บทที่ 11 น้ำใจของป้าจันทร์

แสงสีฟ้าหม่นของท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย เพลงพิณลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามาทางประตูเล็กหลังคฤหาสน์ เสียงล้อพลาสติกบดทับกรวดทางเดินดังกรอบแกรบ หญิงสาวหันซ้ายหันขวาด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะตัดสินใจดันกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดในชีวิตเข้าไปซ่อนไว้หลังพุ่มไทรเกาหลีขนาดใหญ่ที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมรั้วกั้นโซนซักล้าง

มือบางที่สั่นเทาและเย็นเฉียบปัดเศษใบไม้ออกจากเสื้อเชิ้ตตัวเดิมที่ยับย่น เธอไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ดวงตาคู่สวยบอบช้ำและแดงก่ำ ใต้ตาคล้ำลึกราวกับคนป่วยหนัก สองขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปในครัวใหญ่ หยิบผ้ากันเปื้อนมาผูกเอวด้วยความเคยชิน แต่เพียงแค่วางมือลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน ร่างกายที่ไร้การพักผ่อนก็โอนเอนจนต้องใช้สองมือยันขอบโต๊ะเอาไว้

“หนูเพลง... มาเช้าจังเลยลูก”

เสียงของป้าจันทร์ทักขึ้นจากทางหน้าประตูครัว

“สวัสดีค่ะป้าจันทร์” เพลงพิณสะดุ้งเล็กน้อย รีบดึงสติกลับมาแล้วหันไปยิ้มบางๆ ให้

“เพลงกำลังจะตั้งเตาทำซุปรากบัวให้คุณลุงพอดีค่ะ”

“เดี๋ยวสิ” หัวหน้าแม่บ้านขมวดคิ้ว เดินตรงรี่เข้ามาหาทันที

“ทำไมหน้าตาซีดเซียวแบบนั้นล่ะลูก ตาบวมช้ำไปหมดแล้ว แถมชุดนี่ก็... เสื้อผ้าชุดเดิมของเมื่อวานไม่ใช่หรือ”

“เอ่อ... พอดีเพลงรีบออกมาน่ะค่ะ เลยยังไม่ได้เปลี่ยน”

เธอหลบสายตา มือเรียวรีบคว้าทัพพีสเตนเลสขึ้นมาถือไว้เพื่อกลบเกลื่อน

“รีบอะไรกัน นี่มันเพิ่งจะหกโมงเช้า” ป้าจันทร์เอื้อมมือไปแตะท่อนแขนเล็ก ก่อนจะชะงัก

“ตายจริง! ตัวเย็นเฉียบเลยหนูเพลง แถมมือก็สั่นไปหมด นี่อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนเลย”

“เพลง... เพลงนอนไม่ค่อยหลับค่ะ”

“ไม่ต้องมาโกหกป้าเลยนะ” ป้าจันทร์ดุ แววตาเต็มไปด้วยความจับผิดผสมความห่วงใย

“เมื่อวานตอนเย็นหนูเพิ่งบอกป้าว่าเจ๊เจ้าของหอโทรมาทวงค่าห้อง... ตกลงว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”

เพลงพิณเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง

“ป้าถามก็ตอบสิลูก ถือว่าเห็นป้าเป็นญาติผู้ใหญ่สักคนเถอะ ปิดบังไปแล้วมันช่วยอะไรได้”

“เขา... เขาไล่เพลงออกมาแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่

“เขาให้เวลาเพลงเก็บของแค่ยี่สิบนาที เพลงขอร้องเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอม”

“โธ่เอ๊ย! คนเรา ทำไมถึงใจดำได้ขนาดนี้”

ป้าจันทร์อุทานด้วยความโกรธจัด

“แล้วเมื่อคืนหนูไปนอนที่ไหนล่ะลูก ญาติพี่น้องที่นี่ก็ไม่มีไม่ใช่หรือ”

“เพลง... ไปอยู่หน้าห้องไอซียูของน้องมาค่ะ”

“หน้าห้องไอซียู!” หัวหน้าแม่บ้านเบิกตากว้าง ยกมือขึ้นทาบอก

“หนูเป็นบ้าไปแล้วหรือไงเพลง ทำไมไม่โทรหาป้า! ไปนอนหลังขดหลังแข็งบนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องไอซียูแบบนั้นน่ะหรือ ทั้งหนาวทั้งยุง หนูทนอยู่เข้าไปได้ยังไง!”

“เพลงเกรงใจค่ะป้าจันทร์ เพลงเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วัน จะให้มารบกวนเรื่องส่วนตัวได้ยังไง”

“เกรงใจอะไรไม่เข้าเรื่อง!” ป้าจันทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บีบไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้านเบาๆ

“เอาอย่างนี้นะ ป้าพอมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง หนูเอาของป้าไปจ่ายค่าห้องให้มันจบๆ ไปก่อน”

“ไม่ได้นะคะป้าจันทร์!” เพลงพิณรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“เพลงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถือซะว่าป้าให้ยืมก่อน พอสิ้นเดือนหนูได้เงินเดือนแล้วค่อยเอามาคืนป้า”

ป้าจันทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา

“แต่ป้าว่านะ... หนูอย่ากลับไปอยู่ที่หอนั่นอีกเลย เจ๊เจ้าของหอใจจืดใจดำขนาดนั้น ถ้าขืนหนูอยู่ต่อไป เกิดวันดีคืนดีมีปัญหาอะไรขึ้นมาอีก มันคงไม่ปลอดภัยกับตัวหนูหรอก... เอาเงินป้าไปหาเช่าห้องใหม่ซะ วันนี้เลย”

คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและปรานีจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ทำลายกำแพงความเข้มแข็งที่เพลงพิณพยายามก่อขึ้นมาทั้งคืนจนแหลกสลาย หญิงสาวไม่อาจกักเก็บความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวเอาไว้ได้อีกต่อไป

“ป้าจันทร์... เพลง... เพลงไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ”

เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาจากลำคอ เพลงพิณปล่อยทัพพีในมือทิ้ง โผเข้าสวมกอดร่างอวบของหัวหน้าแม่บ้านอย่างหาที่พึ่งพิง เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นซบลงบนไหล่ของป้าจันทร์ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลทะลักออกมา ป้าจันทร์ยกมือขึ้นลูบศีรษะเบาๆ ปลอบโยนเด็กสาวด้วยความสงสารจับใจ

.....

เสียงมีดหั่นผักดังเป็นจังหวะเชื่องช้ากระทบเขียงไม้ แม้ตอนกลางวันป้าจันทร์จะอนุญาตให้เพลงพิณงีบหลับได้ แต่ร่างกายก็ประท้วงด้วยความอ่อนล้า ตอนนี้เธอต้องทำหน้าที่เตรียมมื้อค่ำให้เสร็จ กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวอยู่บนเตาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเจริญอาหารเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเพลงพิณมีเพียงความกังวลเรื่องที่พักในคืนนี้

"เต็มแล้วเหรอแม่สายใจ... เออๆ เข้าใจแล้ว ไม่เป็นไรจ้ะ"

เสียงป้าจันทร์วางสายโทรศัพท์ดังขึ้นจากมุมพักผ่อนของแม่บ้าน ก่อนที่ร่างอวบของหัวหน้าแม่บ้านจะเดินถือปึกกระดาษโปรชัวร์และสมุดจดเล่มเล็กตรงรี่เข้ามาหาหญิงสาวที่หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน

"ป้าจันทร์... ติดต่อเรื่องห้องเช่าเป็นยังไงบ้างคะ"

เพลงพิณรีบวางมีดในมือลง เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน แววตาที่เคยหม่นหมองฉายความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

"เฮ้อ..." ป้าจันทร์ถอนหายใจยาว วางแผ่นกระดาษสองสามใบลงบนโต๊ะ

"ป้าโทรถามคนรู้จักแถวนี้ให้หมดแล้วลูก ที่ว่างๆ ให้เข้าอยู่ได้เลยมันก็พอมีอยู่หรอก... แต่ป้าว่ามันไม่เหมาะกับหนูเลยสักที่"

"ไม่เหมาะยังไงคะ" เธอก้าวเข้าไปใกล้ ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

"เพลงอยู่ได้หมดเลยนะคะ ขอแค่ราคาไม่แพง คับแคบหรือเก่าแค่ไหนเพลงก็อยู่ได้ค่ะ"

"มันไม่ใช่เรื่องเก่าหรือแคบน่ะสิ" ป้าจันทร์ใช้นิ้วชี้เคาะลงบนแผ่นกระดาษใบแรก

"ดูหอนี้สิ มันตั้งอยู่ท้ายซอยลึกไม่มีรถ... หนูเลิกงานก็มืดค่ำมันอันตรายเกินไป"

"แต่เพลงระวังตัวได้นะคะ เพลงจะรีบเดิน ไม่แวะที่ไหน..."

"ไม่ได้เด็ดขาด!" ป้าจันทร์สวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงเฉียบขาดติดจะดุ

"หนูเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวนะ หน้าตาก็สะสวย ผิวพรรณก็หมดจด ไปอยู่ซอยเปลี่ยวๆ แบบนั้นไม่แคล้วโดนพวกโจรมันดักฉุดเอาหรอก ป้าไม่ยอมให้ไปเสี่ยงเด็ดขาด"

"แล้ว... ที่อื่นล่ะคะ"

เพลงพิณเสียงแผ่วลง หยิบกระดาษแผ่นที่สองขึ้นมาดู

"ที่นี่สภาพแวดล้อมดี ปลอดภัย มีรปภ. ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่หนูดูราคาเช่าสิลูก เดือนละเจ็ดพันห้ายังไม่รวมน้ำไฟ... หนูจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายไหว"

"เจ็ดพันห้า..." หญิงสาวพึมพำ ตัวเลขนั้นทำให้เธอต้องรีบวางกระดาษลงราวกับมันเป็นของร้อน

"สู้ไม่ไหวหรอกค่ะ ลำพังค่าห้องไอซียูแพรวก็แทบจะกลืนเลือดแล้ว"

"ใช่ไหมล่ะ ส่วนอีกที่นึง ที่แม่สายใจเขาแนะนำมาน่ะ ถูกและปลอดภัยแน่นอน แต่ปัญหาคือมันอยู่ไกล นั่งรถเมล์มาที่นี่ต้องต่อรถสามต่อ ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง... หนูต้องทำมื้อเช้าให้คุณท่านตอนเจ็ดโมง แปลว่าหนูต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อถ่อมาที่นี่ ร่างกายหนูจะรับไหวได้ยังไงลูก แค่นี้ก็ซูบจนแทบจะปลิวลมอยู่แล้ว"

เพลงพิณนิ่งอึ้งไป ความจริงที่กระแทกหน้าทำให้หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง มือบางกำขอบโต๊ะหินอ่อนแน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม

"งั้น... คืนนี้เพลงไปหาเปิดโรงแรมนอนรายวันแถวๆ ปากซอยก่อนนะคะ พอได้ซุกหัวนอนไปก่อน พรุ่งนี้เพลงค่อยพยายามหาใหม่"

หัวหน้าแม่บ้านนิ่งเงียบไป สายตาที่ผ่านโลกมามากทอดมองใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของเด็กสาว ป้าจันทร์ถอนหายใจยาว มองโปรชัวร์ห้องเช่าสลับกับใบหน้าเศร้าสร้อยของเพลงพิณ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

“ป้ารู้แล้วจะให้หนูไปนอนที่ไหน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป