บทที่ 15 ภรรยาที่เขาไม่เคยรู้จัก

ดวงตาคมเข้มของเขมกรมีแววครุ่นคิดตามที่เพื่อนบอก ก่อนจะไหววูบไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ที่ไม่ควรจะมาเกิดเอาตอนนี้ แต่ก็บอกตัวเองว่าทำสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เขาส่ายหน้าน้อย ๆ ยักไหล่แบบไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“เธอไม่ได้เสียอะไร ฉันไม่ได้บังคับให้เธอเลิกทำงาน”

“นายแน่ใจ?”

“ฉันรู้ว่าฉันทำอะไร”

เตชน์ใช้นิ้วเคาะบนเอกสารเบา ๆ

“นายอาจรู้ว่าตัวเองทำอะไร แต่นายไม่รู้ว่าเมียนายเคยทำอะไรต่างหาก”

เขมกรนิ่ง ตวัดสายตาขึ้นมองเพื่อน

“นายหมายถึงเรื่องวาดรูป?”

“ใช่”

“เธอกลับมาวาดแล้ว”

“เพิ่งรู้?”

สีหน้าของเขมกรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ดวงตาคมเข้มมองเพื่อน เหมือนจะมองให้ลึกเข้าไปว่าเตชน์กำลังพูดกับเขาในฐานะไหน

“นายรู้อะไรเกี่ยวกับเมียฉันเยอะ กว่าที่ควรหรือเปล่า”

คำถามนั้นทำให้เตชน์ชะงักเพียงเสี้ยววินาที แต่พอให้รู้ว่าถ้าเขมกรตั้งใจจับผิดจริง ๆ อาจจะเห็นสิ่งที่กำลังก่อเกิด นับตั้งแต่ได้รู้ว่าเขมกรจะหย่า

“ฉันรู้เรื่องงานศิลปะมากกว่านาย แค่นั้น”

เขาตอบพร้อมปิดแฟ้มลงครึ่งหนึ่ง สบสายตาเพื่อนอย่างไม่คิดจะหลบเช่นกัน

“ก่อนแต่งงาน อบเชยมีงานขายที่ต่างประเทศ มีนิทรรศการ และมีมูลค่าทางอาชีพ เธอหยุดทำงานเพราะการแต่งงานหนึ่งปี นายจะทำเป็นว่า เวลาตรงนั้นไม่มีราคาไม่ได้”

“นี่นายเป็นทนายฉัน หรือทนายเมียฉันกันแน่วะ”

คำถามตรงเป้าของเขมกรไม่ได้ทำให้เตชน์รีบตอบ เขาใช้ปลายปากกาเคาะลงบนตัวเลขตรงหน้าเบา ๆ สองครั้ง ก่อนยกสายตาขึ้น

“ถ้านายอยากได้ทนายที่พยักหน้าตามทุกอย่างที่นายเสนอ นายก็ไม่ควรเอาเอกสารมาให้ฉันดูตั้งแต่แรก”

“แต่ฉันเป็นลูกความนาย”

“เปล่า” เตชน์ตอบโดยเร็ว ยกมุมปากขึ้นนิด ๆ จนมองไม่รู้ว่ายิ้มหรือว่าเหยียดกันแน่

“นายเป็นเพื่อนฉันต่างหาก แล้วฉันกำลังช่วยไม่ให้เพื่อนตัวเองกลายเป็นไอ้สารเลว ที่ทิ้งเมีย แล้วยังจ่ายค่าชดเชยเหมือนให้ค่ารถกลับบ้าน”

“ไอ้เตชน์”

น้ำเสียงเข่นเขี้ยวของเขมกรเปล่งออกมา พร้อมดวงตาที่หรี่มอง ทำให้เตชน์หัวเราะเบา ๆ

“อะไร”

“ฉันชักอยากต่อยหน้านายแล้ว”

“ก็ต่อยสิ”

เขาเอนหลังอย่างไม่สะทกสะท้าน

“แต่ต่อยเสร็จแล้ว เพิ่มเงินให้อบเชยด้วย”

คิ้วเข้มของเขมกรขยับทันที ไม่ใช่เรื่องเพิ่มเงิน แต่เป็นเรื่อง...

“นี่นายเรียกเมียฉันว่า อบเชย ตั้งแต่เมื่อไร”

คราวนี้ความเงียบขยับเข้ามาอยู่กลางโต๊ะ เตชน์หยุดยิ้มไปเสี้ยววินาที ก่อนทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไร

“แล้วจะให้ฉันเรียกว่าอะไร”

“ปกตินายเรียกเมียฉันว่า ‘เมียนาย’”

“งั้นเหรอ จำไม่ได้ว่ะ”

ตอบเพื่อนแบบกลั้วหัวเราะทั้งที่ตัวเขาเองจำได้ และจำได้ดีด้วย เพราะชื่อ ‘อบเชย’ อยู่ในหัวเขามานานกว่าที่เขมกรจะรู้เสียอีก

และแล้วโอกาสที่เตชน์เฝ้ารอมาหลายปีก็มาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้ เพราะบ่ายวันต่อมา เขาก็มายืนอยู่หน้าสตูดิโอของอบเชยซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมสีเขียวหม่นอยู่ภายในสวนของบ้านเขมกรนั่นเอง

ข้ออ้างที่มาในวันนี้มีพร้อม เมื่อเจ้าของแกลเลอรีฝากเอกสารชุดหนึ่งเกี่ยวกับผลงานเก่ามาให้ และเขาก็อ้างว่าต้องผ่านมาทำธุระใกล้ ๆ แถวนี้พอดี ความจริงคือ เขาไม่ได้ผ่าน แต่ต้องขับรถอ้อมมาเกือบชั่วโมง

เตชน์ยืนมองประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดกริ่ง แต่... เงียบ ไม่มีใครออกมาเปิด เขากดอีกครั้ง แต่ด้านในก็ยังไม่มีเสียง ทว่าขณะที่กำลังคิดว่าจะโทร.หาเจ้าของแกลเลอรี ประตูก็เปิดออก

“ขอโทษค่ะ เชยไม่ได้ยิน...”

คนที่เยี่ยมหน้าจากประตูออกมาพูด หยุดเมื่อเห็นเขา และเตชน์เองก็หยุดเช่นกัน นิ้วมือที่กำลังกดตัวเลขชะงักค้าง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอบเชยตัวจริง ต้องเป็นอบเชยไม่ผิดแน่ เพราะหล่อนแทนตัวเองว่า ‘เชย’ ทว่าทันทีที่เห็นก็ทำให้รู้ว่า ภาพวาดของอบเชยทุกภาพที่เขาเคยเห็นและได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เตรียมเขามาสำหรับเรื่องนี้เลย

เพราะ... ร่างอรชรอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาว เผยช่วงไหล่ และต้นแขนเนียน สวมกางเกงขายาวตัวหลวมสีน้ำตาลเข้มมีคราบสีเปื้อนตรงเข่า และยังมีเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลตัวใหญ่ผูกไว้รอบเอว ส่วนผมที่คิดว่ายาวถูกรวบขึ้นสูงอย่างลวก ๆ เมื่อรวมกับใบหน้าไร้เครื่องสำอางมีสีแดงติดแก้มหนึ่งปื้น เท้าเปล่า และในมือยังถือพู่กัน นั่นทำให้เขาแทบลืมหายใจ

อบเชยเองก็มองผู้ชายหล่อจัดตรงหน้าที่มองหล่อนแบบอึ้ง ๆ เขาดูเป็นหนุ่มออฟฟิศ เพราะใส่กางเกงสแลคสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีคราม แต่เพราะเสื้อเชิ้ตสีครามนี่แหละที่บ่งบอกว่า เขาอาจเป็นหัวหน้างานหรือไม่ก็ผู้บริหาร เพราะอารมณ์ของสีครามให้ความรู้สึกสงบ ลึกลับ หรูหรา และน่าเชื่อถือ หรืออาจเป็นตัวแทนของสีแห่งจินตนาการและสัญชาตญาณก็ได้ แต่ถ้าเป็นแง่ลบ สีนี้โดดเดี่ยวเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าพนักงานโดยทั่วไปน่าจะใส่สีอ่อนที่โดยรวมเรียกว่าสีสุภาพมากกว่า แต่เขาที่มองหล่อนไม่วางตานี้ เป็นคนที่พี่อรบอกว่าเอาเอกสารมาส่งจริงหรือ?

“คุณคะ? คุณ... คุณคะ!”

และเสียงเรียกก็ทำให้เตชน์ดึงสติของตัวเองกลับมา รู้ตัวว่ามองหล่อนนานกว่าคำว่ามารยาท

“ครับ ขอโทษครับ” ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ “คุณอบเชยใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ”

“ผมเตชน์”

ดวงตาคู่สวยที่บ่งบอกความมั่นใจนั้น ไม่มีแววจำได้ ก็แน่นอนล่ะ เพราะสำหรับหล่อน เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า

“เตชน์?”

“ครับ ผมเป็นเพื่อนของเขมกร”

แววตาของอบเชยเปลี่ยนทันที ไม่มากแต่เตชน์ก็เห็น หล่อนมองซองเอกสารในมือเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป