บทที่ 2 เจอกันอีกครั้ง
แสงแดดยามบ่ายของฮ่องกงกระจายความร้อนไปทั่วท้องถนน แตกต่างจากคืนที่พายุโหมกระหน่ำเมื่อเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มผู้มีรูปร่างภูมิฐานในชุดสูทสากลเนื้อดี เขายกโทรศัพท์ขึ้นมากด สลับกับมองเข้าไปในร้านกาแฟอย่างลังเล สัญชาตญาณของคนที่อยู่ท่ามกลางศัตรูมาตลอดชีวิตสั่งให้เขาหลีกเลี่ยงที่ชุมชน แสงสว่างและรอยยิ้มของผู้คนรอบข้าง ด้วยไม่ปรารถนาให้ใครต้องมาเดือดร้อนหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
แม้นี่จะเป็นตึกของตระกูลหลิน แต่เขา...ก็ไม่วางใจอยู่ดี
“ฉันต้องการเอกสารในยี่สิบนาทีนี้”
อลันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ทันทีที่ลูกน้องกดรับสาย พูดคุยและกำชับเรื่องสำคัญอีกครู่ใหญ่ เขาก็กดตัดสายทิ้งพร้อมหมุนตัว ตั้งใจจะเข้าไปรอในร้านกาแฟ แต่กลับชนเข้ากับใครบางคนเสียก่อน
“ขอโทษค่ะ!”
เสียงนั้นช่างฟังคุ้นหูแต่มาเฟียหนุ่มกลับไม่คิดสนใจ เขาเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย พร้อมย่อตัวลงเพื่อช่วยเก็บเอกสาร
หากแต่ทันทีที่คนทั้งสองสบตา บางสิ่งที่เคยถวิลหากลับเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณนั่นเอง!”
หญิงสาวในชุดสุภาพยิ้มสดใส ก่อนจะลุกยืนช้าๆ วันนี้เธอไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า จึงเผยให้เห็นใบหน้าเรียวรีเด่นชัด ดวงตากลมโต และรอยยิ้มที่ดูสว่างไสวยิ่งกว่าแสงแดด
“จำฉันได้ไหมคะ?”
เธอรับเอกสารจากเขามาเก็บเข้าแฟ้ม พลางมองที่นิ้วนี้ข้างซ้ายของเขาเพื่อตอกย้ำความมั่นใจ ขณะที่ชายหนุ่มยังคงนิ่ง ไม่พูดอะไรนอกจากมองเธอเงียบๆ เท่านั้น
ไม่คิดว่าความบังเอิญซ้ำสองจะเกิดขึ้น... แต่มันก็เกิด
“เราเคยเจอกันเมื่อเดือนก่อนไงคะ”
“แผลที่มือคุณ ไปโดนอะไรมา”
อลันไม่ได้ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะถามกลับเมื่อเห็นรอยแผลที่ดูเหมือนแผลไฟไหม้เป็นทางยาวบนหลังมือ
“อ๋อ...”
นัยน์ตาเปล่งประกายหม่นแสงลงเล็กน้อย พร้อมเลื่อนแฟ้มมาบดบัง ‘บางสิ่ง’ ที่ไม่ควรถูกเห็นอย่างจงใจ ก่อนจะฉีกยิ้มสดใส
“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
โกหก... เขารู้ เพียงแต่ไม่มีเหตุผลที่จะซักไซ้ต่อ
“คุณกำลังจะเข้าไปข้างในใช่ไหม ฉันขอเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วได้หรือเปล่า?”
เอินหนิงถามอย่างซื่อๆ ดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ จนอลันเกือบจะชักปืนออกมาตามความเคยชิน
“ตอบแทนที่คุณให้ร่มฉันไงคะ”
เธอพูดเองเออเองเสร็จสรรพ ขณะที่อลันทำได้แค่เดินตาม มองซ้ายมองขวาอย่างชั่งใจ ก่อนจะเดินไปที่มุมลับสายตาที่สุดของร้าน
รอไม่นาน... กาแฟหอมกรุ่นก็ถูกเลื่อนมาตรงหน้า
“เดาไม่ถูกว่าคุณชอบอะไร ก็เลยเดาเอาน่ะค่ะ”
“ผมไม่ดื่มกาแฟเย็น”
เขาตอบปัดตามสัญชาตญาณ ด้วยปกติแล้วมักไม่ทานหรือดื่มสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือจากการจัดการของลูกน้องคนสนิท
มีคนจำนวนมากปรารถนาชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนตระกูล ‘หลิน’ เพียงเพื่อให้ตัวเองได้เดินไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจและเงินตรา เขาจึงไม่ประมาท แม้ว่าคนตรงหน้าจะดูไร้พิษสงก็ตาม
“งั้นฉันไปสั่งให้ใหม่นะคะ”
“ไม่ต้องหรอก เกรงใจคุณ”
เอินหนิงนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับแต่โดยดี เมื่อเขารับแก้วกาแฟไปวางตรงหน้าและทำท่าว่าจะจิบมันสักครั้ง
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”
“มาสมัครงานที่เฉินกรุ๊ปค่ะ”
ชื่อบริษัทที่เธอเอ่ยออกมา เรียกความฉงนให้คนฟังเล็กน้อย
“ไปเอาข่าวมาจากไหนว่าเขารับคนเพิ่ม?”
อลันแกล้งชวนเธอคุยไปอย่างนั้น แต่กลับลอบพิจารณาท่าทางอันใสซื่อและรอยยิ้มแสนหวานของเธอเงียบๆ
“หนังสือพิมพ์ลงไว้ ว่าเฉินกรุ๊ปรับสมัครพนักงานบัญชีค่ะ”
“คุณทำเป็น?”
ถูกถามตรงๆ แบบนี้ก็ทำเอาหญิงสาวถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก ที่จริงเธอกังวลเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่กลับทำใจดีสู้เสือเพียงเพราะต้องการหลุดพ้นจาก ‘กรง’ ที่ขังเธอไว้ชั่วชีวิต
“เรียนจบโดยตรง แต่ยังไม่เคยได้ทำจริงๆ สักที”
ใบหน้าเปื้อนยิ้มถูกแทนที่ด้วยความหมองเศร้าจนอลันรู้สึกไม่ดีที่ถามเธอแบบนั้น
“คุณอายุเท่าไหร่?”
“ยี่สิบเจ็ดค่ะ จบมาหลายปี แต่ที่บ้านกลับไม่ยอมให้ฉันทำงาน”
น้ำเสียงเธอสั่นไหวยามพูดถึงครอบครัวที่ควรจะสร้างความสุขให้คนบ้าน แต่เอินหนิงกลับมีอาการหวาดหวั่นให้เห็น
“ผมฝากให้เอาไหม?”
เธอเงยหน้า สบตาเขานิ่งแถมยังยิ้มละไม แต่กลับส่ายหน้าช้าๆ
“ทำไมล่ะ?”
“ฉันอยากพยายามด้วยตัวเองสักตั้งน่ะค่ะ”
“คุณชื่ออะไร?” เขาถามไม่เต็มเสียงนัก
“หลี่เอินหนิงค่ะ เรียกว่าเอินเอินก็ได้”
ไม่รู้ทำไมเขาถึงสนใจรอยยิ้มของเธอนักหนา...
อลันเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอมองเธอนานเกินไปก็ตอนที่เธอถามชื่อเขาซ้ำเป็นครั้งที่สาม
“แล้วคุณล่ะ?”
“อลัน” เขาตอบกลับสั้นๆ ลืมไปสนิทว่าเมื่อกี้ตงิดใจเรื่องอะไร
“นึกว่าคุณจะไม่ยอมบอกชื่อเสียแล้ว”
“ที่จริงก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร”
“ไม่เป็นไร ถึงคุณไม่บอก...ฉันก็จำคุณได้ค่ะ”
นัยน์ตาสุกใสจ้องที่แหวนเงินรูปเหยี่ยวของเขานิ่ง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตาเขาด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ วันนั้นคุณใจดีกับฉันมากเลย”
อลันรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบ เขาไม่เคยชินกับการถูกจดจำในแง่ดีแบบนี้เท่าไหร่ แต่ยังไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
ฉับพลัน...เรียวคิ้วคมก็ขมวดมุ่นเมื่อได้เห็นข้อความตรงหน้า
แววตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เผลอกำโทรศัพท์แน่นจนเส้นเลือดที่มือปูดโปน รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมานั้น ดุดันจนเอินหนิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามยังสัมผัสได้
“ต้องไปแล้วเหรอคะ?”
เธอถาม เมื่อเขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางจัดสูทให้เข้าที่
“ขอบคุณสำหรับกาแฟ แล้วก็ขอให้สมหวังเรื่องงานนะ”
“คุณเองก็เหมือนกัน ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ”
คำอวยพรที่ซื่อตรงของเธอทำให้อลันเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ตอบอะไรและรีบก้าวเดินออกจากร้านไปพร้อมกับลูกน้องที่ยืนรออยู่หน้าตึกทันที
เกมนี้...เขาจะแพ้ให้คนเจ้าเล่ห์อย่างตาเฒ่าหลี่เซิ่งไม่ได้เด็ดขาด!
