บทที่ 10 คนของผม
คำเสนอของเขาเหมือนแสงสว่างดวงใหญ่ที่ส่องสว่างเข้ามาในใจที่มืดมิดของเจ้าเอย ทั้งๆ ที่เขาจะปฏิเสธไม่ช่วยเหลือเลยก็ได้ หรือจะปล่อยให้เธอจมอยู่กับความสิ้นหวัง แต่เขากลับมอบโอกาสและทางรอดให้เธออย่างมีเกียรติ โดยไม่ต้องให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนขอทาน
"ทำไม... ทำไมคุณอคิราห์ถึงใจดีกับหนูขนาดนี้คะ?" เธอถามเสียงสั่น
อคิราห์ชะงักไปเล็กน้อย ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตเกี่ยวกับ 'พาฝัน' พี่สาวของเธอแวบเข้ามาในหัว แต่เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาที่บริสุทธิ์ของคนตรงหน้า เขาก็รู้ดีว่าเธอไม่ใช่พี่สาวของเธอ... เจ้าเอยคือเด็กสาวที่เข้มแข็งและดิ้นรนเพื่อคนที่รักอย่างจริงใจ
"เพราะผมเกลียดคนที่ไม่พยายาม" เขาโกหกคำโตด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "และผมเห็นว่าคุณพยายามมากพอ... รับข้อเสนอผมซะ ถ้าคุณอยากให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อ"
เจ้าเอยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มอย่างเด็ดเดี่ยว เธอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น "ค่ะ! หนูตกลง... หนูจะทำงานให้คุณอย่างสุดความสามารถ จะไม่ทำให้คุณอคิราห์ผิดหวังเลยค่ะ"
"ดีมาก" อคิราห์ยิ้มมุมปากบางเบาอย่างที่แทบมองไม่เห็น "คืนนี้นอนเฝ้าแม่ที่นี่ซะ ห้องนี้มีเตียงสำหรับญาติ พรุ่งนี้เช้าผมจะให้คนรถมารับคุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าบริษัทพร้อมผม"
พูดจบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เจ้าเอยมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่เคยแห้งแล้งและสิ้นหวัง บัดนี้กลับมีหยาดน้ำทิพย์คอยชโลมใจ แม้เธอจะไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าในการเป็น 'เลขาฯ ส่วนตัว' ของเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เช้าวันต่อมา รถยนต์หรูของอคิราห์มาจอดรอรับเจ้าเอยถึงหน้าโรงพยาบาลตามสัญญา หญิงสาวในชุดนักศึกษาเรียบร้อยที่เขาได้ให้คนไปเอาที่บ้านเธอเมื่อเช้า หลังจากจัดการจัดการตัวเองเสร็จ เธอก็เดินมาข้างเตียงแม่พร้อมกับเอามือนั่นมาจูบเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปและก้าวขึ้นรถด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นระทึก แม้ความอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนจะยังตีขึ้นมา แต่ความมุ่งมั่นในดวงตากลับแจ่มชัดกว่าวันไหนๆ
"กินอะไรมารึยัง" เสียงทุ้มถามขึ้นเรียบๆ ขณะเคลื่อนรถออกสู่ถนนใหญ่
"ยังค่ะ... แต่หนูยังไม่หิว"
อคิราห์ไม่ตอบ แต่ยื่นกล่องแซนด์วิชและกาแฟร้อนที่เตรียมไว้ให้เธอ "กินซะ ผมไม่ต้องการเลขาฯ ที่ล้มพับไปกลางคัน"
เจ้าเอยรับมาถือไว้ ความอบอุ่นจากแก้วกาแฟซึมผ่านฝ่ามือไปถึงหัวใจ "ขอบคุณนะคะคุณอคิราห์"
เมื่อมาถึงบริษัท ตำแหน่ง 'เลขาฯ ส่วนตัวคนใหม่' ของอคิราห์สร้างความประหลาดใจและเสียงซุบซิบไปทั่วทั้งชั้นบริหาร เด็กฝึกงานธรรมดาที่จู่ๆ ก็ได้ข้ามขั้นมาอยู่ข้างกายประธานหนุ่มผู้เย็นชาและเนี้ยบทุกระเบียบเกือบทำให้หลายคนมองเธอด้วยสายตาไม่มิตร ทว่าเจ้าเอยกลับตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้งานอย่างไม่ไมคิดจะสนใจคำนินทาใด ๆ ทั้งสิ้น
โต๊ะทำงานตัวใหม่ของเจ้าเอยถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบหน้าห้องของประธานบริหาร แม้สายตาจิกกัดและเสียงกระซิบกระซาบจากพนักงานรุ่นพี่จะลอยมาตามลมเป็นระยะ แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะปิดรับสิ่งเหล่านั้น เธอทุ่มเทเวลาตลอดทั้งเช้าไปกับการศึกษาระบบงาน เอกสารการประชุม และจัดสรรตารางงานของอคิราห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
กระทั่งช่วงสาย เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นอย่างจงใจ ร่างในชุดเดรสรัดรูปโชว์สัดส่วนเย้ายวนของ ไฮโซแพรวพราว หนึ่งในคู่ขาและบรรดาผู้หญิงที่พยายามจะจับอคิราห์ เดินตรงเข้ามายังหน้าห้องประธาน ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตเต็มไปด้วยความถือดี ทว่าเมื่อสายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างของเจ้าเอยที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งเลขาฯ หน้าห้อง ดวงตาคู่สวยก็หรี่มองด้วยความไม่พอใจทันที
"เลขาฯ ใหม่เหรอ?" แพรวพราวถามเสียงสูง พลางวางกระเป๋าแบรนด์เนมหรูลงบนโต๊ะของเจ้าเอยอย่างถือดี "ฉันจะเข้าไปพบอคิน ไม่ต้องรายงานหรอกนะ ฉันเข้าออกห้องนี้จนชินแล้ว"
พูดจบเธอก็ทำท่าจะเดินผ่านประตูไป แต่เจ้าเอยรีบยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่ามั่นคง "ขอโทษด้วยนะคะคุณแพรวพราว แต่ตอนนี้คุณอคิราห์กำลังเซ็นเอกสารสำคัญอยู่ค่ะ และท่านได้สั่งไว้ว่าห้ามใครเข้าพบถ้ายังไม่ได้นัดล่วงหน้า"
"แกกล้าขัดฉันเหรอ?!" แพรวพราวตวาดขึ้นด้วยความโมโห "แกเป็นแค่เด็กรับใช้หน้าห้อง กล้าดียังไงมาขวางฉัน! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!"
"มีเรื่องอะไรกัน"
เสียงทรงอำนาจแฝงความเย็นชาดังขึ้น ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของอคิราห์ก้าวออกมาด้วยสีหน้าราบเรียบ ทว่าสายตาคมกริบกลับฉายแววหงุดหงิดและรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นหน้าผู้หญิงตรงหน้า
"อคิคะ!" แพรวพราวรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานแล้วเดินเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มทันที "นังเลขาฯ คนใหม่ของคุณมันก้าวร้าวใส่แพรวค่ะ แพรวแค่จะเข้ามาหาคุณแท้ๆ แต่มันกลับมาเสนียดขวางทาง แพรวว่าคุณไล่มันออกไปเหอะค่ะ!"
อคิราห์ค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกจากมือของแพรวพราวอย่างบ่ายเบี่ยงและไร้เยื่อใย เขาเบื่อหน่ายเต็มทีกับบรรดาผู้หญิงที่คอยตามรังควานและแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาแบบนี้ ชายหนุ่มปรายสายตามองเจ้าเอยที่ยืนก้มหน้านิ่งอย่างอดทน ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะผุดขึ้นในหัว
"เธอพูดถูกต้องแล้วแพรวพราว..." อคิราห์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้คนฟังถึงกับอ้าปากค้าง "...เธอเป็นคนของผม และเธอแค่ทำตามหน้าที่"
ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าไปหยุดข้างกายเจ้าเอย มือหนายื่นไปคว้าเอวบางของเด็กสาวเข้ามาชิดตัวอย่างถือสิทธิ์ ท่ามกลางความตกตะลึงของทั้งแพรวพราวและตัวเจ้าเอยเองที่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจสั่นระทึกจนแทบจะทะลุออกจากอก
