บทที่ 14 เทียบกับสิ่งที่เสียไปคือน้อย
“รูปนี้คืออะไร”
หญิงสาวหันตาม “ยังไม่รู้ค่ะ”
“คุณวาด ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะวาดอะไรเหรอ”
“ค่ะ”
“แล้ววาดได้ยังไง”
อบเชยยิ้มจาง ๆ ทั้งที่โหวงลึกไปแล้วทั้งใจ นึกไม่ออกว่าเขมกรจะมาถามอะไรเอาตอนนี้ ตอนที่เขาตั้งใจจะหย่า แต่สายตาของเขาที่มองมาคือต้องการคำตอบจริง ๆ
“ก็วาดตามที่รู้สึก”
เขมกรพยายามมองมันให้นานขึ้น แต่ยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ สีแดงกับดำปะทะกันรุนแรงจนเขารู้สึกว่า ถ้าแขวนในห้องรับแขกคงทำให้บ้านดูหนักเกินไป
“มันดู... แรง”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “คุณไม่ชอบแน่ค่ะ”
“ทำไมพูดแบบนั้น”
“เพราะคุณชอบอะไรที่เรียบร้อย”
เขมกรหันมามอง “คุณรู้ได้ยังไง”
“คุณเป็นคนบอกเองค่ะ ก่อนแต่งงาน”
อบเชยสบตาเขาไม่หลบ นั่นทำให้เขมกรนิ่งไป แต่หล่อนก็ไม่ได้ขยายความต่อ หันกลับไปผสมสี
“เรื่องเอกสารหย่า...” เขมกรเริ่มขึ้นช้า ๆ “คุณได้อ่านหรือยัง”
“อ่านแล้วบางส่วนค่ะ”
“แล้วเป็นยังไงบ้าง”
“เชยยังไม่พร้อมคุยเรื่องนั้นตอนนี้”
เขมกรหรี่ตาเล็กน้อย “คุณกำลังหลบ?”
“เปล่าเลยค่ะ”
อบเชยตอบแล้วหันมามองตรง ๆ
“เชยแค่ไม่อยากให้ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้ มีแต่เรื่องหย่า”
หญิงสาวชี้ปลายพู่กันไปทางภาพ “วันนี้เชยอยากวาดรูป”
ไม่รู้ทำไม ประโยคนั้นกลับทำให้เขมกรไม่พอใจ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกลดลำดับความสำคัญ
“ตามใจ”
เขาตอบสั้น ๆ แล้วหมุนตัวเดินออกไป แต่ก่อนจะถึงประตู เขากลับหยุด
“คืนนี้คุณจะลงไปกินข้าวไหม”
“ถ้าหิวค่ะ”
คำตอบแสนธรรมดาแต่กลับทำให้เขมกรยืนนิ่งอยู่นานกว่าปกติ ก่อนเดินออกไป แน่นอนว่าอบเชยไม่ได้มองตาม และความไม่มองตามนั้นเองที่ทำให้เขารู้สึกหวิวโหวงอย่างห้ามไม่ได้
สองวันต่อมา เตชน์ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของแกลเลอรีที่รู้จักกันมานาน
“คุณเตชน์คะ ฉันคิดว่ามีข่าวที่คุณน่าจะอยากรู้”
ชายหนุ่มเงยหน้าจากแฟ้มคดี คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ดวงตามีแววท้าทายใคร่รู้แต่ยังติดจะมีรอยยิ้ม นั่นเพราะได้คุยกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่ลูกความที่ต้องรักษามารยาททนายความ
“ถ้าเป็นข่าวไม่สำคัญ ผมคิดค่าปรึกษาย้อนหลังนะครับ”
หญิงสาวปลายสายหัวเราะ
“แล้วถ้าเป็นเรื่องอบเชยล่ะคะ ยังจะคิดเงินอยู่ไหม”
มือที่กำลังหมุนปากกาหยุดทันที บางอย่างในดวงตาเจิดจ้า เมื่อได้ยินชื่อคนที่...
“ครับ!”
น้ำเสียงเปลี่ยนจนปลายสายจับได้
“แหม... พอเป็นคนนี้เสียงจริงจังเชียวนะคะ”
“คุณอรอย่าแกล้งสิครับ”
เตชน์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นแบบปิดไม่มิด รวมทั้งรอยยิ้มที่เหมือนจะผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่นั้นด้วย
“มีอะไรเกี่ยวกับเธอเหรอครับ”
“กลับมาวาดแล้วค่ะ”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทั้งที่เป็นสิ่งที่เตชน์คาดหวังไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องถามออกไปเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจหรือครับ”
“แน่ค่ะ เมื่อวานสั่งสีกับวัสดุอย่างอื่นไปชุดใหญ่เลย แล้วก็ขอให้ส่งไปสตูดิโอใหม่ด้วย ฉันเลยเดาว่าคราวนี้คงกลับมาจริงจัง”
มุมปากของเตชน์ค่อย ๆ ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว และเขาก็ไม่คิดจะห้ามไว้เลย
“ถ้ามีงานใหม่ บอกผมก่อนคนอื่น ถ้าเธอขายนะครับ”
“แต่คุณเตชน์ยังไม่เห็นภาพเลยนะ”
“ไม่จำเป็นครับ ผมตามงานเธอมาหลายปี คุณอรก็รู้”
“รู้ค่ะ ว่าเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่ง”
“เอาเป็นว่า ผมจะรอนะครับ”
หลังวางสาย เตชน์ยังคงมองโทรศัพท์อยู่พักหนึ่ง เพราะคำว่า ‘กลับมาวาดแล้ว’ เป็นคำที่ดีเหลือเกิน
ในฐานะแฟนคลับ ฐานะคนที่ชื่นชมงาน เตชน์บอกตัวเองว่าเขาตื่นเต้น ที่ได้รู้ว่าเธอกลับมาวาดภาพแล้ว แต่ในฐานะของคนที่รู้ว่าเธอกำลังจะหย่า เขากลับมีอีกหนึ่งความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าเธอเลย
แต่เขากลับแน่ใจว่าผู้หญิงที่วาดภาพออกมาโดยมีพลังแห่งความร้อนแรงเต็มเปี่ยม เธอคนนั้นต้องพกพาความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าแน่ แต่จะสวยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แค่ความมีเสน่ห์ที่สะท้อนออกมาจากผลงาน นั่นก็กลายเป็นสิ่งที่เขา ‘คลั่งไคล้’ มากมายอยู่แล้ว
และแน่นอนเขาจะไม่ยอมให้ศิลปินในดวงใจ ต้องเสียเปรียบ
แต่แล้วเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต ก็ทำให้เตชน์ต้องแค่นหัวเราะพร้อมส่ายศีรษะ เพราะแขกที่ไม่ได้รับเชิญของวันนี้คือ เขมกร
“ว่างไหม”
“บอกไม่ว่างได้หรือเปล่า”
เขมกรไม่สนมุก เขาเดินตรงมาที่โต๊ะทำงานของเพื่อนพร้อมวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้า
“ฉันแก้ข้อตกลงหย่ามาใหม่ นายช่วยดูให้หน่อย”
“นั่งก่อน”
เตชน์บอกเพื่อนแล้วก็เลื่อนแฟ้มเข้าหาตัว เปิดอ่านทีละหน้า โดยมีเขมกรนั่งฝั่งตรงข้าม สีหน้าดูเหนื่อยมากกว่าปกติเล็กน้อย
“บ้านหลังนั้น นายให้เธอ?”
“อือ”
“เงินสดก้อนนี้?”
“อือ”
เตชน์หยุดอ่านตัวเลข แล้วเงยหน้า
“น้อย”
เขมกรขมวดคิ้วทันที “น้อยตรงไหนวะ”
“ถ้าคิดว่า แค่ค่าใช้ชีวิตต่อจากนี้ โอเค มันมาก แต่ถ้าคิดถึงสิ่งที่เธอเสียไปหนึ่งปี ฉันว่าน้อย”
น้ำเสียงของเตชน์ยังเรียบ แต่ดวงตาจริงจังมองเพื่อนที่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
