บทที่ 8 อำนาจมืดที่น่ารังเกียจ

บรรยากาศในคลินิกเช้าวันนี้เงียบสงัดผิดปกติ เพลงพิณผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้ามาพลางกล่าวทักทายพนักงานต้อนรับเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงรอยยิ้มเจื่อนๆ และสายตาที่หลบเลี่ยงไปทางอื่น ยังไม่ทันที่เธอจะได้วางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะทำงานประจำตำแหน่ง เสียงโทรศัพท์ภายในแผนกก็แผดร้องขึ้น

"เพลง... ผู้จัดการเรียกพบด่วนที่ห้องทำงานจ้ะ"

เสียงของเลขาหน้าห้องดังลอดสายมาด้วยน้ำเสียงอึกอัก

"มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะพี่นวล เพลงมีคิวปรึกษาลูกค้าตอนสิบโมงพอดี"

"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพลงรีบเข้าไปเถอะนะ"

เพลงพิณขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ก่อตัวขึ้นในอก แต่เธอก็ยอมวางแฟ้มเอกสารลงและเดินตรงไปยังห้องกระจกฝ้าที่อยู่ลึกสุดของทางเดิน ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ผู้จัดการวัยกลางคนกำลังนั่งกุมขมับอยู่หลังโต๊ะทำงาน

"นั่งก่อนสิเพลงพิณ"

เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่ยอมเงยหน้าสบตา

"ผู้จัดการมีเรื่องด่วนอะไรจะคุยกับเพลงเหรอคะ"

เธอนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามหลังตรงตามความเคยชิน

"เรื่องลูกค้ารายใหญ่ของเธอวันนี้ ฉันโอนให้คนอื่นดูแลแทนแล้วนะ"

เขาปิดแฟ้มตรงหน้าลง ก่อนจะประสานมือไว้บนโต๊ะ

"คลินิกเรามีนโยบายปรับโครงสร้างภายในกะทันหัน...และทางเบื้องบนพิจารณาแล้วว่า ตำแหน่งนักโภชนาการของเธอไม่สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของคลินิกเราอีกต่อไป"

"หมายความว่ายังไงคะ"

เพลงพิณถามเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะ

"เราจำเป็นต้องเลิกจ้างเธอ... มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

"เลิกจ้าง?"

หญิงสาวทวนคำ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น

"เพลงทำยอดประเมินสูงสุดในแผนกมาสามไตรมาสติด ลูกค้าประจำของเพลงก็ต่อคอร์สยาวข้ามปี ทิศทางใหม่ที่ว่าคืออะไรคะ ทำไมคลินิกถึงต้องปลดพนักงานที่ทำกำไรให้องค์กรด้วย"

"มันเป็นนโยบายเร่งด่วนจากบอร์ดบริหาร ฉันมีหน้าที่แค่แจ้งให้พนักงานทราบและดำเนินการตามขั้นตอนเท่านั้น"

"บอร์ดบริหาร... หรือคุณลูกหว้ากันแน่คะ"

ผู้จัดการชะงักไปชั่วครู่ แววตาลุกลี้ลุกลนฉายชัดก่อนที่เขาจะรีบปรับสีหน้าให้ขรึมลง

"อย่าพาดพิงถึงบุคคลที่สามสิเพลงพิณ นี่คือเรื่องของผลประเมินการทำงานองค์รวมและทิศทางบริษัท"

"ผลประเมินอะไรกันคะ! ผู้จัดการเพิ่งเซ็นอนุมัติโบนัสพิเศษให้เพลงเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เอง!"

เพลงพิณลุกพรวดขึ้นยืน สองมือยันขอบโต๊ะทำงาน แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

"ถ้าจะไล่เพลงออก ก็ช่วยหาเหตุผลที่มันฟังขึ้นกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ ไม่ใช่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานแบบนี้!"

"เพลงพิณ! รักษามารยาทด้วย!"

ผู้จัดการกระแทกเสียงตอบ พยายามรักษามาดอำนาจ

"คลินิกยินดีจ่ายเงินชดเชยให้เธอตามกฎหมายแรงงานทุกบาททุกสตางค์ ทั้งค่าตกใจและเงินเดือนล่วงหน้า ถือว่าเราทำถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่างแล้ว"

"แต่เพลงไม่ได้ทำอะไรผิด! คุณลูกหว้าใช้อำนาจส่วนตัวมาบีบเพลงออกแบบนี้ ผู้จัดการคิดว่ามันยุติธรรมแล้วเหรอคะ"

"ความยุติธรรมมันไม่มีในโลกธุรกิจหรอกนะเพลง"

เขาลดเสียงลง คล้ายจะตัดรำคาญผสมความลำบากใจ

"เธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าสู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าของคลินิกเขาฟังลูกสาวเขามากกว่าพนักงานอย่างเราอยู่แล้ว รับเงินก้อนนี้ไป แล้วก็รีบเก็บของออกไปเงียบๆ เถอะ ถือซะว่าจากกันด้วยดี"

"จากกันด้วยดีงั้นเหรอคะ"

เพลงพิณแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเธอสั่นระริก

"การไล่พนักงานออกกะทันหัน โดยไม่มีความผิด เพียงเพราะไปขัดตาลูกสาวเจ้าของคลินิก นี่คือการจากกันด้วยดีของที่นี่เหรอคะ"

"อย่าทำให้เรื่องมันใหญ่โตไปกว่านี้เลยเพลง"

ผู้จัดการถอนหายใจยาว ดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานออก

"เธอเป็นคนมีฝีมือ ไปสมัครที่ไหนเขาก็รับ อย่ามาพังอนาคตตัวเองด้วยการมีเรื่องกับคนที่มีอำนาจมากกว่าเลย"

"แต่เพลงมีภาระ! น้องสาวเพลงนอนอยู่ในห้องไอซียู เพลงต้องใช้เงินทุกบาทมารักษาเขา ผู้จัดการก็รู้เรื่องนี้ไม่ใช่เหรอคะ!"

น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า ความกดดันบีบรัดจนหน้าอกเจ็บร้าว

"เพลงขอเวลาแค่สิ้นเดือนนี้ไม่ได้เหรอคะ ให้เพลงเคลียร์คิวลูกค้าและจัดการภาระให้เสร็จก่อน แล้วเพลงจะเซ็นใบลาออกให้เอง"

"ฉันตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ คำสั่งมันลงมาเด็ดขาดแล้ว ว่าต้องเป็นวันนี้...และเดี๋ยวนี้"

เขาส่ายหน้า ปฏิเสธการสบตากับหญิงสาวโดยตรง

"แม้แต่ความเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ ก็ไม่มีให้กันเลยใช่ไหมคะ"

"ฉันเป็นแค่ลูกจ้างเหมือนกัน ฉันขัดคำสั่งไม่ได้"

บรรยากาศในห้องกระจกเงียบกริบลงไปชั่วอึดใจ ผู้จัดการหยิบซองจดหมายสีขาวที่ปิดผนึกเรียบร้อยออกมาจากลิ้นชัก วางมันลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาวอย่างเชื่องช้า

"นี่คือหนังสือเลิกจ้างพร้อมเช็คเงินชดเชย เก็บของของเธอให้เรียบร้อย คืนบัตรพนักงานให้ฝ่ายบุคคล แล้วออกจากคลินิกภายในเที่ยงนี้นะ"

เพลงพิณจ้องมองซองกระดาษสีขาวตรงหน้า โลกทั้งใบที่เคยพยายามประคับประคองให้ตั้งตรงกลับพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา ความยุติธรรมที่พยายามเรียกร้องเป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่าน เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าคนธรรมดาที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องความถูกต้องให้ตัวเอง

เพลงพิณเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบซองขาวบนโต๊ะมาถือไว้แน่นจนกระดาษยับย่น หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อข่มความโกรธและความอยุติธรรมที่ได้รับในวันนี้เอาไว้ให้ลึกที่สุด

กล่องกระดาษสีน้ำตาลถูกกางออกบนโต๊ะทำงาน เพลงพิณกวาดของใช้ส่วนตัว แฟ้มเอกสาร และกรอบรูปของน้องสาวลงไปอย่างเงียบเชียบ มือบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำประจำตัว

"เพลง... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมจู่ๆ ผู้จัดการถึงไล่แกออก!"

พี่ฟ้าเดินกระหืดกระหอบเข้ามาประกบที่ข้างโต๊ะ น้ำเสียงของนักกำหนดอาหารรุ่นพี่เต็มไปด้วยความตกใจและไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด

"เป็นคำสั่งสายตรงจากเบื้องบนน่ะค่ะพี่ฟ้า"

เพลงพิณตอบเสียงแผ่ว ไม่ยอมเงยหน้าสบตาใคร

"เพลงขัดอะไรไม่ได้หรอกค่ะ"

"แต่แกเป็นพนักงานทำยอดสูงสุดของแผนกเรานะ! แล้วไหนจะเรื่องที่น้องแพรวกำลังป่วยหนักอีกล่ะ ผู้จัดการใจจืดใจดำเกินไปแล้ว ให้พี่ไปคุยให้ไหม พี่จะพาพวกพี่เจไปประท้วงที่ห้องผู้บริหารเลย!"

"อย่าเลยค่ะพี่ฟ้า"

มือเรียวเอื้อมไปจับแขนรุ่นพี่ไว้แน่น บีบเบาๆ เพื่อห้ามปราม

"เรื่องนี้มันเกินกว่าที่พวกพี่จะช่วยได้แล้ว ปล่อยมันไปเถอะค่ะ เพลงไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนหรือโดนเพ่งเล็งเพราะเพลงอีก"

"แล้วแกจะทำยังไงต่อ ภาระแกไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเพลง"

"เพลงยังพอมีงานพิเศษที่บ้านคุณท่านอยู่ค่ะ... คงพอถูไถไปได้บ้าง"

"โธ่เอ๊ย ยัยเพลง..."

พี่ฟ้าดึงร่างบางเข้าไปกอดแน่น ลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านเบาๆ

"มีอะไรให้พี่ช่วยก็โทรมานะ ไม่ต้องเกรงใจ เข้าใจไหม แกไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ"

"ขอบคุณนะคะพี่ฟ้า"

เพลงพิณผละออก ยกกล่องกระดาษขึ้นอุ้มไว้แนบอก หญิงสาวค้อมศีรษะให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่มองมาด้วยสายตาเห็นใจและเวทนา ก่อนจะก้าวเดินออกจากคลินิกที่เธอทุ่มเททำงานมาตลอดสามปี แสงแดดจัดจ้านยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาจนแสบตา แต่กลับไม่สามารถให้ความอบอุ่นแก่หัวใจที่หนาวเหน็บของเธอได้เลย

ยังไม่ทันที่สองเท้าจะก้าวถึงป้ายรถเมล์ สมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงก็ส่งเสียงแผดร้องขึ้น หญิงสาววางกล่องกระดาษลงบนม้านั่งพักคอย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อ 'เจ๊ณี เจ้าของหอพัก'

บทก่อนหน้า
บทถัดไป