บทที่ 3 บังเอิญเจอ

“อรุณสวัสดิ์ตอนเช้าค่ะคุณลี”

“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่อิ่ม” ลีอาห์เอ่ยทักทายกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน หลังจากที่พี่แม่บ้านซึ่งกำลังยืนเช็ดราวบันไดเงยหน้าขึ้นมาทักเธอก่อน จากนั้นหญิงสาวก็ก้าวลงบันไดต่อ แล้วรีบตรงดิ่งไปยังห้องครัวทันที

“กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ”

ร่างเล็กโผล่หน้าเข้าไปทักทายบรรดาป้าแม่บ้านที่ยืนล้อมวงคุยกันอยู่ในครัว เสียงหัวเราะคิกคักของพวกเขาหยุดลงทันทีเมื่อเธอเอ่ยถามขึ้น สายตาหลายคู่หันมาทางเธอพร้อมรอยยิ้ม

“ทำข้าวต้มค่ะ คุณลีจะกินตอนนี้เลยไหมคะ พวกป้าเพิ่งทำเสร็จร้อน ๆ เลยค่ะ” ป้าแม่บ้านคนหนึ่งรีบเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงใจดี

“กินตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ ลีหิวแล้ว” เธอตอบพร้อมกับยิ้มกว้างดวงตาเป็นสระอิ

“งั้นคุณลีไปนั่งรอที่ห้องอาหารก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าจะตักไปให้”

“ค่ะ” ลีอาห์พยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังห้องอาหารที่อยู่ติดกันกับห้องครัว

โดยห้องอาหารยามเช้าดูเงียบสงบ แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามา ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นน่านั่ง หญิงสาวเดินมานั่งลงที่นั่งประจำของตัวเอง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนขาสั้นขึ้นมาไถเล่นแก้เบื่อ

“ข้าวต้มร้อน ๆ มาแล้วค่ะคุณลี”

ร่างเล็กที่นั่งเล่นโทรศัพท์รอไม่นาน ป้าแม่บ้านก็ยกถาดข้าวต้มมาวางตรงหน้า กลิ่นหอมกรุ่นลอยขึ้นชวนให้น้ำลายสอ

“ขอบคุณค่ะป้า” ลีอาห์เอ่ยพูดขึ้นมา จากนั้นหยิบช้อนขึ้นตักข้าวต้มคำแรก ความอุ่นร้อนของน้ำซุปซึมซาบไปทั่วร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายท้องอย่างบอกไม่ถูก

“รู้สึกดีจัง”

“รีบจัดการสิ่งที่กูบอก อย่าให้มีผิดพลาด”

แต่ระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับข้าวต้มอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาแทรก ซึ่งเป็นเสียงคุ้นหู ที่เธอจำได้ดีว่าเป็นเสียงของใคร

โดยไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวเดินเข้ามาในห้องอาหารที่เธอนั่งอยู่

มาเฟียหนุ่มผู้เย็นชาไม่ได้แม้แต่ปรายตามองใครอีกคนที่นั่งกินข้าวอยู่ก่อนหน้า เขาเพียงเดินตรงไปยังเก้าอี้ประจำของตัวเอง แล้วทรุดตัวนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจ 

ลีอาห์เห็นเช่นนั้นก็เพียงแค่เหลือบตามองเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มของตัวเองต่อ เลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจเช่นเดียวกัน 

“วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง ทำไมได้มานั่งกินข้าวสบายใจเฉิบอยู่แบบนี้”

ลีอาห์ที่กำลังนั่งกินข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อยถึงกับชะงักมือ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเข้มดังขึ้นจากอีกฟากของโต๊ะ บรรยากาศที่เงียบสงบในห้องอาหารเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำเสียงนั้น เธอหยุดเพียงครู่ ก่อนจะทำเป็นไม่สนใจ แล้วตักข้าวต้มเข้าปากต่อไป

“ฉันถามอยู่ ทำไมไม่ตอบ”

น้ำเสียงเข้มดังขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ร่างเล็กถอนหายใจออกมาเบา ๆ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับเลื่อนสายตาไปจ้องมองร่างสูง

“ถามฉันเหรอคะ” หญิงสาวเลิกคิ้วถามกลับ แววตาไม่เกรงกลัวแม้จะเห็นอีกฝ่ายนั่งกอดอกพิงเก้าอี้ จ้องเธอด้วยสายตาเย็นชา

“อยู่กันแค่สองคน ถ้าฉันไม่ได้ถามเธอแล้วฉันจะถามใคร”

“…..” ลีอาห์เบ้ปากเล็กน้อย พลางถอนหายใจออกมาพรืดยาว “ก็ฉันไม่คิดว่าคุณจะพูดด้วยนี่นา”

“แทนตัวเองเหมือนเดิม” น้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจดังขึ้น

“ไม่ ทำไมฉันต้องทำตามที่คุณบอกด้วย” เธอแกล้งย้อนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ในใจเริ่มรู้สึกเกร็งกับสายตาคมคู่นั้น

“อย่าให้ฉันพูดซ้ำเป็นครั้งที่สามนะลีอาห์ คนอย่างฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความอดทนมากขนาดนั้น”

เพียงแค่ร่างสูงเอ่ยพูดออกมา บรรยากาศในห้องอาหารก็เงียบกริบ จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงช้อนกระทบชาม

“ทำไม คุณจะทำอะไร” หญิงสาวขมวดคิ้ว

“ถ้าอยากรู้... ก็พูดออกมาให้ฉันได้ยินอีกสิ เพราะถ้าเธอหลุดพูดออกมาอีกครั้ง ฉันจะจัดการเธอแน่”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ทำให้หัวใจร่างเล็กเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ลีอาห์ชะงักไปครู่ ก่อนจะแสดงสีหน้าไม่พอใจทันที เธอวางช้อนลงกับโต๊ะอย่างแรง แล้วรีบลุกพรวดจากเก้าอี้

“จะไปไหน”

เสียงคมเข้มดังขัดจังหวะขึ้น เมื่อร่างเล็กกำลังจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องอาหาร

“กลับขึ้นห้อง” เธอตอบเสียงแข็งโดยไม่หันกลับมามอง

“กินข้าวเสร็จแล้วหรือไง”

“เสร็จแล้ว”

“แล้วที่ฉันถามไปล่ะ เธอยังไม่ตอบฉัน”

หญิงสาวหยุดก้าวชั่วครู่ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะหันกลับมาตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

“วันนี้อาจารย์ยกคลาส ค่ะ!”

ร่างเล็กเน้นคำว่าค่ะอย่างชัดเจนราวกับตั้งใจยั่วโมโห แล้วรีบหันหลังเดินออกไปทันที โดยไม่รอให้เขาพูดอะไรต่อ 

“ดื้อด้าน” มาโครบ่นพึมพำออกมา จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบแท็บเล็ตที่ตัวเองถือติดมือมาขึ้นมาเปิดอ่านงาน 

หลายวันต่อมา...

“เส้นนี้เป็นไง”

เจษฎ์ยกเนกไทสีกรมท่าขึ้นลองทาบกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พนักงานหยิบมาให้ ก่อนจะหันมาถามความคิดเห็นจากเพื่อนสาวที่ยืนกอดอกมองอยู่ไม่ไกล

“ดีนะ เข้ากับเจษฎ์มากเลย ดูสุภาพด้วย” ลีอาห์เอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ

โดยในตอนนี้ทั้งคู่กำลังยืนอยู่ภายในร้านเสื้อผ้าผู้ชายใจกลางห้างสรรพสินค้าใหญ่ จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก แต่เพราะเพื่อนชายดันชวนให้มาช่วยเลือกชุด และเธอเองก็ไม่มีธุระอะไร จึงยอมมากับเพื่อน

ลีอาห์เดินเข้าไปหยิบสูทตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วรีบเดินกลับมาลองทาบกับเพื่อนแล้วหันเอียงศีรษะพิจารณา

“ถ้าใส่สูทตัวนี้กับเนกไทที่เลือกเมื่อกี้ ลีว่ามันเข้ากับเจษฎ์ดีนะ”

“เหรอ แต่เจษฎ์ว่ามันดูเป็นผู้ใหญ่เกินไปนะ” เจษฎ์หันไปถามเสียงกึ่งลังเล พลางมองสูทในมืออีกรอบ

“ไปพบคนใหญ่คนโตก็ต้องแต่งตัวแบบนี้แหละ จะได้ดูโต ดูน่าเชื่อถือด้วย” ลีอาห์ยิ้มตอบอย่างมั่นใจ

“โอเค งั้นเอาตัวนี้ก็ได้” เจษฎ์หัวเราะเบา ๆ อย่างยอมแพ้ ก่อนจะหันไปยื่นชุดที่เพื่อนสาวเลือกให้พนักงานจัดการต่อ

โดยระหว่างที่ยืนรอ หญิงสาวก็เดินมองนั่นดูนี่ไปทั่วร้านด้วยความเพลิดเพลิน สินค้าแต่ละชิ้นถูกจัดเรียงไว้อย่างหรูหรา บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยผู้ชายวัยทำงานที่แวะมาเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่ไม่นานนัก เจษฎ์ก็กลับมาหาอีกครั้ง หลังจากที่จัดการจ่ายเงินเสร็จ

“ไปกันเถอะ” เจษฎ์ยกถุงเสื้อผ้าในมือพลางส่งยิ้ม

ซึ่งทั้งสองคนก็เดินออกมาจากร้านพร้อมกัน ซึ่งแสงไฟของห้างสรรพสินค้าที่สว่างไสวและผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นยิ่งขึ้น

“เราไปกินปิ้งย่างกันต่อไหม ร้านที่ลีชอบ” เจษฎ์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ก็อยากไปนะ” หญิงสาวลากเสียงนิดหน่อย ก่อนจะเหลือบตามองเขา “แต่ไหนเจษฎ์บอกว่าต้องกลับบ้านไม่ใช่เหรอ”

เจษฎ์ทำหน้าเก้อแสร้งเกาหัวพลางหัวเราะ “ก็ใช่... แต่เดี๋ยวกลับตอนเย็น ๆ ก็ได้”

“แน่ใช่ไหม” ลีอาห์แกล้งเลิกคิ้วใส่เพื่อนชาย “อย่าโกหก รีบก็บอกรีบ”

“ไม่รีบ ไปได้”

“โอเค งั้นไปกินปิ้งย่างกัน” ลีอาห์ตอบตกลงเสียงสดใส ก่อนจะก้าวนำเพื่อนชายออกจากโซนร้านเสื้อผ้า แล้วเดินตรงไปยังร้านปิ้งย่างที่อยู่อีกฝั่งของตัวห้างสรรพสินค้า

แต่ระหว่างที่เธอกำลังเดินเพลินอยู่นั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงคุ้นตาของใครบางคน คนที่เธอไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอในสถานที่แบบนี้กำลังเดินสวนมา

ทว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว หากแต่มีหญิงสาวร่างสูงเพรียวคนหนึ่งคล้องแขนอยู่ข้างกาย และถ้าเธอจำไม่ผิด หญิงสาวคนนั้นก็คือนางแบบสาวดาวรุ่งที่กำลังเป็นที่จับตามอง และมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในช่วงนี้นั่นเอง

และเหมือนเป็นจังหวะเดียวกัน อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมาพอดี ทำให้ดวงตาคมสบเข้ากับสายตาของเธออย่างจัง

บรรยากาศรอบตัวพลันเหมือนเงียบลงทันที ทั้งที่ผู้คนยังเดินพลุกพล่านอยู่เต็มทางเดิน แต่สิ่งที่ลีอาห์สัมผัสได้กลับเป็นเพียงแรงกดดันจากสายตาของเขา

“เป็นอะไรหรือเปล่าลี” เจษฎ์ที่เดินตามมาก็ทักด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าอยู่ดี ๆ เพื่อนสาวก็หยุดเดิน

หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งรอยยิ้มบาง ๆ กลบเกลื่อน “เปล่าหรอก ไม่มีอะไร ไปกันต่อเถอะ” 

ลีอาห์สูดหายใจเข้าลึก กดสายตาไม่ให้หันไปมองคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป