้ว”
อบเชยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองภาพตรงหน้า
“เชยก็เคยนึกว่าตัวเองเลิกค่ะ แต่จริง ๆ แค่หยุด”
หล่อนวางพู่กันลง แล้วใช้หลังมือเช็ดสีที่ติดนิ้ว แม้จะทำให้มันเลอะกว่าเดิมในสายตาของเขาก็ตาม
“เพิ่งรู้ว่า บางอย่างพอหยุดไปนาน ๆ เราอาจคิดว่ามันตายไปแล้ว ทั้งที่... มันแค่รอให้เรากลับมา”
เขมกรขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหล่อนพูดถึงภาพวาดหรือกำลังพูดถึงตัวเอง
“ทำไมไม่เคยบอกผมว่า คุณจริงจังกับมันขนาดนี้”
คราวนี้อบเชยหันมามองเขาเต็มตา “คุณไม่เคยถามนี่คะ”
ประโยคนั้นไม่ได้ดัง แต่ความสงบในน้ำเสียงกลับทำให้เขมกรรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
“ผมรู้ว่าคุณชอบวาดรูป”
“ชอบกับทำเป็นอาชีพ ไม่เหมือนกันค่ะ”
“แล้วผมจะรู้ได้ยังไง เพราะคุณไม่เคยพูด”
อบเชยเม้มริมฝีปาก ความคิดแรกคืออยากเถียงว่า หล่อนเคยพูด หลายครั้งด้วย แต่คำพูดเหล่านั้นอาจผ่านหูเขาไปเหมือนเรื่องเล็กน้อย สุดท้ายหญิงสาวเลือกเพียงถอนหายใจ เพราะมาพูดตอนนี้มันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย
เขมกรเงียบ เมื่ออบเชยไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เพราะนั่นยิ่งทำให้ปากหนักขึ้น จนสิ่งที่ตั้งใจจะมาพูดถูกกลืนหายไปในลำคอ ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจก่อนจะเบนสายตาไปยังผืนผ้าใบใหญ่ตรงหน้า
