บทที่ 3 เธอคนนั้นเป็นภรรยาของเพื่อน
ในเวลาเดียวกัน เครื่องบินจากสิงคโปร์กำลังเคลื่อนเข้าสู่ลานจอด ‘รินรดา’ ถอดแว่นดำออก ขณะมองผ่านกระจกไปยังแสงไฟของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ริมฝีปากสีแดงคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
หนึ่งปีไม่ใช่เวลาสั้น แต่หล่อนอดทนรอมาได้ เพราะผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกให้เขมกรเป็นคนที่เหมาะสมกับการเป็นสะใภ้ของตระกูลใหญ่ แต่ความเหมาะสมไม่เคยมีค่าเท่าความรัก
เขมกร ‘รัก’ หล่อน
ก่อนแต่งงาน เขาพูดด้วยตัวเองว่าให้หล่อนรอ หนึ่งปีเท่านั้น เมื่อธุรกิจของสองครอบครัวมั่นคง เขาจะหย่าและกลับมาแต่งงานกับหล่อน ในฐานะผู้หญิงที่เขา ‘รัก’
รินรดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูข้อความที่ส่งไปเมื่อครู่ ยังไม่มีคำตอบ หล่อนไม่ได้กังวล เขมกรเป็นคนรักษาคำพูด และ ‘คืนนี้’ คือ คืนที่ข้อตกลงสิ้นสุดลง
หญิงสาวเลื่อนดูภาพถ่ายในโทรศัพท์ ภาพของหล่อนกับชายหนุ่มต่างชาติคนหนึ่งปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบกดลบทิ้ง เรื่องบางเรื่องควรถูกทิ้งไว้ในต่างประเทศ เพราะคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่จำเป็นต้องแบกอดีตทุกชิ้นกลับมาด้วย
อาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีบนถนนสายเงียบยังเปิดไฟอยู่เกือบทุกชั้น แม้เวลาจะล่วงเลยเกินสองทุ่ม ป้ายทองเหลืองหน้าประตูสลักชื่อสำนักงานกฎหมายซึ่งดำเนินกิจการมาตั้งแต่รุ่นปู่ของเจ้าของคนปัจจุบัน
บรรพบุรุษของตระกูลนี้รับราชการในกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่สมัยที่ระบบกฎหมายไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีทั้งอดีตผู้พิพากษา อัยการ และที่ปรึกษากฎหมายของตระกูลเก่า ก่อนคนรุ่นหลังจะก่อตั้งสำนักงานกฎหมายซึ่งรับดูแลข้อพิพาทของกลุ่มธุรกิจใหญ่
‘เตชน์’ เติบโตมากับหนังสือกฎหมายเก่า เอกสารสำคัญ และบทสนทนาเรื่องคดีความบนโต๊ะอาหาร เขาไม่ใช่ทนายความที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ก็ไม่ใช่ทายาทที่มีเพียงชื่อสกุลค้ำหัว คดีควบรวมกิจการมูลค่าหลายพันล้านซึ่งเพิ่งจบลงในวันนี้ เป็นหลักฐานว่าชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ คนนี้ มีฝีมือมากพอจะทำให้ทั้งฝ่ายตรงข้ามและลูกความไม่กล้ามองข้าม
“เอกสารชุดสุดท้าย ส่งให้ลูกความแล้วครับ”
ผู้ช่วยหนุ่มรายงาน ขณะเดินเข้ามาในห้องทำงานกว้าง
“ฝ่ายนั้นตอบอะไรไหม”
“ถามว่าคุณเตชน์สนใจรับเป็นที่ปรึกษาถาวรหรือเปล่า”
“ปฏิเสธไป”
“ค่าตอบแทนสูงมากนะครับ”
“สูงแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับการต้องนั่งประชุมกับคนที่ไม่ยอมอ่านสัญญาของตัวเอง”
ผู้ช่วยหัวเราะ ก่อนหันไปมองภาพวาดขนาดกลางบนผนัง ท่ามกลางชั้นหนังสือกฎหมาย เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า และภาพถ่ายบรรพบุรุษในชุดราชการ ภาพนั้นโดดเด่นราวกับไม่ควรอยู่ในห้องเดียวกัน
สีแดง สีน้ำเงิน และสีดำปะทะกันอย่างรุนแรง ตรงกลางเป็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังผลักกรอบสี่เหลี่ยมออกจากตัว ร่างกายของหล่อนแทบถูกสีเข้มกลืนกิน แต่ดวงตากลับสว่างและท้าทายอย่างประหลาด
“มีนักสะสม โทร.มาถามเรื่องภาพนี้อีกแล้วครับ เพิ่มราคาเป็นสามเท่าจากครั้งก่อน”
เตชน์เงยหน้าจากเอกสาร ดวงตาคมเข้มจ้องมองผู้หญิงในภาพราวกับหล่อนมีตัวตนตรงหน้า เขาจำวันประมูลภาพนั้นได้ดี ผู้คนในงานแทบไม่มีใครยกป้ายสู้ราคา เพราะมันไม่ใช่ภาพที่สวยสะดุดตา ไม่มีทิวทัศน์ ไม่มีดอกไม้ และไม่เหมาะกับการแขวนประดับห้องรับแขก แต่ทันทีที่เห็น เตชน์กลับรู้สึกเหมือนผู้หญิงในภาพกำลังดิ้นรนหนีออกจากบางสิ่ง เขาจึงเป็นคนยกป้ายเพื่อให้ได้ผลงานนี้มาครอบครอง
หลายปีต่อมา ชื่อของศิลปินหญิงเจ้าของนามว่า ‘อบเชย’ เริ่มปรากฏในนิทรรศการต่างประเทศ ผลงานของหล่อนเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็ว แต่แล้วจู่ ๆ ศิลปินก็เงียบหายไป มีข่าวว่าหล่อนแต่งงาน
แววตาลุ่มลึกของเตชน์ยังคงมองผู้หญิงในภาพ หวังว่าหล่อนหนีออกจากกรอบนั้นได้สำเร็จ
“ถ้าโทร.มาอีก ก็บอกไปว่า เท่าไรก็ไม่ขาย”
เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น เตชน์เหลือบมองก็เห็นชื่อของ ‘เขมกร’ ปรากฏบนหน้าจอ
“ว่าไง”
“ยังอยู่สำนักงานหรือเปล่า”
“อยู่”
“พรุ่งนี้ฉันมีเรื่องอยากให้นายช่วยดู”
“เรื่องอะไร”
ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเสียงทุ้ม ๆ จะเอ่ยออกมา
“เอกสารหย่า”
สายตาของเตชน์ที่ยังคงจับอยู่กับภาพวาดบนผนัง มีแววชะงักเล็กน้อย จากที่ไม่สนใจเรื่องที่เขมกรโทร.มา ก็ต้องย้อนกลับมาฟังให้แน่ใจ
“นายจะแต่งงานกับรินรดา”
“อืม”
“แล้วภรรยานายรู้หรือยัง”
“พรุ่งนี้ก็รู้”
คำตอบเรียบง่าย ราวกับกำลังพูดถึงการยกเลิกสัญญาธุรกิจฉบับหนึ่ง ทำให้คิ้วเข้มของเตชน์ขมวดมุ่น
“นี่นายไม่เคยบอกเธอ เรื่องกำหนดหนึ่งปีเหรอ”
“ก็ไม่จำเป็นต้องบอกนี่ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้”
“ทุกคน… แต่นายเพิ่งบอกว่าเธอไม่รู้”
เตชน์พูดย้ำ และปลายสายก็เงียบไป ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญเล็กน้อย
“พรุ่งนี้ค่อยคุย ฉันแค่อยากให้นายช่วยตรวจเอกสารให้เรียบร้อยที่สุด ไม่อยากให้เรื่องยุ่ง”
เตชน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามท่องไว้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใคร แม้ว่าจะเป็นเพื่อนก็ตาม
“ฉันส่งเอกสารเข้าไลน์ให้แล้ว นายดูหน่อยว่าต้องเพิ่มเติมอะไรไหม”
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองบนหน้าจอแล็ปท็อป คลิกเปิดเอกสารที่เขมกรส่งมาให้แบบเนือย ๆ เพราะเคยปฏิเสธเพื่อนไปแล้วว่าไม่ทำเรื่องเอกสารหย่า แต่เขมกรที่ไม่ไว้ใจใครกลับบอกว่าจะให้ทีมกฎหมายของบริษัทร่างเอกสารขึ้นมาให้ครอบคลุมที่สุด แล้วให้เขาแค่ตรวจสอบเท่านั้น
ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนลงมาถึงชื่อคู่สมรส ดวงตาคมเข้มก็ต้องเบิกกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามองภาพวาดบนผนังอีกครั้ง
“ภรรยาของนายชื่อ อบเชย”
“อืม... อบเชย วรนันท์ ตอนจดทะเบียน เธอไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล ทำไม?”
“ไม่มีอะไร แค่ชื่อเหมือนศิลปินภาพวาดที่ฉันชอบ”
“ไม่ใช่หรอก เคยเห็นวาดเล่นบ้างนิดหน่อย ไม่ได้จริงจัง”
คำว่า ‘วาดเล่น – ไม่ได้จริงจัง’ ทำให้เตชน์กำโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้น
“พรุ่งนี้สิบโมง ฉันเข้าไปหา”
“อืม”
เตชน์ตัดสาย ผู้ช่วยซึ่งยังยืนอยู่ในห้องมองสีหน้าของเจ้านายอย่างสงสัย
