บทที่ 1 ในวันฝนตก
หกเดือนก่อนเกิดปัญหา...
ผู้คนต่างก็พากันวิ่งหนีฝนอย่างอลหม่าน เมื่อพายุฝนฟ้าคะนองกระหน่ำซัดจนท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่นสลับกับแสงฟ้าแลบ เคล้ากับสายฝนที่ยังคงถล่มเกาะฮ่องกงไม่หยุด
กลิ่นไอฝนผสมกับกลิ่นควันรถและอาหารข้างทางลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แต่วิสัยทัศน์กลับพร่ามัวจนเห็นเพียงแสงนีออนสลัวจากป้ายร้านรวงที่กะพริบถี่ๆ เท่านั้น
‘หลินเฟยหลง’ หรือ ‘อลัน’ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี วิ่งเข้ามาหลบฝนอยู่ที่ใต้ชายคาแคบๆ ของตึกแถวโบราณย่านเซ็นทรัล
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทเปียกชื้นจนเนื้อผ้าแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาถอดสูทตัวนอกทิ้งและพับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแกร่งและนาฬิกาเรือนหรูที่บอกเวลาเกือบสี่ทุ่ม
เขาเพิ่งเสร็จธุระจากกลุ่มอิทธิพลมืด...
การเจรจาเต็มไปด้วยความดุเดือด แต่แววตาของเขากลับไม่เผยให้เห็นถึงความหนักใจ ในเมื่อเลือกที่จะเดินไปข้างหน้า เขาก็จะไม่หันหลังกลับเด็ดขาด
“จะตกอีกนานแค่ไหน?”
เขาบ่นพึมพำภายใต้หน้ากากอนามัยสีดำสนิท ด้วยไม่ปรารถนาให้คนทั่วไปเห็นหน้า หรือแม้แต่ใครสักคนที่อาจจำเขาได้จนเกิดเรื่อง
ยังไงซะ... เขาก็ไม่ใช่พวกมือสะอาดตั้งแต่แรกเริ่ม
“มารับที่ซอย xxx”
อลันสั่งงานลูกน้องผ่านข้อความเสียง ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้งพร้อมถอนหายใจยาว
เขาเกลียดหน้าฝน... เพราะมันทำให้นึกถึงค่ำคืนที่ไม่ควรจดจำ
ชายหนุ่มพิงหลังกับผนังตึก พยายามกดทับความฟุ้งซ่านลงไปเงียบๆ แต่ขณะที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงฝีเท้าเร่งรีบกลับดังขึ้นมา
“ทำไมถึงตกแรงขนาดนี้นะ!”
เสียงกังวานใสดังขึ้นพร้อมร่างบางที่โถมตัวเข้ามาหลบใต้ชายคาเดียวกัน อลันหันไปมองตามสัญชาตญาณ พร้อมขยับมือไปที่เอวสอบเตรียมพร้อมจะหยิบอาวุธ แต่เมื่อสายตาปะทะกับร่างที่สั่นไหวเพราะความหนาว เขาก็ถึงกับชะงัก
เธอสวมเดรสสีครีมที่บัดนี้เปียกโชกจนเห็นสัดส่วนโค้งเว้า ผมเผ้าพันกันยุ่งเหยิงจากหยาดฝน นัยน์ตาของเธอกลมโต แต่ใบหน้าครึ่งล่างกลับถูกบดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีขาว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นหลังจากจัดการร่มผุพังในมือเสร็จสิ้น
วินาทีนั้น... โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนช้าลง
อลันมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไหวระริกราวกับลูกแมวตัวน้อย ก่อนจะได้ข้อสรุปว่าเธอช่างดู ‘สะอาด’ เกินกว่าจะมาอยู่ในย่านที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมได้
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่”
เขาพยักหน้ารับ เมื่อสัมผัสได้ถึงความประหม่าจากดวงตาแสนซื่อ มือที่กระชับอาวุธไว้แน่นผ่อนลงช้าๆ
“คุณควรขยับเข้ามาอีก”
ละอองน้ำยังคงกระเซ็นซ่านเข้ามาไม่ขาด มิหนำซ้ำฟ้ายังแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่าหวาดหวั่น
“อุ๊ย!” เธอสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเขายื่นมือมารั้งแขน
“เข้ามาอีกหน่อย จะได้ไม่เปียกไปมากกว่านี้”
“ขอบคุณนะคะ”
‘หลี่เอินหนิง’ ยกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองเมื่อแรงดึงนั้นส่งผลให้เธอและเขาแนบชิดเกินกว่าจำเป็น
หัวใจของเธอเต้นรัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชายหนุ่มที่ยังคงจดจ้องเธอไม่วางตา ใบหน้าภายใต้หน้ากากคงหล่อเหลามาก ดวงตาที่โผล่พ้นออกมาถึงได้ดูมีเสน่ห์น่ามองนัก
“สบายใจได้ ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก”
กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขา และไอเย็นของฝนช่างทรงพลังจนทำให้เธอหายใจไม่ออก ไม่ใช่เพราะอึดอัด แต่เพราะแรงดึงดูดบางอย่างกำลังทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
“ซอกนี้แคบไปหน่อยนะคะ” เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี
“รังเกียจ?” เขาถามไปอย่างนั้น แต่เธอกลับหน้าตื่น
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่ไม่อยากเบียดคุณ”
เธอเงยหน้ามองเขาอย่างลืมตัว ใบหน้าที่ห่างกันเพียงคืบสร้างความรู้สึกหวั่นไหวในใจจนเอินหนิงถึงกับหน้าร้อนผ่าว
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของอลันทำเอาคนฟังขนลุกซู่ เขามองผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนเบียดกระแซะไหล่เขาอยู่ภายใต้ชายคาแห่งนี้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ
ใจหนึ่งรู้สึกรำคาญ แต่อีกใจ...กลับมีความใจอ่อนบางอย่างที่เขาไม่เคยอนุญาตให้มันเกิดขึ้นกับใครหน้าไหน
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงใกล้ๆ พร้อมแสงสีขาววาบไปทั่วท้องฟ้า เอินหนิงสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ คว้าท่อนแขนของเขามากอดไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
อลันชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อความร้อนจากฝ่ามือเธอแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจ เขาก้มหน้ามองคนที่หลับตาปี๋ช้าๆ ก่อนตัดสินใจขยับแขนโอบไหล่บางไว้คล้ายต้องการปลอบขวัญ
“ไม่เป็นไร แค่ฟ้าผ่าเท่านั้น”
ความดิบเถื่อนในแววตาถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนเล็กน้อย
“กลัวมากเลยเหรอ?”
เธอไม่ตอบ แค่เพียงสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเผลอทำบางสิ่งที่ไม่สมควรกับคนแปลกหน้าเข้า เธอเม้มริมฝีปากแน่น ประหม่าจนไม่กล้าสบตา
“ขอโทษอีกครั้งนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะลวนลามคุณจริงๆ”
คนฟังถึงกับหัวเราะในลำคอเบาๆ เมื่อได้ยินคำว่าลวนลาม แววตาที่เคยดุดันไหววูบด้วยความเอ็นดูจับใจ ขณะที่โรลซ์-รอยส์สีดำสนิทเคลื่อนมาจอดตรงหน้า อลันก้าวไปที่รถก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมร่มคันใหญ่และเสื้อโค้ตตัวโกรด
“คิดว่าคุณจำเป็นต้องใช้”
“อุ๊ย! ไม่เป็นไรค่ะ”
“คงไม่ดีแน่ ถ้าปล่อยให้คุณตากฝน”
“แต่ว่า...”
“และไม่ดีอย่างถึงที่สุด ถ้าหากใครต่อใครเห็น...อย่างที่ผมเห็น”
เขาจ้องที่เรือนร่างบอบบางจนเอินหนิงตาโต หัวใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า ไม่เคยเจอคนแปลกที่ดูอันตรายแต่กลับอ่อนโยนและดูเป็นมิตรกับเธอเช่นเขามาก่อน
“ใส่เสื้อนี่ซะ”
อลันหมุนตัวและเดินกลับไปที่รถไปโดยไม่รอคำขอบคุณ ทิ้งให้เอินหนิงยืนมองของในมือด้วยความรู้สึกปั่นป่วน เธอจำหน้าเขาไม่ได้ แถมไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ
แต่แหวนวงเงินรูปเหยี่ยวที่เขาสวมติดนิ้วกลับสลักลึกลงไปในความทรงจำ พร้อมรอยยิ้มภายใต้หน้ากากที่เธอจินตนาการเอาเองว่าต้องอบอุ่นที่สุดในโลกแน่ๆ
