บทที่ 2 ภาพที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่มอง 2
ไม่ใช่เพราะภาพวาด แต่เพราะเขาเคยเห็นโต๊ะอาหารแบบนั้น เคยเห็นจานสองใบ เคยเห็นแจกันดอกไม้ และเคยเห็นผู้หญิงในชุดสีขาวนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ตัวเดิมหลายต่อหลายครั้ง เพียงแต่เขาไม่เคยหยุดมองนานพอ
“คุณรู้จักศิลปินหรือคะ”
ภัณฑารักษ์ถามด้วยน้ำเสียงสนใจ
เขมกรเงียบไปนาน คำตอบง่ายที่สุด คือ ‘รู้จัก’
เขาเคยใช้ชีวิตร่วมกับหล่อน เคยสัมผัสร่างกายของหล่อน เคยเห็นหล่อนตื่นนอนโดยไม่มีเครื่องสำอาง เคยได้ยินเสียงหล่อนหัวเราะ และเคยรู้ว่าหล่อนชอบนอนตะแคงข้างไหน
แต่นั่นเรียกว่ารู้จักได้จริงหรือ ในเมื่อ... เขาไม่เคยรู้ว่าหล่อนชอบสีอะไร ไม่เคยรู้ว่าหล่อนวาดภาพแบบไหน ไม่เคยถามว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเดินทางไปทั่วโลก จึงยอมปิดตัวเองอยู่ในบ้านตลอดหนึ่งปี ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่าหล่อนมีชื่อเสียง
“เราเคยรู้จักกัน” เสียงของเขาแหบพร่าอย่างที่เจ้าตัวไม่คุ้นเคย
ภัณฑารักษ์ยิ้ม ก่อนจะขอตัวไปดูแลแขกคนอื่น จึงเหลือเพียงเขมกรยืนลำพังอยู่หน้าภาพนั้น ชายหนุ่มยื่นมือไปแตะกระจกกั้นผลงานเบา ๆ ก่อนจะชักมือกลับ เมื่อรู้ว่าการสัมผัสใด ๆ ไม่อาจเข้าถึงผู้หญิงในภาพได้อีกแล้ว
เสียงปรบมือดังขึ้นจากห้องด้านใน เป็นสัญญาณว่าอบเชยกำลังจะปรากฏตัว ผู้คนต่างทยอยเดินไปยังต้นเสียง ทิ้งให้เขมกรยืนอยู่ตรงที่เดิม เขาตัดสินใจเดินตามไป พร้อม ๆ กับภาพในความทรงจำตลอด 1 ปี ย้อนกลับคืนมา
ที่นั่น... โต๊ะตัวเดิม แจกันดอกไม้แบบเดิม และผู้หญิงคนเดิม ในวันที่หล่อนยังเป็นภรรยาของเขา และในวันที่เขายังไม่รู้ว่า กำลังจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยมือของตัวเอง
“คุณผู้หญิงจะให้ตั้งโต๊ะตอนหนึ่งทุ่มเลยไหมคะ”
อบเชยเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ก่อนส่ายหน้า
“รอคุณเขมกลับมาก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวอาหารเย็นหมด”
อบเชยตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนก้มลงจัดก้านดอกไม้ต่ออย่างตั้งใจ
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีครีมเรียบหรู เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย เครื่องประดับบนตัวมีเพียงต่างหูมุกและแหวนแต่งงานวงบาง
ทุกอย่างในตัวหล่อนดูเหมาะสมกับบ้านหลังนี้ เหมาะสมกับนามสกุลของสามี และเหมาะสมกับบทบาทภรรยาของนักธุรกิจหนุ่มผู้เพียบพร้อม มีเพียงรอยสีน้ำเงินเล็ก ๆ ใต้เล็บนิ้วชี้เท่านั้นที่ดูไม่เข้าพวก
อบเชยมองช่อดอกกุหลาบตรงหน้า ก่อนแต่งงาน หล่อนไม่เคยอยู่ที่ใดนานเกินสามเดือน บางครั้งใช้ชีวิตอยู่ในสตูดิโอเล็ก ๆ ที่ปารีส บางครั้งบินไปวาดทิวทัศน์ในชนบทของอิตาลี หรือขังตัวเองอยู่ในห้องพักริมทะเลหลายสัปดาห์เพียงเพื่อรอแสงในเวลาที่ต้องการ
จนกระทั่งเขมกรขอแต่งงาน
‘คุณรังเกียจไหม ถ้าเราต้องแต่งงานกัน’
อบเชยไม่เคยรังเกียจเขา เพราะเขมกรเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทบิดา เป็นพี่ชายที่หล่อนเคยมองตามตั้งแต่วัยเด็ก หล่อเหลา สุขุม และอยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึงเสมอ หล่อนจึงเก็บทุกอย่างไว้และเป็นเพียงคนแอบรัก จนวันที่เขาเอ่ยขอแต่งงาน รู้ว่าเป็นการแต่งทางธุรกิจ รู้ว่าเขาไม่ได้รัก แต่หัวใจหล่อนก็เต็มไปด้วยความหวัง ว่าสักวันหนึ่งจะทำให้เขารักหล่อนให้ได้
และจากผู้หญิงที่เดินทางตามฝันไปทั่วโลก แค่เขาพูดว่าชอบผู้หญิงเรียบร้อย ไม่ชอบคนที่ใช้ชีวิตวุ่นวาย หล่อนจึงสรุปเองว่า หากอยากให้ชีวิตแต่งงานราบรื่น ก็ควรลดสิ่งที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายเหล่านั้นลง และทำตัวเป็นภรรยาที่ดี เป็นผู้หญิงในแบบที่สามีชอบ
อบเชยมองโต๊ะอาหารที่จัดไว้เรียบร้อย วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปี หล่อนเลือกดอกกุหลาบสีขาว เพราะเป็นดอกไม้ที่ใช้ประดับในงานแต่งงาน เลือกไวน์ขวดที่เขมกรชอบ และทำอาหารทุกอย่างด้วยตัวเอง รวมทั้งยังมีและมีของขวัญที่หล่อนสั่งทำให้เขาเป็นพิเศษ เป็นปากกาหมึกซึมด้ามสีดำ สลักอักษรย่อชื่อของทั้งคู่ไว้ข้างกัน
แม้ไม่ใช่ของที่มีราคาแพงสำหรับคนอย่างเขมกร แต่หล่อนหวังว่าเขาจะใช้มันเซ็นสัญญาสำคัญ และคิดถึงหล่อนสักครั้งในวันที่งานหนัก
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นบนโต๊ะกลางห้องรับแขก อบเชยหันไปมองโดยอัตโนมัติ โทรศัพท์เครื่องนั้นไม่ใช่ของหล่อน แต่เป็นของเขมกรที่ลืมไว้ตั้งแต่เช้า
ตลอดวันไม่มีสายเรียกเข้า เพราะคนทำงานส่วนใหญ่น่าจะติดต่อผ่านเลขาฯ หรือโทรศัพท์อีกเครื่องที่เขาพกติดตัว แต่ครั้งนี้ หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมข้อความจากชื่อที่อบเชยไม่คุ้นเคย
‘รินรดา’
หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจอ่าน ทว่าข้อความสั้น ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอก็ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้
‘ครบหนึ่งปีแล้วนะคะ ฉันกลับมาตามสัญญา’
มือของอบเชยเย็นเฉียบ หล่อนยืนมองอยู่หลายวินาที ก่อนหน้าจอจะดับลง
‘ครบหนึ่งปี ตามสัญญา’
ข้อความนั้นอาจหมายถึงเรื่องงาน เรื่องการเดินทาง หรือข้อตกลงอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับหล่อนเลย เพราะเขมกรทำธุรกิจกับคนมากมาย มีเรื่องที่หล่อนไม่รู้ก็เป็นธรรมดา และตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยทำสิ่งใดให้หล่อนสงสัยเรื่องผู้หญิงอื่น
เขากลับบ้านตรงเวลา ไม่เคยมีรอยลิปสติก ไม่เคยมีกลิ่นน้ำหอมแปลกปลอม และไม่เคยใช้ชีวิตเสเพล แม้เขาอาจไม่ใช่สามีที่หวานซึ้ง แต่ก็ให้เกียรติเสมอ ดังนั้น หล่อนจึงไม่มีสิทธิ์คิดร้ายเพียงเพราะข้อความเดียว
ทว่า... หัวใจที่หวีดหวิวอย่างไม่มีเหตุผลก็ทำให้ทั้งร่างสะท้านอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
